“ท่านพ่อสั่งให้ทหารออกไปตามซูเจินจริง หากนางกลับมาทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม ข้าควรทำอย่างไรดี” ซูเจียวเดินวนไปมาอยู่ในห้องอย่างใช้ความคิด ภาพความจำในอดีตพุ่งเข้ามาให้หวนระลึกนึกถึง ณ สวนเหมยเต็งนอกเขตพระราชฐาน ในเวลานั้นซูเจินและซูเจียวยังเด็ก พากันเดินเที่ยวเล่นพร้อมกับฝึกดนตรีไปตามประสา ขณะที่พระาานั่งทวนงานราชการอยู่ไม่ไกลมากนัก
“พรุ่งนี้ ท่านพ่อจะให้พวกเราเล่นเครื่องดนตรีที่ถนัด ซูเจินเ้าถนัดขลุ่ยหรือพิณมากกว่ากัน” เด็กหญิงตัวเล็กถามน้องสาวด้วยแววตาใคร่รู้
“พี่ลี่เซียนบอกว่า ข้าเป่าขลุ่ยดีกว่าดีดพิณ” ซูเจินพูดตามความเป็จริง แต่นั่นทำให้พี่สาวอย่างซูเจียวหลุดหัวเราะเยาะ
“ลี่เซียนจอมโกหก อย่างเ้าจะเป่าขลุ่ยสู้กับข้าได้อย่างไร” ว่าแล้วซูเจียวจึงยกขลุ่ยในมือเป่าเป็เพลงเพื่ออวดความสามารถ ซูเจินนั่งยกมือขึ้นเท้าคางมองพี่สาวด้วยดวงตาชื่นชม นอกจากเสียงจากขลุ่ยอันไพเราะแล้ว ซูเจียวมีลวดลายการเป่าอันน่าทึ่ง จนมิอาจละสายตาได้ ไม่นานนักเสียงเพลงจากขลุ่ยก็สงบลง เสียงปรบมือจากซูเจินดังขึ้นเป็การชมเชย
“ถึงตาเ้าแล้ว ไหนที่ลี่เซียนจอมโกหก บอกเ้าว่าเ้าเป่าขลุ่ยดีกว่าดีดพิณ ข้าอยากฟังว่าจะสู้ข้าได้ฤาไม่”
“ข้าสู้พี่ซูเจียวไม่ได้หรอก”
“อย่าพูดมาก เป่าออกมาให้ข้าฟัง ข้าจักเป็คนตัดสินว่าเ้าควรใช้เครื่องดนตรีชนิดใด” ซูเจินได้ฟังดังนั้นจึงยกขลุ่ยในมือขึ้นมาเป่า เพียงเสียงแรกที่เป่าออกมา จังหวะการปล่อยลมนุ่มนวลจนทำให้พระาาที่นั่งอยู่ไม่ไกลนักถึงกับถูกสะกดไว้ แล้ววางมือจากงานราชการ หันมาตั้งใจฟังเสียงขลุ่ยอันไพเราะ ทุก่จังหวะลื่นไหลดังสายน้ำ เขาแย้มยิ้มออกมาอย่างพอใจ ซูเจียวหน้าซีดลงหลังจากได้ฟังเสียงขลุ่ยจากผู้เป็น้องสาว
“ไม่เห็นจะเก่งอย่างที่ลี่เซียนพูดเลยสักนิด หยุดเป่าได้แล้ว” นางเสียงดังใส่น้องสาวทันทีด้วยความหงุดหงิด ซูเจินวางขลุ่ยในมือตามคำสั่งอย่างว่าง่าย พร้อมหลุบตาต่ำลง
“นับจากนี้เ้าห้ามเป่าขลุ่ย เ้าควรหันไปเล่นพิณ”
“แต่ข้าชอบเป่าขลุ่ย”
“แต่เ้าเป่าขลุ่ยไม่เก่ง” ซูเจียวยืนขมึงแสดงอำนาจ ก่อนฝีเท้าของพระราชบิดาจะเสด็จเข้ามาแล้วถามทั้งสองด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแสนเมตตา
“เสียงขลุ่ยเมื่อครู่เป็ของผู้ใด” ซูเจินอึกอักมองตาพี่สาว ก่อนที่ซูเจียวจะยกมือขึ้น
“เป็ของลูกเพคะ เสียงขลุ่ยสุดท้ายเป็ของลูก เสียงขลุ่ยแรกเป็ของซูเจินเพคะ”
“เช่นนั้นเหรอ” ซูเจียวพยักหน้าตอบรับ ในตอนนั้นนางเห็นสายพระเนตรของราชบิดา เป็ประกายอย่างมีความหมาย พระหัตถ์ยกขึ้นลูบที่ศีรษะนางด้วยความเมตตา พระราชบิดาเริ่มตั้งความหวังทั้งหมดไว้ที่ซูเจียว นับจากนั้นเป็ต้นมา หลังจากราชบิดาเดินหายวับกลับไป ปล่อยให้สองพี่น้องอยู่เล่นกันตามประสา
“ที่ข้าทำเมื่อครู่เพื่อปกป้องเ้านะซูเจิน เสียงขลุ่ยของเ้ามันไม่ไพเราะ อาจถูกตำหนิจากท่านพ่อ ข้าจึงยอมออกรับแทน ไม่ว่าอย่างไรเสียก็ควรขอบคุณข้าบ้าง สำนึกไว้ว่าข้าเสียสละเพื่อเ้าสักเพียงใด”
“ข้าขอบคุณพี่ซูเจียว” เด็กหญิงหญิงตัวเล็กก้มหน้ายอมรับ เพราะคิดว่านั่นคือความหวังดีจากพี่สาวที่มอบให้ ซูเจินยอมละทิ้งการเป่าขลุ่ย และเริ่มจริงจังกับการดีดพิณนับจากนั้นเป็ต้นมา
ความคิดในอดีตย้อนกลับและหายวับไปในเวลาไม่นาน ซูเจียวเดินหน้าซีดเข้าไปนั่งยังเก้าอี้ตัวโปรดอย่างใช้ความคิด ไม่ว่าอย่างไรนางจะไม่ยอมให้พระราชบิดาพาตัวซูเจินกลับมายังวังหลวงอีกเด็ดขาด
“ซือซิง” เสียงเรียกอันสุขุมจากราชธิดา ทำให้สาวใช้เดินเข้าไปใกล้
“พรุ่งนี้เ้าเตรียมอาหารเช้าให้ท่านแม่ได้ฤาไม่”
“ด้วยเหตุใดเหรอเพคะ” ดวงตากลมอันมีเลศนัยจากซูเจียว ส่องประกายวาววับอย่างไม่น่าไว้ใจนัก
“หากไม่มีท่านแม่แล้ว เ้าคิดว่าท่านพ่อจะพาซูเจินกลับมาฤาไม่” ซือซิงหน้าชาวาบ รีบทรุดลงนั่งในทันที ดวงตาหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
“ข้าๆ” ซือซิงอ้ำอึ้ง พร้อมเม็ดเหงื่อผุดขึ้นแซมใบหน้า ไม่กล้าตอบคำถาม
“อาหารของท่านแม่ เ้าจงใส่ยานี่ลงไปที่น้อยๆ ทุกครั้งสามเวลา ยานี้จะทำให้ท่านแม่หมดแรงลงไปวันละนิด ถึงครานั้นก็จักไม่มีแรงพูดถึงซูเจินอีก” นางหยิบยาในซอกเสื้อบาง แล้วยืนให้กับหญิงรับใช้คนสนิท
“ราชธิดาเพคะ” ซือซิงเบิกตากว้างพลางส่ายศีรษะไปมา ด้วยเกรงต่อราชอาญาอันหนักหนาสาหัส
“เ้าไม่พูด ข้าไม่พูด จักมีใครรู้” น้ำเสียงอันเยือกเย็นกล่าวอย่างไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด ความริษยากำลังบดบังความถูกผิดในใจ นางวาดสายตาจับจ้องไปยังสาวใช้ด้วยสายตาบังคับ
“เ้ามิมีทางเลือกนักหรอกซือซิง หากเ้าไม่ทำตามที่ข้าบอก จะเป็เ้าเองที่ไร้ลมหายใจ”
“ข้ายอมทำเพคะ” ซิงซิงรีบรับปากราชธิดาในทันทีด้วยความกลัว แม้ภายในจะต่อต้านสักเพียงใด หากแต่ไม่อาจทัดทานอำนาจของนางได้