บทที่ ๑: ความฝันในห้องนอนกับเสียงที่ไม่มีในหนังสือเรียน
เสียงเข็มนาฬิกาแขวนผนังเดินดัง แกร็ก แกร็ก สลับกับเสียงแอร์เก่าๆ ที่พ่นลมเย็นบ้างร้อนบ้างดังฟึดฟัดๆ เหมือนคนเป็หวัดออกมาเป็ระยะ
ในห้องนอนสี่เหลี่ยมขนาดไม่กี่ตารางเมตรที่ชั้นสองของบ้าน บ้านพักข้าราชการที่อยู่ต่อๆ กันมาราวๆ สักกี่สิบๆ ปีกี่สิบครอบครัวแล้วก็ไม่รู้ ที่นี่คือ "ป้อมปราการ" แห่งเดียวบนโลกใบนี้ที่ ธน สามารถเป็ตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่
บนโต๊ะอ่านหนังสือ ไม่มีชีตติวเข้มเอนทรานซ์หรือแบบฝึกหัดวิชาต่างๆ วางทิ้งไว้เลย มีเพียงม้วนเทปคาสเซ็ทของวงดนตรีอินดี้อัลเทอร์เนทีฟยุค 90s ที่เพิ่งจะออกในเวลาหลักเดือน บางม้วนถูกซื้อมายังไม่ถึงอาทิตย์ดี วางเรียงรายเป็ตับ ตลับเทปพลาสติกสะท้อนแสงไฟส้มสลัวๆ จากโคมไฟโต๊ะทำงาน
ธนนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเหล็กดัด ฟ้ามืดสนิทและเงียบสงบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น แต่ใน
หูสองข้างของเขากลับเต็มไปด้วยเสียงริฟฟ์กีตาร์สากๆ สดใหม่ และเสียงกลองที่สับเป็จังหวะกระแทกอกผ่านหูฟังโฟมสีดำขอบขาดรุ่ยราวกับถูกหนูแทะที่เสียบอยู่กับเครื่องเล่นซาวด์เบ้าท์เครื่องนั้น
เขาหลับตาลงปล่อยให้อารมณ์จมลึกลงไปในโลกอีกใบ โลกที่ไม่มีใครมาคอยกำหนดว่าเขาต้องเป็อะไรได้หรือไม่ได้ ดีหรือไม่ดี
ข้างเตียงนอนของเขา มีกีตาร์สองตัวตั้งคู่กันอยู่เหมือนเป็ตัวแทนของโลกสองใบ
ตัวแรกคือ กีตาร์คลาสสิกสายไนลอน ไม้เนื้อแท้สีน้ำตาลอบอุ่น เครื่องดนตรีชิ้นสำคัญที่พ่อซื้อให้เป็รางวัลตอนประกวดงานเขียนได้ที่หนึ่งในวิชาด้านการใช้ภาษาสมัยมัธยมต้น ในสายตาของพ่อ กีตาร์คลาสสิกยังพอเป็สัญลักษณ์ของความประณีต สง่างาม และเป็ดนตรีของ "คนมีกิริยามารยาทดี" ที่เดิมทีพ่อจะสนับสนุนให้ลูกชายเรียนไวโอลินหรือไม่ก็เปียโนฝึกเล่นเพลงคลาสสิกนุ่มนวลชวนฟังดูภูมิฐานน่าภูมิใจ
แต่สิ่งที่ธนไม่เคยบอกพ่อก็คือธนใช้กีตาร์คลาสสิกตัวนี้แหละ ฝึกสตรัมคอร์ด แกะเพลงร็อก และสาดจังหวะร็อกดิบๆ ใต้สายไนลอนนุ่มมือ จนขอบไม้บอดี้มีรอยถูไถ และปลายนิ้วซ้ายของเขาขึ้นรอยไหม้หนาด้วยแรงกดบีบที่ใส่ลงไปแบบไม่กลัวเจ็บ
ส่วนตัวข้างๆ กันคือกีตาร์ไฟฟ้า Ibanez สีดำทรงร็อกหัวแหลมเฟี้ยวรุ่นฝึกหัด ตัวโปรดที่เขาขอให้พ่อซื้อให้หลังจากไปลองกีตาร์ของเพื่อนๆ ร่วมชั้นที่ต่างชื่นชอบในกีตาร์ยี่ห้อนี้ด้วยกันทั้งทุกคนโดยมีไอดอลร่วมกันคือมือกีตาร์ชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาเลียน สตีฟ ไว
คอกีตาร์ไม้เมเปิลที่เคลือบเงาเริ่มซีด บอดี้สีดำเงาเริ่มมีรอยขีดข่วนจากการใช้งานอย่างหนัก สำหรับธน กีตาร์ Ibanez ตัวนี้คือ "อาวุธคู่ชีพ" ชิ้นสำคัญที่จะพาเขาพุ่งชนทุกความฝันแม้ส่วนคันโยกของมันจะแอบเพี้ยนไปบ้างในบางที มันก็คงเหมือนเค้าแหละนะ เพี้ยนไปในบางที
ธนเอื้อมมือไปคว้า Ibanez สีดำขึ้นมาอุ้มไว้แนบอก ก่อนจะเหลียวมองกีตาร์คลาสสิกของพ่อแล้วอมยิ้มมุมปากมันต้องมีสักวันสิน่าที่ทั้งสองเสียงนี้จะรวมกันเป็หนึ่งเดียว
ธนสับสวิตช์เปิดแอมป์ซ้อมตัวจิ๋วที่มุมห้อง ปรับวอลลุ่มไว้เบาสุดเพราะกลัวเสียงจะเล็ดลอดออกไปถึงข้างนอก ปลายนิ้วซ้ายจับคอร์ดบนคอกีตาร์ด้วยความแม่นยำ ก่อนที่มือขวาจะสตรัมสายลงไปดังตึง ดึ๋ง โน้ตดนตรีพุ่งผ่านสายแจ็คเข้าสู่หัวใจของเขาโดยตรง
ใช่แล้ว แม้ธนจะอ่านตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นไม่ถูก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโน้ตสากลตัวไหนชื่ออะไรถ้าไม่มีคนมานั่งกดทีละคีย์ให้ฟัง แต่แปลกตรงที่ ปลายนิ้วของเขากลับจำตำแหน่งเสียงบนคอกีตาร์ได้แม่นยำยิ่งกว่าตำแหน่งสิวฝ้าบนร่างกาย ไม่ว่าจะสายไนลอนของพ่อ หรือสายเหล็กของ Ibanez ตัวนี้มันล้วนดึงดูดเขาได้อย่างเป็ธรรมชาติราวกับเป็ส่วนหนึ่งของกันและกัน
เขารู้ว่าถ้ากดตรงนี้ มันจะได้เสียงที่หม่นหมองเหมือนฟ้าหลังฝน ถ้าขยับนิ้วไปอีกสองเฟรต มันจะได้เสียงสดใสปนหวานช้ำที่กระแทกความรู้สึกออกมา ทำไมกันนะทั้งที่มันเลยไปอีกแค่ไม่กี่เซ็นติเมตร ดนตรีนี่มันช่างมหัศจรรย์จริงๆ นะ
“ถ้าได้เอาเสียงแบบนี้ ไปเล่นอยู่บนเวทีจริงๆ มันจะรู้สึกยังไงหว่า?” ธนพึมพำกับตัวเองในความมืด รอยยิ้มบางๆ จุดประกายขึ้นที่มุมปาก ั์ตาของเด็กหนุ่มฉายแวววาววับ
เขาหลับตาลงอีกครั้ง จินตนาการภาพตัวเองยืนอยู่ใต้แสงไฟสปอร์ตไลต์ บนเวทีทีมีฝูงชนนับพันะโร้องเพลงไปพร้อมกับเขา เสียงกีตาร์ของเขาจะแผดร้องก้องฮอลล์ ไม่ใช่แค่ดังอุดอู้อยู่ในห้องนอนสี่เหลี่ยมไร้อากาศแบบนี้
และแล้วเสียง ลูกกุญแจไขประตูหน้าบ้านที่ชั้นล่างก็ดังขึ้น ดังแกร่ก
ธนสะดุ้งโหยงสัญชาตญาณสั่งให้เขารีบสับสวิตช์ปิดแอมป์อย่างรวดเร็วแล้ววางกีตาร์ Ibanez ลงบนขาตั้งข้างเตียง ราวกับขโมยที่กลัวเ้าของจะจับได้ ก่อนจะรีบหยิบหนังสือวิชาสังคมศึกษา อีกวิชาหนึ่งที่เขาทำได้ดีขึ้นมาอ่านไล่คู่ไปกับเสียงก้าวเท้าหนักแน่นของพ่อดังขึ้นตามบันไดไม้ เสียงก้าวที่เตือนสติว่า โลกความจริงกำลังจะกลับมาเคาะประตูห้องนอนของเขาในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
ธนถอนหายใจยาว ทอดสายตามองสลับระหว่างกีตาร์คลาสสิกในมือกับ Ibanez สีดำคู่ใจในความมืดมิดอีกครั้ง
‘รอหน่อยนะ...’ เขาพูดกับพวกมันในใจ ‘อีกไม่นานหรอก กูจะพาตั้งวง และพามวกมึงออกไปร้องเพลงให้คนทั้งโลกฟังให้ได้!’