แดดยามสายจับผิวน้ำสีโคลนของท่าเรือเมืองจินไห่ เสียงนกนางนวลร้องเซ็งแซ่ ผสานกับเสียงกุลีแบกกระสอบข้าวสาระโสั่งงานกันอื้ออึง ทว่าภายใต้ความคึกคัก สายตาของผู้คนกลับสอดส่องระแวดระวัง แม้แต่พ่อค้าแผงปลาก็แอบกุมด้ามมีดสั้นยามมีคนแปลกหน้าเดินผ่าน
ภายในห้องทำงานนายอำเภอ กองสมุดบัญชีภาษีถูกเปิดค้างไว้ พู่กันและตราประทับวางระเกะระกะ กู้เสวียนนั่งนวดคออยู่หลังโต๊ะ ใบหน้าอิดโรยจากการอ่านรายงานย้อนหลังจนดึกดื่น
เฉินกู่เดินประคองถาดน้ำชาเข้ามาวางเงียบ ๆ สายตามองสำรวจนายอำเภอคนใหม่
“ใต้เท้า... เมื่อวานพวกเราเตรียมการต้อนรับตามธรรมเนียม แต่ท่านกลับตรงไปห้องตรวจศพทันที เ้าหน้าที่ในที่ว่าการพากันหน้าถอดสีหมดแล้ว”
กู้เสวียนเงยหน้า แย้มยิ้มรับถ้วยชา “เื่พิธีการไว้ทีหลัง ชีวิตคนรอไม่ได้ ข้าอยากเห็นกับตาว่าเมืองนี้เน่าเฟะถึงขั้นไหน”
เฉินกู่ชะงัก คำตอบตรงไปตรงมาทำให้มือปราบเฒ่าต้องประเมินคนตรงหน้าใหม่
“ท่านใจเด็ดนัก แต่การทำเช่นนั้นในเมืองจินไห่ อาจกลายเป็การเหยียบเท้าเ้าถิ่นได้ง่าย ชาวยุทธ์ใจแคบกว่าที่ท่านคิด”
นายอำเภอหนุ่มวางถ้วยชาลงแ่เบา “หากไม่เหยียบเท้าใครเลย เมืองนี้คงไม่มีวันเปลี่ยน ท่านมือปราบเฉิน... รายงานจากเมืองหลวงบอกว่า ที่นี่เกิดคดีมากจนผิดปกติใช่หรือไม่?”
เฉินกู่สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นทันที ขยับเข้าใกล้แล้วลดเสียงต่ำ
“ถูกแล้วขอรับ นับแต่นายอำเภอคนเก่าถูกสังหารเมื่อหลายเดือนก่อน คดีฆาตกรรมก็เกิดขึ้นเป็ระยะ เหยื่อไม่เป็ขุนนางก็เป็ชาวยุทธ์หรือพ่อค้าผู้กุมผลประโยชน์ แต่รายงานมักถูกพวกกินสินบนบันทึกว่าเป็อุบัติเหตุ หรือชาวยุทธ์ฆ่าฟันกันเอง”
มือปราบเฒ่าถอนหายใจ “มาถึงคดีเ้าสำนักเว่ย ผู้ตายเป็ถึงัคุมน่านน้ำ ชาวเมืองไม่อาจทำเป็นิ่งเฉยได้อีก ข้าจึงเฝ้ารอขุนนางอย่างท่าน เพราะลำพังตัวข้า... เริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าใครมิตรใครศัตรู”
กู้เสวียนบิดกายไล่ความเมื่อยล้า เอ่ยถาม “เช่นนั้น เมืองนี้ถูกค้ำยันด้วยขั้วอำนาจใดบ้าง”
เฉินกู่ขยับเข้าใกล้ ลดเสียงลงต่ำ “เดิมทีมีสามกลุ่มขอรับ หนึ่งคือสำนักพยัคฆ์คำรณของเว่ยเชียนซานที่คุมเส้นทางเรือ สองคือคหบดีฟางเจิ้งผู้กุมสัมปทานภาษี และสามคือร้านยาสัตตบงกชของหมอซุน... อำนาจของพวกเขาหยั่งรากลึกจนคนในที่ว่าการบางส่วนยังต้องก้มหัวให้”
“แล้วเวลานี้ ผู้ใดดูแลสำนักพยัคฆ์คำรณ?”
“เตียวเปียว รองเ้าสำนักขอรับ... ทว่าคนผู้นี้ใจร้อนวู่วาม ขาดบารมี หากจะฟื้นฟูสำนักให้กลับมาเหมือนเดิมเห็นทีจะยาก”
กู้เสวียนนิ่งไปครู่หนึ่ง “สามกลุ่มถ่วงดุลกันมานาน การที่เ้าสำนักเว่ยสิ้นชีพ ย่อมทำให้ตาชั่งนี้เอียงกะเท่เร่”
“ยามนี้ตาชั่งไม่ได้เอียงเพราะอิทธิพลเก่าหรอกขอรับ... แต่กำลังถูกสั่นคลอนโดยกลุ่มใหม่”
“กลุ่มใหม่?” กู้เสวียนเลิกคิ้ว
“ถูกแล้ว ไม่ถึงปีมานี้ มีจอมยุทธ์พเนจรชื่อกู่เฉินซาน มาเปิดสำนักคุ้มภัยชิงเฟิง ตอนแรกมีแต่คนหัวเราะเยาะ แต่เขากลับใช้กระบี่เล่มเดียวคว่ำสำนักเ้าถิ่นเจ็ดแห่งรวดจนชื่อเสียงสะท้านเมือง ยามนี้พวกคนหนุ่มพากันไปฝึกวิชากับเขามากมาย”
มือปราบเฒ่าลูบรอยแผลเป็ที่ข้อมือขวา
“ล่าสุดสำนักชิงเฟิงเริ่มรับงานคุ้มกันสินค้า และตัดราคาเ้าถิ่นเดิมจนถูกเขม่นอย่างรุนแรง แถมข้าราชการกังฉินยังจ้องรีดไถอยู่เนือง ๆ แต่การที่สำนักเติบโตแบบก้าวะโ ข้าสงสัยว่าเขามีเส้นสายลึกล้ำเพียงใด หรือมีใครหนุนหลังอยู่กันแน่”