ถานเวยเวยนั่งทบทวนเื่ราวที่เกิดขึ้นเป็รอบที่ร้อย แล้วก็พบกับความจริงที่ว่า
ต่อให้นางพยายามภาวนาอ้อนวอนต่อ์ อยากให้เื่ราวกลับไปเป็เหมือนเดิมสักเพียงใด แต่นางก็ยังลืมตาตื่นมาแล้วพบว่าอาศัยอยู่ในกระท่อมเก่าๆ หลังนี้อยู่ดี
ดังนั้นหญิงสาวจึงจำใจค่อยๆ คิดปลง ยอมรับเื่ที่เกิดขึ้นเสียแล้วออกมาใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ อยู่ในที่แปลกประหลาดนี้เพียงลำพัง
อันที่จริงหากเข้าไปอาศัยอยู่ในร้านค้าที่ติดตามนางมาด้วย ถานเวยเวยก็น่าจะมีจะชีวิตที่สะดวกสบายมากกว่า
แต่เหมือนว่าร้านค้าพืชผักนั้นจะอยู่ในห้วงมิติแปลกประหลาด
เพราะหากอยู่ด้านในเกินยี่สิบนาทีเมื่อไร นางก็จะมีอากาศปวดหัวตัวร้อน ทั้งจะยังมีแรงประหลาด ผลักไสร่างของนางให้ออกมาจากร้านโดยอัตโนมัติทันที
ยังดีที่ประตูร้านนั้นสามารถบังคับได้ง่าย
นอกจากจะสามารถขยับไปมาได้แล้ว แม้แต่พับครึ่งหรือม้วนเป็ก้อนกลมเล็กเท่าใดก็ยังทำได้ ทำให้ถานเวยเวยสามารถเก็บของสำคัญนี้ไว้กับตัว ไม่ต้องวิตกกังวลว่าใครจะมาฉกชิงไป
กระท่อมที่ถานเวยเวยอาศัยอยู่นี้ เป็กระท่อมที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ ภายในมีเพียงเตียงหนึ่งหลังกับโต๊ะกินข้าวเก่าๆ ชุดหนึ่ง
ด้านนอกมีครัวไว้สำหรับทำอาหาร และแน่นอนเป็ครัวแบบที่ต้องใช้ฟืนในการก่อไฟเสียด้วย
หญิงสาวถอนหายใจทิ้งเสียงยาวเมื่อคิดถึงความหวังอันแสนจะริบหรี่ที่จะได้กลับไปยังโลกของตนเอง
นางลูบท้องที่ส่งเสียงร้องจ๊อกๆ เพราะความหิวเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปทางครัวที่สร้างติดอยู่กับตัวกระท่อม คว้าเอาท่อนฟืนที่กองอยู่ด้านข้างมาเริ่มก่อไฟหุงข้าว
จากในความทรงจำ ดูเหมือนว่าสามีของถานเวยเวยจะเป็คนกำเงินที่มีอยู่ไม่มากของตนมาซื้อกระท่อมหลังเล็กนี้ พร้อมกับที่ดินประมาณสามสิบกว่าหมู่ [1] ไว้สำหรับทำไร่ทำสวนเลี้ยงชีพ
ทว่าอะไรๆ ก็ยังไม่เข้าที่เข้าทาง สามีของนางก็ต้องไปเข้าร่วมกับกองทหารตามหมายเรียกเสียก่อน
“ถานซื่อ [2] ถานซื่อ เ้าอยู่หรือไม่”
ในขณะที่กำลังคิดทวนเื่ราวไปเรื่อยเปื่อย เสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งก็ดังขึ้นมาที่หน้ากระท่อมของถานเวยเวย
จากข้อมูลในสมองที่มี
นี่จะต้องเป็เสียงของจางซื่อ เพื่อนบ้านแน่ๆ
ถานเวยเวยปรับสีหน้าของตนเองให้ดูยิ้มแย้มแจ่มใส เดินออกไปหาเพื่อนบ้านที่อุตส่าห์มาเยี่ยมเยียนถึงที่
ตรงหน้ากำแพงดินที่สร้างเป็รั้วล้อมรอบกระท่อม มีหญิงสาวหน้าตาซื่อๆ รูปร่างผอมแห้งยืนรออยู่อย่างร้อนใจ
คนคนนี้ก็คือจางซื่อ สหายคนเดียวของถานเวยเวยในหมู่บ้านแห่งนี้
“อยู่จ้ะ จางซื่อมีอันใดหรือ? ถึงได้มาหาข้าแต่เช้า”
จางซื่อเห็นหญิงสาวเดินออกมาแล้วก็มีทีท่าโล่งใจ นางผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะยิ้มแย้มให้อีกฝ่าย
“ก็เป็ห่วงอาการของเ้าน่ะสิ วันก่อนตอนไปซักผ้าด้วยกัน เ้ามีท่าทางเหนื่อยอ่อนจึงขอกลับมาพักที่กระท่อม แล้ววันนี้เ้าก็ไม่ไปซักผ้าที่ลำธารเหมือนเคย ข้าก็เลยนึกห่วงขึ้นมา”
สิ่งที่จางซื่อพูด เป็ความทรงจำสุดท้ายของถานเวยเวยคนเดิมที่ถูกบรรจุลงมาในสมองของคนที่มายืนแทนที่อยู่ตรงนี้
ตอนนั้นถานเวยเวยเกิดหมดสติลงในกระท่อมแล้วจากไปอย่างน่าสงสาร
ทว่าพอร่างนี้ลืมตาฟื้นขึ้นมา
จิตวิญาณภายในก็มีถานเวยเวยจากในโลกอื่นมาอยู่แทนเสียแล้ว
“อาการของข้าดีขึ้นมากแล้วล่ะ เพียงแต่ยังไม่ได้ไปซักผ้าที่ลำธารเท่านั้นเอง” ถานเวยเวยตอบกลับ พยายามทำตัวให้ดูไม่มีพิรุธ
“อ่อ เช่นนั้นก็ดีแล้ว เพราะอีกไม่กี่วันก็จะถึงฤดูเพาะปลูก หากเจ็บป่วยขึ้นมาก็คงไม่ทันได้ปลูกข้าวไว้กิน ทีนี้ล่ะ คงจะเป็เื่แย่จริงๆ แน่”
ได้ยินอย่างนี้ถานเวยเวยก็เหลือบตามองเลยร่างของจางซื่อไปยังผืนนาที่ว่างเปล่า ตรงด้านข้างเรือนแล้วก็เกิดความกังวลใจในทันใด
พื้นที่ใหญ่ขนาดนี้ แรงงานก็มีเพียงนางแค่คนเดียว เงินทองที่สามีทิ้งไว้ให้ หากใช้จ้างคนเสียหมด แบบนี้นางก็คงไม่เหลือเงินสำรองไว้ใช้แน่
“ถึงจะทัน่ปลูกข้าว แต่ก็ไม่แน่ว่าข้าจะทำไหวได้หมดหรอก คงจะได้แต่เพียงทำเท่าที่ไหวเท่านั้นเอง” ถานเวยเวยพูดกับจางซื่อด้วยความจนใจ
“เ้าไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีคนมาช่วยหรอก หากว่าข้ามีเวลาล่ะก็ ข้าก็จะมาช่วยเ้าเอง” จางซื่อวางมือลงบนอกตัวเอง เสนอตัวช่วยอีกฝ่ายด้วยความเต็มใจ
ถานเวยเวยส่งยิ้มตอบให้กับความมีน้ำใจของจางซื่อ ไม่ได้กล่าวตอบอะไรในเื่ปลูกข้าวอีก จากนั้นทั้งสองก็พูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง แล้วจางซื่อก็รีบขอตัวไปเตรียมมื้อเย็นให้แม่สามี
ถานเวยเวยมองแผ่นหลังผอมบางของจางซื่อแล้วนึกสะท้อนใจ
เพราะข้อมูลที่มี คือจางซื่ออาศัยอยู่กับแม่สามีและบุตรสาวหนึ่งคน ส่วนสามีของนางก็ไปเข้าร่วมกับกองทหารเฉกเช่นเดียวกับสามีของถานเวยเวยเช่นกัน
แม้จะมีครอบครัวอยู่เคียงข้าง ทว่าชีวิตของจางซื่อก็ไม่ได้ราบรื่น เพราะว่านางคลอดบุตรสาวออกมา จึงทำให้แม่สามีไม่ค่อยพอใจ ด้วยอยากจะได้หลานชายมาสืบสกุลมากกว่า ดังนั้นแม่สามีจึงมักจะทุบตีและด่าทอจางซื่ออยู่บ่อยครั้ง
ถานเวยเวยคิดเื่ของผู้อื่นแล้วก็พาลมาคิดถึงเื่ของตนเองบ้าง
เพราะจางซื่อมาหา จึงทำให้ตอนนี้ในครัวมีเพียงแต่ข้าวที่หุงสุก ทว่าไม่มีกับข้าวใด และตอนนี้ท้องของนางก็หิวจนแสบ ไร้เรี่ยวแรงจะจับตะหลิวแล้วด้วย
หญิงสาวคว้าเอาประตูร้านค้าที่พับไว้ในอกออกมาคลี่ออก
จากนั้นก็เข้าไปหยิบเอากล่องสตรอว์เบอร์รี่ออกมานั่งละเลียดกิน ดับความหิวอยู่ตรงข้างหน้าต่างในกระท่อม และทอดสายตาไปยังผืนนาตรงหน้า คิดวางแผนถึงอนาคต
หากจะให้กินพืชผักในร้านประทังชีวิตไปก็ย่อมทำได้
แต่หากว่าวันหนึ่งที่พืชผักหมดไปเล่า?
ต่อไปจะเลี้ยงชีพได้อย่างไร
และการทำนานั้นไม่ใช่ว่าแค่มีใจที่จะทำก็จะทำได้ ยิ่งนางไม่ได้มีความรู้เื่นี้มาก่อนด้วย
คิดแค่นี้ความล้มเหลวก็มารออยู่ตรงหน้าแล้ว
หญิงสาวถอนหายใจยาวพลางหยิบผลสตรอว์เบอร์รี่มาเข้าปากแล้วปาขั้วสีเขียว้าลงไปบนพื้น พร้อมกับคิดเื่ในวันหน้าอย่างกลัดกลุ้มใจ
จากนั้นก็หยิบผลสตรอว์เบอร์รี่ขึ้นมากินอีก ทำท่าจะปาขั้วสีเขียวส่วนที่เหลือลงไปบนพื้นเหมือนเดิม
...ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง
สายตาของถานเวยเวยก็พลันเหลือบไปมองบนพื้น แล้วดวงตากลมโตของนางก็ต้องแข็งค้างอย่างกะทันหัน
เพราะบนพื้นดิน เดิมที่เห็นอยู่ว่าเป็เพียงดินที่ว่างเปล่า
เวลานี้กลับมีต้นกล้าสีเขียวขนาดเล็กขึ้นมาอยู่แทนที่!
[1] 1 หมู่ เท่ากับ 166.5 ตารางวา หรือ 666 ตารางเมตร
[2] ซื่อ คำต่อท้ายชื่อหญิงที่แต่งงานแล้ว โดยจะใช้คำว่าซื่อต่อท้ายสกุลเดิม โดยในที่นี้สกุลเดิมของนางเอก คือ ถาน