จูหยวนจางชะงักไป นี่มันเื่อะไรกัน?
ภายใต้การปกครองของจ้าวสิง ราษฎรในอำเภอเฟิ่งหยางต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ยากแสนสาหัส แต่กลับช่วยพูดให้จ้าวสิงอย่างนั้นหรือ? หรือว่าจ้าวสิงจะกดขี่ราษฎร ข่มขู่ไม่ให้พวกเขาพูดความจริง?
เมื่อคิดได้ดังนี้ จูหยวนจางก็โกรธจนหนวดกระดิก แต่เพื่อไม่ให้เป็การแหวกหญ้าให้งูตื่น เขาจึงระงับอารมณ์ในใจลง แล้วเอ่ยถามชายชราทั้งสองด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ค่าผ่านทางนี้คิดอย่างไร?"
ก็แค่ราษฎรที่ไม่มีทางออก จึงต้องออกมาหาหนทางเอาชีวิตรอด หากปีนั้นราชวงศ์หยวนเก่าไม่บีบคั้นจนราษฎรไม่มีที่ซุกหัวนอน ไม่มีแม้แต่ข้าวจะกิน ข้าก็คงไม่ต้องถือชามขอทานออกไปก่อฏ
"พวกเ้าต้องลงทะเบียนก่อนว่ามาจากที่ใด ผ่านทางมาค้าขาย หรือมาทำงานที่เฟิ่งหยาง?" ชายชราตาเหล่ทางซ้ายเอ่ยถาม
ชายชราปากเบี้ยวรีบพูดเสริม "ดูรถม้าสองคันนี้ของพวกเขาสิ ห่อของพะรุงพะรัง ทั้งการแต่งกาย ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็เศรษฐี"
ชายชราสองคนหันไปกระซิบกระซาบกันเองว่า "ท่านนายอำเภอของพวกเราบอกไว้ว่า แกะอ้วนแบบนี้ต้องรีดให้เกลี้ยง!"
จูหยวนจางและจูเปียวมองดูคนทั้งสองที่กระซิบกระซาบเสียงดังโดยไม่ปิดบัง แล้วหันมาสบตากัน
สองพ่อลูกคู่นี้ คนพ่อใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ ส่วนคนลูก... ได้แต่คอยห้ามปรามอยู่ข้าง ๆ
หม่าฮองเฮาที่อยู่ด้านข้างกระแอมเบา ๆ พร้อมส่งสายตาเป็สัญญาณ "ท่านพี่ ออกมาทำการค้าข้างนอก อย่าได้ถือสาเื่เล็กน้อยเลยเ้าค่ะ"
"ใช่ ๆ ๆ ที่ฮูหยินพูดนั้นถูกต้องแล้ว"
"ค่าผ่านทาง รถม้าหนึ่งคันห้าตำลึงเงิน" ตาแก่ตาเหล่ยื่นมือขวาออกมา แววตาที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมสื่อความหมายชัดเจนว่า เอาเงินมา!
ตาแก่ปากเบี้ยวพูดจาไม่ชัดถ้อยชัดคำ "ค่าผ่านทางม้าสามตำลึงเงิน คนเดินเท้าสองตำลึง"
"ซาลาเปาไส้หมูหนึ่งลูกราคาแค่สองเหวิน ซาลาเปาหนึ่งลูกแลกหมั่นโถวแป้งขาวได้ตั้งสามลูก! แต่นี่รถม้าคันเดียวห้าตำลึงเงิน?!" จูหยวนจางตาค้าง
"ลูกรัก เอาเงินไป!" หม่าฮองเฮาที่อยู่ข้าง ๆ ค้อนจูหยวนจางวงหนึ่ง "ดูท่านสิ ใจร้อนเสียจริง"
"รถม้าสองคัน ม้าแปดตัว คนยี่สิบสามคน รวมเป็เงินหกสิบตำลึง ปัดเศษเป็แปดสิบตำลึง ให้ลงตัวที่หนึ่งร้อยตำลึง ไม่ต้องขอบคุณ"
จูเปียวถึงกับอึ้งไป ตอนที่ท่านพ่อออกไปรบ เขาเฝ้าบ้านมาหลายปี ดูแลเื่เสบียงมาตลอด แต่ไม่เคยเห็นวิธีการคิดเงินแบบนี้มาก่อน
แต่สถานการณ์บีบบังคับ จึงได้แต่ยอมควักเงินจ่ายไปอย่างว่าง่าย
"จุดพักรถสามารถพักผ่อนได้"
"ซาลาเปาไส้หมูและไข่ต้มคนละหนึ่งลูก โจ๊กและหมั่นโถวกินได้ไม่อั้น แต่ห้ามนำกลับ"
เมื่อได้ยินคำพูดของตาแก่ทั้งสอง จูหยวนจางกลับรู้สึกตื้นตันใจเล็กน้อย ในที่สุดก็มีโอกาสได้ทุนคืน!
จูหยวนจางรีบกินซาลาเปาและไข่ในมือคำโต แต่กลับถูกไข่แดงติดคอจนสำลัก จึงรีบยกถ้วยโจ๊กขึ้นมาดื่มอึก ๆ ลงไป จากนั้นก็กินหมั่นโถวและโจ๊กเพิ่มอีกคนละหลายลูกจนท้องกลมป่อง จึงค่อยออกเดินทางต่อ
เดินต่อไปได้ไม่ถึงครึ่งลี้ ก็เห็นสองข้างทางเป็ทุ่งสีทองพลิ้วไหวตามลม เมล็ดข้าวสาลีเม็ดโตจนทำให้รวงข้าวโน้มลงมา
ถนนกว้างขวาง สะอาด และเรียบเนียนจนรถม้าแปดคันสามารถวิ่งขนานกันได้โดยไม่มีหลุมบ่อแม้แต่น้อย
จูหยวนจางเดินทางมาตลอดทางจนชินกับถนนดินหินที่ขรุขระ และมีมูลสัตว์อยู่เป็ระยะ พอมาเห็นสิ่งนี้จึงถึงกับตะลึง
แม้แต่หน้าประตูเมืองอิ้งเทียน ก็ยังไม่สะอาดเช่นนี้!
ในท้องนาสองข้างทาง ไม่รู้ว่าราษฎรนั่งบนสิ่งใดที่กำลังกลิ้งไปข้างหน้า ทำให้ต้นข้าวถูกม้วนตามไปด้วย
ถัดไปอีกเล็กน้อย ก็เห็นเงื่อนมงคลสีแดงขนาดใหญ่ติดอยู่บนหลักเขต พร้อมเขียนตัวอักษรตัวโตว่า
‘เฟิ่งหยางที่สวยงาม ยินดีต้อนรับท่าน’
ตอนที่จ้าวสิงออกแบบสิ่งนี้ ความคิดของเขานั้นชัดเจนมาก คนที่จ่ายค่าผ่านทางแล้วเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสได้เห็นประโยคนี้ คนที่ไม่ยอมควักเงินยังคิดจะให้ข้ายินดีต้อนรับอีกหรือ?
ฝันไปเถอะ!
จูหยวนจางถึงกับสงสัยในสายตาตนเอง จึงหยิบฎีกาที่จ้าวสิงเขียนออกมาจากอกเสื้อเพื่ออ่านดู
"ฝ่าา ราษฎรอำเภอเฟิ่งหยาง สวมเสื้อผ้าป่านจนขาดวิ่น กินไม่อิ่มท้อง ทุกข์ยากแสนสาหัสพ่ะย่ะค่ะ!"
พอเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นคลื่นข้าวสาลีพลิ้วไหว เป็ภาพการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์ แม้แต่ราษฎรที่ทำนาก็สวมเสื้อผ้าฝ้าย ไม่ใช่เสื้อผ้าป่าน
"คนข้างหน้าหลีกทางหน่อย อย่าขวางทาง! อย่าคิดว่าไม่มีใครดูอยู่แล้วจะไม่ต้องทำตามกฎจราจร!" ขบวนคนด้านหลังะโบอกขณะเดินนำหน้าไป
เมื่อเห็นว่ากลุ่มของจูหยวนจางแต่งกายเหมือนคนต่างถิ่น จึงโบกมือบอก "ขับชิดขวา อย่าล้ำเลน ห้ามขับย้อนศร เห็นว่าพวกท่านมาจากต่างเมืองจึงเตือนไว้ มิเช่นนั้นหากถูกกองตำรวจจราจรของท่านนายอำเภอจับได้ จะต้องถูกปรับเงินนะ"
"คนข้างหลัง พี่น้องขนเสบียงเร่งมือเข้า! พ้นสองวันสุดท้ายนี้ไป พวกเราจะได้พักผ่อนกันแล้ว!"
รถหลายสิบคันด้านหลัง เป็รถที่มีสามล้อ ด้านหน้ามีคนนั่งและเท้ากำลังเหยียบบางอย่าง รถที่บรรทุกเสบียงจนเต็มเหล่านี้วิ่งกรุ๊ก ๆ ไปข้างหน้า
รถสามล้อหนึ่งคันสามารถทำงานได้เท่ากับรถเข็นล้อเดียวสามสี่คัน ทั้งยังประหยัดแรงงานได้มากกว่า
จูหยวนจางมองตามขบวนเสบียงที่ห่างออกไป แล้วก้มมองฎีกาในมือ
"ฝ่าา ถนนหลวงที่มุ่งสู่เฟิ่งหยางขาดการซ่อมแซมมานาน ถนนชำรุดทรุดโทรมจนแทบจะเป็ทางโคลน เดินทางลำบากยิ่งนัก..."
ประโยคนี้ โกหก
"ฝ่าา รอบ ๆ เฟิ่งหยาง โจรชุกชุม มักมีการปล้นสะดมอยู่บ่อยครั้ง..."
ประโยคนี้… เป็เื่จริง!
เ้าจ้าวสิงที่สร้างจุดเก็บเงินและจุดพักรถนี่แหละ คือโจรที่ใหญ่ที่สุด!
เดินไป ดูไป เมื่อถึงหน้าประตูอำเภอเฟิ่งหยาง มองเห็นกำแพงเมืองที่ดูน่าเกรงขามและยิ่งใหญ่กว่าเมืองอิ้งเทียน จูหยวนจางและจูเปียวต่างพากันเงียบกริบ
ประตูเมืองเปิดกว้าง แบ่งออกเป็สามช่องทาง ราษฎรและพ่อค้าที่สัญจรไปมาหนาแน่น แต่กลับเข้าแถวยาวหน้าประตูอย่างมีระเบียบ ใบหน้าของราษฎรแต่ละคนเต็มไปด้วยความปิติ ยิ้มแย้ม และมีความหวัง
จูหยวนจางก้มมองฎีกาโดยสัญชาตญาณอีกครั้ง
"ฝ่าา ราษฎรอำเภอเฟิ่งหยางชีวิตยากลำบาก ถูกกดขี่ด้วยภาษีจนพากันหลบหนี ปัจจุบันราษฎรในเมืองเหลือไม่ถึงครึ่ง เกรงว่าจะกลายเป็เมืองร้าง..."
"ไอ้บ้าเอ๊ย! โกหกทั้งเพ!"
จูหยวนจางขว้างฎีกาลงพื้นอย่างแรง แล้วะโขึ้นไปเหยียบซ้ำหลายครั้ง
"เขียนให้ดูน่าสงสาร หลอกให้ข้าร้องไห้ตั้งมากมาย ที่ไหนได้ ทั้งหมดคือเื่โกหก!"
จูหยวนจางเหยียบจนฎีกากลายเป็ผงสีเทา รอยรองเท้าบนนั้นมีมากเสียจนดูไม่ออกว่าของเดิมคืออะไร
ทหารยามใต้ประตูเมืองเห็นขบวนรถของจูหยวนจางจอดขวางทาง จึงสะบัดแส้ในมือแล้วเดินเข้ามา "มาค้าขายจากต่างเมืองใช่ไหม? ไปเข้าแถวทางขวา อย่าจอดขวางทางจนกระทบการจราจร"
"แล้วทำไมคนทางซ้ายสุดถึงไม่ต้องเข้าแถว?" จูเปียวชี้ไปยังรถม้าคันหนึ่งที่ขับผ่านไปอย่างสบายอารมณ์ทางซ้ายสุดด้วยความไม่เข้าใจ
ตรงนั้นไม่มีคนเข้าแถวเลย
"นั่นเป็ช่องทางพิเศษที่ท่านนายอำเภอมอบให้สำหรับผู้มีสถานะเวยอ้ายปี่ ถามให้มันน้อย ๆ หน่อย” ทหารยามรักษาประตูบอกปัด แล้วหันไปจัดระเบียบที่ประตูกลางต่อ
"ห้ามแซงคิว! เข้าไปทีละคน!"
ด้านประตูขวา ทหารยามรักษาประตูที่เฝ้าอยู่เคาะกล่องตรงหน้าอย่างเกียจคร้าน "ค่าเข้าเมือง คนสองตำลึง ม้าสามตำลึง รถห้าตำลึง รวมทั้งหมดหกสิบ"
"อะไรนะ? ค่าเข้าเมือง?! เก็บแพงขนาดนี้เชียวหรือ?!"
จูหยวนจางได้ยินดังนั้นก็โกรธจัดจนหนวดกระดิก "ข้า้าพบนายอำเภอของพวกเ้า! จะถามเขาว่า กล้าดีอย่างไรถึงได้เก็บภาษีขูดรีดเช่นนี้!"
ทหารยามรักษาประตูหัวเราะเยาะ "การจะพบท่านนายอำเภอต้องใช้เงินห้าร้อยตำลึงเป็ค่าผ่านทาง หากไม่มีเงินก็ไม่มีสิทธิ์พบท่านนายอำเภอ"
"บังอาจ!"