แต่ถึงจะเป็เช่นนั้น ฝีเท้าของหลินฉางชิงก็ไม่มีทีท่าว่าจะช้าลงเลยแม้แต่น้อย เพราะเขาสังเกตเห็นแล้วว่าในขณะนี้ ภายในสำนักชูซานมีแสงไฟสว่างไสวขึ้นเป็จำนวนมาก ทั้งยังมีเงาร่างของผู้คนที่เหาะเหินเดินอากาศเพื่อมุ่งหน้ามาทางด้านนี้อย่างต่อเนื่อง
"ถูกสังเกตเห็นจนได้… ก็น่าจะเป็เช่นนั้น เพราะเป็ศิษย์ที่ทำให้ระฆังดังได้ถึงแปดครั้ง ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ดึงดูดความสนใจของคนในสำนัก" หลินฉางชิงกล่าวอย่างจนใจ
ตอนนี้เขาปีนขึ้นมาถึงครึ่งหนึ่งของขั้นที่แปดและสามารถมองเห็นธรณีประตูของขั้นที่เก้าได้แล้ว ทว่าเงาร่างเ่าั้ก็กำลังเร่งรุดมาทางนี้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
'จะถอยหรือจะเดินหน้าต่อดี?' หลินฉางชิงคำนวณอยู่ในใจ
หากเส้นทางข้างบนยากลำบากยิ่งขึ้น การปีนต่อไปอาจมีความเสี่ยงที่จะเปิดเผยตัวตน
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ของตน หากถูกคนในสำนักพบเข้าว่าคนที่ถูกทำลายรากปราณไปแล้วกลับมามีความสามารถในการฝึกตนได้อีกครั้ง หลินฉางชิงก็ไม่กล้าคิดเลยว่าตนเองจะต้องเผชิญกับอะไร
แต่ถ้าหากจากไปตอนนี้...
"มันน่าเสียดายเกินไปจริง ๆ " หลินฉางชิงเงยหน้าขึ้น พลางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกล่าวช้า ๆ
เขารู้ดีว่าตนเองยังมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่อีกมาก และในการปีนครั้งนี้ หากพวกเสิ่นอู๋หยาไม่สามารถระบุตัวตนที่แท้จริงของเขาได้ บางทีในวันหน้า บันไดเจตจำนงกระบี่แห่งนี้อาจไม่ใช่สถานที่ที่จะเข้ามาได้ง่าย ๆ อีกต่อไป...
ทางเลือกสองทางหมุนวนอยู่ในหัวของหลินฉางชิงอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ยังคงก้าวเดินต่อไปโดยไม่หยุดพักแม้แต่วินาทีเดียว
"ลองเสี่ยงดู!"
ในที่สุด แววตาของหลินฉางชิงก็ฉายความเด็ดเดี่ยว
ขั้นที่สิบไม่มีขั้นระหว่างทางอีก ขอเพียงก้าวข้ามขั้นที่เก้าไปได้และเสียงระฆังดังขึ้นสิบครั้ง เขาก็ถือว่าถึงจุดหมายปลายทาง อีกทั้งระยะทางที่เหลืออยู่ตรงหน้าหลินฉางชิงนั้นมีเพียงน้อยนิด
"ถ้าอย่างนั้น ข้าจะปีนให้ถึงยอดก่อนที่พวกเขาจะมาถึงที่นี่!"
เมื่อกล่าวจบ หลินฉางชิงก็รีบโคจรพลังปราณของตนอย่างรวดเร็ว นำเจตจำนงกระบี่มาห่อหุ้มทั่วร่างเพื่อต้านทานการรบกวนจากเจตจำนงกระบี่ที่ว่างเปล่ารอบตัว
ขณะเดียวกัน เมื่อพลังปราณเต็มเปี่ยมในร่างกาย ฝีเท้าของหลินฉางชิงก็เร่งเร็วขึ้นอีกครั้ง ่ครึ่งหลังของขั้นที่แปดทั้งหมด เขาจึงสามารถปีนผ่านไปได้ในลมหายใจเดียว
เหง่ง!
เสียงระฆังดังครั้งที่เก้าดังขึ้น
เสิ่นอู๋หยาที่กำลังเร่งรุดมาพร้อมกับเหล่าผู้าุโ เมื่อได้ยินเสียงระฆังครั้งนี้ ใบหน้าของแต่ละคนก็ปรากฏความตื่นตะลึงขึ้นมาทันที
หากบอกว่าคนผู้นี้มีพร์ระดับเสียงระฆังแปดครั้ง พวกเขาคงเพียงแค่ประหลาดใจ เพราะใน่ไม่กี่ปีมานี้ อัจฉริยะที่มีพร์ระดับเดียวกันเคยปรากฏตัวมาแล้วสองคน แต่เสียงระฆังเก้าครั้ง…
คราวนี้พวกเขาตื่นตะลึงอย่างแท้จริง
"เก้าครั้ง?! ถึงกับเก้าครั้งเลยหรือ!"
"เด็กคนนี้ควรจะได้เป็ศิษย์เอกคนใหม่!"
"สำนักชูซานของข้า มีอัจฉริยะที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้นั้แ่เมื่อไหร่กัน?!"
"ตัวตนของคนผู้นี้คือใครกันแน่?!"
"เร็วเข้า เราต้องเร็วขึ้นอีก!"
เหล่าผู้าุโรีบกล่าวขึ้นทันที
ต้องรู้ว่าในสำนักชูซานไม่เห็นศิษย์ที่มีพร์เช่นนี้มานานมากแล้ว เหล่าผู้าุโเหล่านี้จะไม่ร้อนใจได้อย่างไร?
เพราะศิษย์ผู้นี้ อาจเป็ความหวังในการกอบกู้ชื่อเสียงของสำนักชูซานเลยก็เป็ได้!
ส่วนเสิ่นอู๋หยาในฐานะเ้าสำนักไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ร่ายเคล็ดวิชาเบา ๆ
ทันใดนั้น กระบี่บินใต้เท้าของเขาก็เร่งความเร็วขึ้นอย่างฉับพลัน แสงสีรุ้งวูบผ่านไป เพียงพริบตาเดียวก็ทิ้งห่างเหล่าผู้าุโไปไกลโข
ในฐานะเ้าสำนัก เขาควรจะเป็คนที่ร้อนใจที่สุด!
แต่เสิ่นอู๋หยาย่อมไม่มีทางรู้เลยว่าศิษย์ที่กำลังปีนขึ้นไปในขณะนี้ ก็คือหลินฉางชิงที่เขาเป็คนลงมือทำลายรากปราณด้วยตัวเอง ยิ่งคิดไม่ถึงว่าหลินฉางชิงกำลังทุ่มสุดชีวิตปีนขึ้นสู่ยอดเขาเพื่อหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเขา!
"แฮ่ก... แฮ่ก..."
ในตอนนี้ หลินฉางชิงกำลังหอบหายใจอย่างหนัก
ั้แ่ก้าวเข้าสู่ขั้นที่เก้า ความเร็วของเขาก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะความรู้สึกที่ขั้นที่เก้ามอบให้ ไม่ใช่เพียงแค่แรงกดดันธรรมดาแต่เหมือนกับปลักโคลนที่ลึกจนมองไม่เห็นก้น
ทุกย่างก้าว หลินฉางชิงรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังดิ่งลงเหว ร่างกายสั่นคลอนจวนจะล้ม และเจตจำนงกระบี่ที่ว่างเปล่ารอบตัวในตอนนี้ความคมกล้าได้พุ่งขึ้นถึงขีดสุด
ิัของหลินฉางชิงถูกบาดได้อย่างง่ายดาย และหลังจากถูกบาด เจตจำนงกระบี่เ่าั้ยังแทรกซึมเข้าสู่าแ และคอยกัดกร่อนร่างกายของหลินฉางชิงอย่างต่อเนื่อง
ความรู้สึกนี้ ทรมานยิ่งกว่าความเ็ปธรรมดาเสียอีก
"จุดหมายสุดท้าย อยู่ตรงหน้าแล้ว..." หลินฉางชิงพึมพำ
"บันไดเจตจำนงกระบี่ขั้นที่เก้า... มิน่าเล่า ถึงไม่มีศิษย์ที่ปีนขึ้นมาได้ หากข้าไม่มีปราณกระบี่จากเคล็ดกระบี่เมฆครามคุ้มกาย ป่านนี้คงถูกเจตจำนงกระบี่เหล่านี้ฉีกเป็ชิ้น ๆ ไปแล้วกระมัง?" หลินฉางชิงปาดเหงื่อบนหน้าผาก
เหงื่อผสมกับเืนั้นย้อมแขนเสื้อของเขาจนกลายเป็สีแดงจาง ๆ แต่ั้แ่ต้นจนจบ ฝีเท้าของหลินฉางชิงไม่เคยหยุดชะงักเลยแม้แต่น้อย เขาสามารถััได้ว่าในบรรดาคนที่เร่งรุดมา ผู้นำกลุ่มนั้นก็คือเ้าสำนักของเขา
หลินฉางชิงจึง้าเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีก แต่พละกำลังของเขาก็เหลืออยู่ไม่มากแล้ว เพราะเขาก็เพิ่งจะเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น
เมื่อเงาร่างเ่าั้อยู่ห่างจากเขาไม่ถึงหกลี้ ฝีเท้าของหลินฉางชิงในที่สุดก็ก้าวเข้าสู่ขั้นที่สิบ
เหง่ง!
เสียงระฆังครั้งที่สิบ ดังสนั่นไปทั่วทั้งสำนักชูซาน
แทบจะในเวลาเดียวกันที่ก้าวเข้าสู่ขั้นที่สิบ หลินฉางชิงก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาะโลงไปทันที
บันไดเจตจำนงกระบี่สูงเสียดฟ้า หากผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานทั่วไปตกลงมาจากความสูงระดับนี้ เกรงว่าคงต้องเสียชีวิตไปครึ่งหนึ่ง ทว่าในชั่วขณะที่พ้นจากขอบเขตของบันไดเจตจำนงกระบี่ แรงกดดันบนร่างของหลินฉางชิงก็หายวับไป
เขาพลิกมือร่ายเคล็ดวิชา ร่างกายของเขากลับมาเบาหวิว อากาศรอบตัวราวกับกลายเป็วัตถุ หลินฉางชิงออกแรงที่เท้าเพียงข้างเดียวก็สามารถเหยียบอากาศพุ่งทะยานออกไปได้ทันที!
ฟึ่บ!
ด้วยการผสานพลังปราณ ด้านหลังของหลินฉางชิงถึงกับปรากฏภาพติดตา เพียงชั่วพริบตา เขาก็พุ่งออกไปไกลหลายลี้!
ในตอนนี้หลินฉางชิงไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เขาร่ายเคล็ดวิชาต่อเนื่องซึ่งรวดเร็วยิ่งกว่าพวกเสิ่นอู๋หยาที่เหาะกระบี่เสียอีก!
กว่าที่คนเ่าั้จะมาถึงใต้บันไดเจตจำนงกระบี่ หลินฉางชิงก็จากไปทางทิศเหนือ และกลับไปยังบริเวณขอบของหอคอยผนึกมารทีู่เาด้านหลังนานแล้ว
"แปลกนัก"
เสิ่นอู๋หยาพร้อมกับเหล่าผู้าุโมาถึงก่อนเหล่าศิษย์ ทว่าผู้าุโท่านหนึ่งกลับอุทานออกมาเช่นนั้น
"เหตุใดบนบันไดเจตจำนงกระบี่ทั้งหมดถึงไม่มีกลิ่นอายของผู้ฝึกตนเลย? หรือเป็เพราะระยะทางของขั้นที่สิบสูงเกินไป จนพวกเราััไม่ได้กันแน่?" ผู้าุโท่านนั้นกล่าวอย่างสงสัย
เสียงระฆังครั้งที่สิบ พวกเขาล้วนได้ยินอย่างชัดเจน
เสียงระฆังสิบครั้งหมายถึงอะไร?
ั้แ่ก่อตั้งสำนักชูซานมา ผู้ที่สามารถทำให้ระฆังดังสิบครั้งได้มีเพียงสามท่านเท่านั้น
ท่านหนึ่งคือผู้ก่อตั้งสำนักชูซาน ซึ่งเป็ผู้สร้างบันไดเจตจำนงกระบี่ ส่วนอีกสองท่านที่เหลือล้วนเป็อดีตเ้าสำนักชูซาน ซึ่งแต่ละท่านล้วนเป็ตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวผู้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของทวีป
และตอนนี้ ท่านที่สี่ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว...
"หรือว่าพวกเราลองรออีกสักพักดีหรือไม่ขอรับ? ไม่แน่ว่าอาจจะเป็เพราะปีนขึ้นไปสูงเกินไป จนบดบังการรับรู้ของพวกเรา" ผู้าุโท่านอื่นกล่าวสนับสนุน