หลังจากกลับมาถึงเรือน หลิวซินหลินก็นั่งลงกลางห้อง ไม่นานบ่าวรับใช้คนใหม่ก็มา
“พวกเ้าชื่อว่าอะไรหรือ? ”
“ข้านายมีนามว่า ปิ่งฉู่ ส่วนนี้น้องชายของข้าน้อยปิ่งอันขอรับ”
“ปิ่งฉู่ ปิ่งอัน” หลิวซินหลินนึกถึงเมื่อชีวิตที่แล้ว ดูเหมือนกับว่าบ่าวทั้งสองคนนี้เป็คนของท่านแม่ที่แฝงตัวอยู่ในจวนนี้มานาน
“ท่านโหว่ให้พวกเ้ามาหรือ? ”
“มิใช่ขอรับ ผู้น้อยทั้งสองเป็คนของนายหญิง และพึ่งเข้าเมืองมาเมื่อเช้านี่เองขอรับ? ”
ยิ่งฟังหลิวซินหลินยิ่งมึนงง แม้จะรู้จากชาติที่แล้วว่าทั้งสองเป็คนของท่านแม่ เพราะตอนที่เขามีภัยในชีวิตที่แล้วสองคนนี้ก็จะปรากฏตัวเสมอ ทว่าหวนคืนมาชาตินี้กลับมาได้ทั้งสองคนมาเป็บ่าวข้างกาย
“เช่นนั้นเ้ารู้ได้เยี่ยงไรว่าข้าเปลี่ยนบ่าวใหม่? ”
“ข้าน้อยเองก็ไม่รู้ว่าคุณชาย้าบ่าวรับใช้ใหม่ ข้าน้อยเพียงได้รับคำสั่งจากท่านพ่อบอกว่าให้เข้าเมื่อตามวันและเวลานี้ของรับ โดยให้มาที่จวนตระกูลหลิว พร้อมจดหมายฉบับหนึ่งขอรับ”
ยิ่งได้ฟังหลิวซินหลินก็ยิ่งสงสัย แต่ก็รู้ดีว่าคงไม่ได้คำตอบในเวลานี้ จึงปล่อยผ่านเื่นี้ไปก่อน
“สำนักเทียนอวิ๋นจะคัดเลือกศิษย์เมื่อไหร่? ” ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนเื่ถามขึ้น เขาเหมือนจำได้รางว่า จะมีการคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักเทียนอวิ๋น เร็วๆ นี้ ซึ่งเขาจำไม่ได้ว่าวันไหน
“อีก 10 วันจะถึงวันคัดเลือกขอรับ” ปิ่งฉู่ตอบกลับอย่างรวดเร็ว
หลิวซินหลินพยักหน้า “แล้วจวนเราจะเดินทางไปที่นั่นเมื่อไหร่? ”
“อีก 3 วันหลังจากนี้ขอรับ”
“เช่นนั้นพวกเ้าก็เตรียมของให้ข้าด้วยล่ะ ข้าจะเดินทางไปพร้อมพวกเขา”
“ขอรับ”
.....
เช้าวันรุ่งขึ้น
เื่ราวก็เป็อย่างที่หลิวซินหลิน คิดเอาไว้ เมื่อเขานั่งลงบนโต๊ะอาหาร หลิวอี้เฉิงก็เปิดปากพูดเื่ที่เขาจะเข้าคัดเลือกของสำนักเทียนอวิ๋น
“พี่ได้ข่าวว่าน้องรองจะเดินทางไปคัดเลือกของสำนักเทียนอวิ๋น”
“หึหึ ใช่แล้วขอรับ ข้าจะเดินทางไปเข้าร่วมคัดเลือก ท่านพี่มีอะไรหรือเปล่า? ”
“แต่ร่างกายของเ้ายังไม่แข็งแรง พี่เกร็งว่า…”
“ข้าดีขึ้นมาแล้วขอรับ และข้าจะไปคัดเลือกของสำนักเทียนอวิ๋น หากพวกท่านไม่้าให้ข้าร่วมเดินทางไปด้วยข้าก็จะไปเอง!” หลิวซินหลินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แต่..” หลิวอี้เฉิงทำท่าจะขัดขึ้น แต่หลิวซินหลินไม่เปิดโอกาสให้เข้าได้พูด
“ท่านน้า ท่านคิดเห็นอย่างไรบ้างขอรับ? ”
“หากหลานอยากจะไป น้าก็จะไม่ห้าม แต่เ้าต้องระวังตัวให้มากนะ” หลิวอี้หลงไม่ได้คัดค้านอะไร
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ ทุกคนก็ไม่อาจคัดค้านอันใดได้อีก
“ท่านพ่อขอรับ แต่ร่างกายของน้องรองไม่ค่อยแข็งแรง ยิ่งไปกว่านั้นเส้นทางที่เราจะเดินทางไปก็ลำบาก น้องจะรู้สึกไม่สบายตัวได้”
“ขอบคุณท่านพี่ที่เป็ห่วงข้า แต่ข้าอยากไป นอกจากนี้ข้ารู้จักร่างกายตัวเองดี ข้าจะไม่เป็ภาระของท่านอย่างแน่นอน” หลิวอี้หลงไม่ทันได้เอ่ย หลิวซินหลินพูดแทรกขึ้นมาก่อน
“น้องรอง..”
“เอาเถอะ ในเมื่อหลินเอ๋อร์อยากไปก็ให้ไปเถิด จะได้เปิดหูเปิดตาบ้าง ข้าได้ยินมาว่าที่สำนักเทียนอวิ๋นมีปราณบริสุทธิ์ บางที่เมื่อหลินเอ๋อร์ไปที่นั่น ปราณบริสุทธิ์อาจจะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมาได้”
“ขอบคุณขอรับท่านน้า” หลินซินหลินยิ้มกว้าง พร้อมกับเอ่ยขอบคุณ
“หลานน้า หากเ้าอยากไปที่ใดก็บอกน้าได้เลย ขอแค่บอกเท่านั้น น้าจะให้คนพาเ้าไปทุกที่ที่เ้าอยากจะไป”
“ขอบคุณขอรับท่านน้า”
…..
ในที่สุดก็ถึงวันที่จวนตระกูลหลิวจะต้องเดินทางไปสอบคัดเลือกเพื่อเข้าเป็ศิษย์สำนักเทียนอวิ๋น
สำนักเทียนอวิ๋นจะเปิดรับศิษย์ทุก ๆ 400 ปี ทำให้ผู้คนต่างเฝ้ารอที่จะมาเข้าทดสอบคัดเลือกเข้าสำนักจำนวนมาก
ซึ่งลูกหลานตระกูลหลิวที่มีอายุครบตามเกณฑ์มีทั้งหมด 5 คน ก็คือ หลิวอี้เฉิง หลิวซินหลิน หลิวซงตง บุตรชายของอนุหลี่ หลิวซูลี่บุตรีของอนุเว่ย และคนสุดท้ายคือ หลิวอี้ไป๋ น้องสาวของหลิวอี้เฉิง อายุเท่ากับหลิวซินหลิน
รถม้าที่ตระกูลหลิวเตรียมไปส่งบุตรหลานนั้น มีจำนวน 5 คัน โดยคันแรกเป็ของหลิวซินหลินเพียงคนเดียว และคันที่สองหลิวซูลี่และหลิวอี้ไป๋นั่ง คันที่ 3 หลิวอี้เฉิงและหลิวซงตงนั้น และอีกสองคันเป็รถขนของ
รถม้าเดินลัดเลาะูเาหลายลูก ทิวทัศน์โดยรอบเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจี้ พวกเขาเดินทางกว่า 3 ชั่วยาวก็มาถึงตีนเขา ยิ่งเข้าใกล้สำนักเทียนอวิ๋นมากเท่าไหร่ ปราณบริสุทธิ์ยิ่งมากขึ้น
“ถึงตีนเขาแล้ว” หลิวซินหลินพึมพำออกมา หลังจากนั้นไม่นานรถม้าทั้งห้าก็หยุดลง ทุกคนก็ลงจากรถ
เมื่อทุกคนเดินลงมาจากรถหมดแล้ว ก็พบว่าที่ตีนเขานั้น มีผู้คนมากมายทั้งบุรุษและสตรี
หลิวอี้เฉิงที่อยู่ข้างหลิวซินหลินก็ได้เอ่ยขึ้น “น้องรองหลังจากนี้ เราจะต้องขึ้นไป เพราะรถม้าขึ้นไม่ได้แล้ว และที่สำคัญก็คือนี่เป็บททดสอบแรก หากผู้ใดไม่สามารถเดินขึ้นไปถึงลานคัดเลือกได้ทันเวลาคัดเลือกก็จะถูกตัดสิทธิ์ พี่ได้ยินมาว่าทางเดินที่เราจะต้องผ่านไปมีทั้งสัตว์ที่ดุร้าย และทางเดินยากลำบาก ข้าว่า...”
ซินหลินรู้สึกลำคานขึ้นมา ก่อนจะกลอกตามองบน “ท่านไม่ต้องเอ่ยให้มากความ ข้าจะขึ้นเขาเอง ขอลาตรงนี้เลยก็แล้วกัน”
พูดจบเขาก็เดินออกลงจากรถม้าทันที โดยทิ้งหลิวอี้เฉิงไว้เื้ั การกระทำนี้ทำให้ดวงตาของหลิวอี้เฉิงปรากฏไอสังหารขึ้นมา แต่เพียงแค่ครู่เดียวสายตาของเขาก็กลับมาเหมือนเดิม เป็สายตาที่อบอุ่น
“หลิวซินหลิน ไอ้คนขี้โรค หลังจากที่ฟื้นกลับมาคราวนี้ดูเหมือนว่าจะปีกกล้าขาแข็งขึ้นมา ข้าจะคอยดูว่าเ้าจะเก่งเหมือนที่ปากพูดหรือเปล่า? ” หลิวอี้ไป๋พูดขึ้นด้วยความโมโห ที่เห็นท่าทางของหลิวซินหลินเย้ยหยิ่งเช่นนั้น
“ข้าว่าขึ้นเขาไปไม้ถึง 10 ลี้คงถูกสัตว์ล่าฆ่าตายแล้วมั้ง”
“ฮ่า ๆ ”
“พวกเ้าพูดอะไรกัน ไปได้แล้ว” หลิวอี้เฉิงแสร้งดุออกมา ทั้งที่ในใจของเขาก็เห็นด้วยกับคำพูดของพวกเขา
เมื่อพวกเขาเดินมาถึงตีนเขา ก็จะเห็นมีศิษย์ของสำนักเทียนอวิ๋นค่อยตรวจของต่างๆ ปีนี้ดูเหมือนว่าจะอนุญาตให้นำของใช้ที่จำเป็เข้าไปเพียง 5 อย่างเท่านั้น ส่วนที่เหลือให้นำกลับให้หมด
“เข้าไป” เมื่อตรวจสอบแล้ว หลิวซินหลินก็ได้เดินเข้า และเริ่มเดินขึ้นเขาโดยไม่รอพวกหลิวอี้เฉิง
ทางเดินทอดยาวไปจนสุดลูกตา มองเห็นหลังคาลานประลองตัวเท่ามด แต่เขาเคยเดินมาก่อนแล้ว และรู้ทางลัดที่เหล่าศิษย์ของสำนักจะใช้เส้นทางนี้
หลังจากนั้น เดินไปได้ 10 กว่าลี้ หลิวซินหลินแกล้งเดินช้าให้คนอื่นขึ้นไปก่อน เมื่อไม่มีคนแล้วเขาก็หันมองซ้ายขวา เมื่อไม่เห็นมีใคร เขาก็เดินลงข้างทางไป
หลินซินหลินเดินลัดเลาะอย่างชำนาญทาง มองดูต้นไม้ใบหญ้าด้วยความอิ่มสุข
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ สูดเอาปราณบริสุทธิ์เข้าไปในปอด อากาศที่สดชื่นคุ้นเคย
“เฮ้อ รู้สึกเหมือนกลับบ้านอีกครั้ง” หลิวซินหลินพึมพำออกมา ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“อยากรู้จังเลยว่าว่าที่สามีของข้า หน้าตาเป็อย่างไรกันนะ? ” หลิวซินหลินพึมพำออกมา
เร็วเท่าความคิด เขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังูเาเสวี่ยซานทันที เขาได้ยินมาว่ายอดเขาแห่งนี้มีปราณบริสุทธิ์ที่สุดและอาการหนาวเย็นตลอดทั้งปี เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร
ทว่าเมื่อชาติที่แล้วเขาโชคร้าย ถูกหลิวอี้เฉิงลอบสังหารเสียก่อน เขาจึงรู้เพียงว่ายอดเขาเสวี่ยซานเป็ที่อยู่ของท่านประมุขแห่งสำนักเทียนอวิ๋น เทียนมู่เฉิน
แต่ไม่เคยไปที่นั่นและไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน มีเพียงข่าวลือว่าเขาเป็เซียนที่ผู้งามและแข็งแกร่งเป็อย่างมาก