“อยู่กินอาหารเย็นที่นี่ก่อนเถิดเ้าค่ะ”หลังจากการพูดคุยเื่งานแต่งสิ้นสุดลงอันซิ่วเอ๋อร์ก็ได้ยินเสียงเหลียงซื่อเอ่ยชวนตามมารยาท
“ไม่ล่ะ” จางเจิ้นอันส่ายหน้าเขาไม่คุ้นเคยกับการกินข้าวบ้านคนอื่น
“ถ้าเช่นนั้น พ่อเฒ่าท่านไปส่งคุณชายจางหน่อยเถิด” เหลียงซื่อกล่าวต่อ
หากเป็คนอื่นเหลียงซื่อคงคะยั้นคะยอมากกว่านี้ แม้ชาวบ้านชนบทจะยากจน แต่ก็มีน้ำใจไมตรีทว่าพอเป็จางเจิ้นอัน นางกลับอยากให้เขารีบกลับไปเสียมากกว่า
ถึงแม้นางอยากจะรั้งตัวเขาไว้เพื่อสังเกตท่าทีอีกสักหน่อยแต่ด้วยนิสัยพูดน้อยต่อยหนักของเขา นางก็นึกไม่ออกว่าจะมองเห็นอะไรจากตัวเขาได้ตอนที่นั่งอยู่ในห้องโถงเมื่อครู่ เขาก็นั่งตัวตรงนิ่งราวกับท่อนไม้แผ่ไอเย็นเยียบออกมาจนบรรยากาศน่าอึดอัด ไม่มีใครกล้าชวนคุย
แม้แต่แม่สื่อฮวาที่ปกติพูดจาคล่องแคล่วก็ยังเงียบเสียงลงได้แต่ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะ”
ครู่ต่อมาอันซิ่วเอ๋อร์ก็เห็นเหลียงซื่อกับพ่อเฒ่าอัน เดินออกมาส่งคนทั้งสองที่หน้าประตู
“ไม่ต้องส่งแล้วๆ พวกท่านเข้าบ้านไปเถอะ”แม่สื่อฮวาโบกมือลาพ่อเฒ่าอันกับเหลียงซื่อจึงหยุดยืนอยู่ที่กรอบประตู กล่าวว่า “เช่นนั้นพวกเราไม่ส่งแล้ว เดินทางดีๆ นะ”
“เดี๋ยวก่อนขอรับท่านทั้งสองอย่าเพิ่งรีบร้อน ข้ามีเื่จะพูดด้วย” ทันใดนั้นเองกู้หลินหลางก็ปรากฏตัวขึ้นขวางหน้าจางเจิ้นอันไว้
จางเจิ้นอันเหลือบมองกู้หลินหลางแวบหนึ่งเขารู้จักชายผู้นี้ดี ลูกศิษย์ของเขามักจะมาซื้อปลาที่บ้านของเขาอยู่บ่อยๆ
“ท่านอาจารย์กู้ มีเื่อันใดหรือเ้าคะ?”พอแม่สื่อฮวาเห็นว่าเป็กู้หลินหลาง นางก็รีบสะบัดผ้าเช็ดหน้าในมือก้มหน้างุดทำทีเขินอายท่าทางขวยเขินเช่นนั้นเมื่ออยู่บนใบหน้าอวบอูมแต้มชาดจัดจ้านกลับชวนให้รู้สึกพะอืดพะอมยิ่งนัก
“วันนี้ข้ามาเพื่อพูดคุยเื่การแต่งงานของซิ่วเอ๋อร์ขอรับ”กู้หลินหลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแล้วหันไปส่งสายตาให้กำลังใจอันซิ่วเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“ท่านอาจารย์กู้?” พ่อเฒ่าอันเรียกชื่อเขาพลางหันไปมองอันซิ่วเอ๋อร์อันซิ่วเอ๋อร์ได้แต่กะพริบตาปริบๆ ทำหน้าตาไร้เดียงสา เหมือนไม่รู้ว่าเขามาทำอะไร
“พวกเราเข้าไปคุยกันในบ้านดีกว่าขอรับ”กู้หลินหลางกล่าวพลางสะบัดชายเสื้อแล้วก้าวเดินนำเข้าไปในบ้านอย่างถือวิสาสะ
เหลียงซื่อกับพ่อเฒ่าอันจำต้องรีบเดินตามเข้าไปแม่สื่อฮวามองหน้าจางเจิ้นอันแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “ในเมื่อเป็เื่แต่งงานของหนูซิ่วเอ๋อร์พวกเราก็เข้าไปดูหน่อยเถอะ”
หลังจากทุกคนนั่งลงเรียบร้อยแล้วกู้หลินหลางจึงหยิบถุงเงินหนักอึ้งออกมาจากแขนเสื้อ เทก้อนเงินห้าตำลึงลงบนโต๊ะแล้วมองไปยังพ่อเฒ่าอันกับเหลียงซื่อ กล่าวอย่างจริงจังว่า“ท่านลุง ท่านป้า ซิ่วเอ๋อร์เป็เด็กกตัญญูจึงจำใจยอมแต่งงานกับชายผู้น่ากลัวเช่นนี้ข้าพยายามอย่างสุดกำลังจนรวบรวมเงินห้าตำลึงนี้มาได้ข้ากับซิ่วเอ๋อร์รักใคร่ชอบพอกันด้วยใจจริงขอท่านลุงท่านป้าโปรดเมตตาพวกเราด้วยเถิดขอรับ!”
พูดจบเขาก็โค้งกายลงคำนับพ่อเฒ่าอันกับเหลียงซื่ออย่างนอบน้อมที่สุดดวงตาแน่วแน่ฉายแววรักลึกซึ้ง
อันซิ่วเอ๋อร์ซึ่งแอบยืนฟังอยู่หลังประตูเดิมทีแค่อยากรู้ว่าเขาจะมาไม้ไหน ไม่นึกเลยว่าเขาจะเล่นใหญ่ถึงเพียงนี้นางถึงกับยืนตะลึงงันไปชั่วขณะ หึ นางมีค่าพอให้เขาต้องลงทุนถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
“นี่มัน...” พ่อเฒ่าอันใมากรีบหันไปทางอันเถี่ยมู่ กล่าวว่า “เถี่ยมู่เ้าว่าเื่นี้ควรทำอย่างไร?”
แม้กระทั่งต่งซื่อภรรยาของอันเถี่ยมู่ที่เข้ามาเติมน้ำชาก็ถูกเหลียงซื่อดึงให้นั่งลงข้างๆเพื่อช่วยกันคิด หากถึงคราวคับขันจะได้ช่วยออกความเห็น
หากว่ากันตามเหตุผลทุกคนย่อมเอนเอียงไปทางกู้หลินหลาง แต่จางเจิ้นอันนั้นมาสู่ขอก่อนอีกทั้งยังแลกเปลี่ยนสัญญาหมั้นหมายกันแล้ว แถมเงินสินสอดที่เขาให้มาทางบ้านตระกูลอันก็นำไปมอบให้หัวหน้าหมู่บ้านไปแล้วการที่กู้หลินหลางมาแทรกกลางคันเช่นนี้ นับว่าสายเกินกาลไปมาก
แต่หากจะว่ากันตามความรู้สึกส่วนตัวเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกู้หลินหลางผู้มีรูปโฉมงดงามราวหยกกับจางเจิ้นอันผู้พูดน้อยท่าทางประหลาดแล้ว ใครๆก็ย่อมเลือกกู้หลินหลางอย่างไม่ต้องสงสัย
หากได้เกี่ยวดองกับกู้หลินหลางจะมีหน้ามีตาเพียงใด? อย่างไรเสียกู้หลินหลางก็เป็ถึงอาจารย์เพียงคนเดียวของสำนักศึกษาในละแวกนี้ได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนมากมาย แล้วจางเจิ้นอันเล่า? ก็เป็แค่ชาวประมงท่าทางน่ากลัวที่ทำให้เด็กร้องไห้กลางคืนได้นิสัยก็ยังประหลาดอีกต่างหาก
เมื่ออันเถี่ยมู่ถูกบิดาถามความเห็นเขาก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ อยู่ในใจ เื่นี้เขาไม่กล้าพูดอะไรมากได้แต่กล่าวอย่างระมัดระวังว่า “ท่านพ่อท่านแม่รักใคร่เอ็นดูน้องเล็กมาโดยตลอดจะเลือกอย่างไรก็สุดแท้แต่ท่านพ่อท่านแม่จะตัดสินใจพวกเราย่อมอยากให้น้องเล็กมีอนาคตที่ดี แต่ครอบครัวเรายึดถือความซื่อสัตย์มาตลอดจะให้ผิดคำพูดกับคุณชายจางก็คงทำไม่ได้ขอรับ”
“เฮ้อ...” พ่อเฒ่าอันฟังแล้วก็ถอนหายใจมองกู้หลินหลางแวบหนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ขอบคุณท่านอาจารย์กู้ที่ให้เกียรติลูกสาวข้าแต่ว่า... ลูกสาวข้ากับคุณชายจางได้หมั้นหมายกันไว้ก่อนแล้ว”
“ท่านลุง!ข้ากับซิ่วเอ๋อร์รักกันด้วยใจจริงนะขอรับท่านจะทำลายความสุขทั้งชีวิตของนางเพียงเพราะเห็นแก่เงินทองไม่ได้นะขอรับ!”กู้หลินหลางได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจขึ้นมาทันทีเขาหันไปมองจางเจิ้นอัน กล่าวเสียงดังว่า “คุณชายจางข้าขอคารวะท่านในฐานะบุรุษผู้หนึ่งขอท่านได้โปรดเห็นแก่ความรักที่ข้ามีต่อซิ่วเอ๋อร์ได้โปรดสงเคราะห์พวกเราสองคนด้วยเถิด”
หากจางเจิ้นอันจะบอกว่าในใจไม่โกรธเลยก็คงจะเป็เื่โกหกเขาแค่อยากจะหาผู้หญิงสักคนมาแต่งงานด้วยเพื่อรับมือกับคนพวกนั้นในยามจำเป็เท่านั้นไม่คิดเลยว่าจะต้องมาเจอเื่วุ่นวายเช่นนี้ หรือว่าชาติก่อนเขาอาภัพคู่ครองชาตินี้ถึงต้องมาเจอเื่ปวดหัวเช่นนี้?
แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายพูดจาอย่างจริงใจราวกับว่าตนเองเป็ตัวร้ายใจอำมหิตที่พรากคู่รักจางเจิ้นอันก็ี้เีจะต่อความยาวสาวความยืดกับเขา ได้แต่กล่าวเสียงเ็าว่า“แล้วแต่พวกท่านเถิด ขอเพียงคืนสินสอดของข้ามาก็พอ!”
ก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่งจะแต่งกับใครก็เหมือนกัน จางเจิ้นอันไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้ว
“ในเมื่อเป็เช่นนั้นข้าต้องขออภัยคุณชายจางด้วยจริงๆ” พ่อเฒ่าอันใช้มือยันโต๊ะลุกขึ้นยืนเตรียมจะโค้งคำนับขอโทษจางเจิ้นอัน แต่ในตอนนั้นเองอันซิ่วเอ๋อร์ก็เดินออกมาจากหลังประตู นางกล่าวเสียงดังฟังชัดว่า
“ท่านพ่อ!ท่านสอนพวกเราเสมอว่าให้เป็คนซื่อสัตย์รักษาสัจจะ เื่แต่งงานเป็เื่ใหญ่ไม่ใช่เื่ล้อเล่น หากท่านพ่อผิดสัญญาถอนหมั้นง่ายๆ เช่นนี้ไม่เพียงแต่คนอื่นจะมองข้าไม่ดีแล้วจะให้พวกเขาเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเมื่อมองพี่จางเล่าเ้าคะ?”
พ่อเฒ่าอันไม่คาดคิดว่าอันซิ่วเอ๋อร์จะพูดเช่นนี้สีหน้าจึงดูงุนงงไปเล็กน้อย เขายังคงใช้มือยันโต๊ะไว้ กล่าวตะกุกตะกัก“ซิ่วเอ๋อร์ แต่เ้า... เ้าชอบ...” เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เหลือบมองไปทางกู้หลินหลาง
“ก่อนแต่งงานข้าไม่ชอบผู้ใดทั้งนั้นเ้าค่ะ ข้าจะชอบก็แต่สามีของข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น”อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวอย่างหนักแน่น
“ซิ่วเอ๋อร์คุณชายจางไม่ใช่คนใจแคบหรอกน่า เ้าพูดสิ่งที่อยู่ในใจจริงๆ ออกมาเถอะลูก” เหลียงซื่อมองอันซิ่วเอ๋อร์พลางส่งสายตาเป็นัยนางเองก็ชื่นชอบกู้หลินหลางและหวังเป็อย่างยิ่งว่าลูกสาวจะได้แต่งงานกับคนที่ดีพร้อมเช่นเขา
“ท่านแม่ ท่านไม่ต้องสงสัยเลยนี่คือสิ่งที่อยู่ในใจของข้าจริงๆ เ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มบางๆเดินไปหยิบเงินห้าตำลึงบนโต๊ะ แล้วยัดคืนใส่มือของกู้หลินหลาง กล่าวว่า
“ท่านอาจารย์กู้ ท่านเป็คนดีมากจริงๆแต่การแต่งงานกับคุณชายจางคือความปรารถนาของข้าเองท่านไม่จำเป็ต้องกุเื่โกหกเช่นนี้ขึ้นมาเพื่อข้าเลยเ้าค่ะ”
ได้ยินเช่นนั้นพ่อเฒ่าอันกับเหลียงซื่อก็หันไปมองกู้หลินหลางอย่างตกตะลึงกู้หลินหลางกำลังจะอ้าปากพูด อันซิ่วเอ๋อร์กลับจ้องมองเขาเขม็ง เมื่อสบสายตานั้นมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของเขาก็กำแน่น เขาคาดไม่ถึงจริงๆว่าอันซิ่วเอ๋อร์จะไม่้าแต่งงานกับเขา!
หากเขาพูดอะไรมากไปกว่านี้คนที่จะต้องอับอายขายหน้าก็คือตัวเขาเอง แล้วตอนนี้เขาจะไม่กลายเป็ตัวตลกหรอกหรือ?เดิมทีคิดว่าเมื่อตนยอมควักเงินออกมาแล้ว เื่นี้ก็คงจะง่ายดายไม่นึกเลยว่าเด็กสาวคนนี้จะไม่รับน้ำใจ!
ตอนนี้ทุกคนกำลังจ้องมองมาที่เขาเขาจึงทำได้เพียงพูดตามน้ำที่อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวอ้างต่อไปว่า“ใช่ๆ ข้าอาจจะล่วงเกินไปเอง เพียงแต่ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินคุณหนูซิ่วเอ๋อร์บ่นว่าคุณชายจางอายุมาก ทั้งหน้าตาก็น่าเกลียดน่ากลัวไม่อยากแต่งงานด้วย ข้าจึงเก็บมาใส่ใจ รวบรวมเงินทองมาหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือนางได้บ้าง”
“ท่านก็รู้ดีว่านั่นเป็เพียงคำบ่นไร้สาระของเด็กสาวเท่านั้น” อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มหยันเล็กน้อยนางไปพูดคำเ่าั้ตอนไหนกัน? ถึงตอนนี้เขาก็ยังจะใส่ร้ายนางอีก้าจะให้นางถูกจางเจิ้นอันรังเกียจั้แ่ยังไม่ทันได้แต่งงานเข้าบ้านเลยใช่หรือไม่?นางรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งใจ รีบขยับเข้าไปยืนใกล้จางเจิ้นอันมากขึ้นแล้วกล่าวต่อว่า
“แต่ต่อมา ท่านพ่อท่านแม่ก็ได้สอนข้าว่าการมองคนไม่อาจดูเพียงรูปโฉมภายนอก รู้หน้าไม่อาจรู้ใจ หน้าตางดงามไม่ได้หมายความว่าจิตใจจะงดงามตามไปด้วย ใครจะรู้ว่าภายใต้หน้ากากที่ดูดีนั้นซ่อนจิตใจเยี่ยงหมาป่าหรือเดรัจฉานไว้หรือไม่? ในทางกลับกันคนที่ภายนอกดูไม่น่ามอง จิตใจก็ไม่จำเป็ต้องอัปลักษณ์ตามไปด้วยรูปกายภายนอกของเราล้วนเป็สิ่งที่ฟ้าดินประทานให้ บิดามารดาให้มาจะมีอะไรน่าเกลียดน่าชังกัน? มีเพียงจิตใจที่งดงามเท่านั้นถึงจะเป็ความงามที่แท้จริง”
“แปะๆๆ!”
เสียงปรบมือดังขึ้น ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็อันหรงเหอที่มักจะหลบอยู่ตามมุมห้องนั่นเอง แม้เขาจะอายุยังน้อยแต่ก็รู้สึกว่าคำพูดของพี่สาวนั้นช่างยอดเยี่ยมจับใจ
สีหน้าของกู้หลินหลางพลันย่ำแย่ลงเขารู้สึกว่าคำพูดเ่าั้ของอันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้กำลังพูดถึงคนอื่นแต่ราวกับกำลังจงใจกระทบกระเทียบเขาอยู่
“คาดไม่ถึงว่าคุณหนูซิ่วเอ๋อร์จะเป็เพียงสตรีธรรมดาแต่กลับสามารถกล่าวถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยเหตุผลลึกซึ้งเช่นนี้ได้ข้าน้อยขอคารวะจริงๆ” กู้หลินหลางกล่าวพลางฝืนยิ้มแต่ในแววตากลับฉายแววโกรธเคืองอย่างชัดเจน
“ล้วนเป็เพราะท่านอาจารย์สั่งสอนศิษย์ที่สำนักศึกษาเป็อย่างดีข้าไปส่งข้าวอยู่บ่อยๆ จึงได้ยินได้ฟังมาบ้างเ้าค่ะ”
ขณะที่พูดเช่นนี้อันซิ่วเอ๋อร์ก็นึกถึงความฝันอันแสนสมจริงนั้นขึ้นมาอีกครั้งทุกฉากทุกตอนในความฝัน นางยังจดจำได้แม่นยำ แม้กระทั่งคำพูดของคนเ่าั้นางก็ยังจำได้ไม่ลืมเลือน!
ยังจำได้ว่าใน่สามปีที่นางอยู่ในบ้านตระกูลกู้นั้นเพื่อให้คู่ควรกับกู้หลินหลาง นางพยายามร่ำเรียนอย่างหนัก อ่านทั้งคัมภีร์สตรีทั้งสี่ตำราห้าคัมภีร์อย่างเอาเป็เอาตายแต่สุดท้ายกลับถูกฮูหยินผู้เฒ่าของตระกูลกู้ชี้หน้าด่าทอด้วยถ้อยคำเ่าั้...
ใช่แล้ว ในสายตาของคนตระกูลกู้นั้นนางมันก็แค่หญิงไร้ยางอาย ใจคดทรยศ ไม่รักนวลสงวนตัว ทิ้งครอบครัวหนีตามผู้ชาย!ดังนั้นการที่นางต้องพบจุดจบเช่นนั้น ก็ถือว่าสมควรแล้ว นางไม่โทษใครได้แต่เกลียดตัวเองที่โง่เขลา ถูกคนหลอกลวงั้แ่ยังเยาว์วัย!
แต่บัดนี้ เมื่อฟ้าดินมีเมตตาส่งนิมิตมาเตือน นางจะหลงเดินไปในเส้นทางเดิมซ้ำสองได้อย่างไรนางจะแต่งงานกับจางเจิ้นอัน ต่อให้ภายภาคหน้าจะต้องพบเจอกับจุดจบที่ไม่ดีอีกครั้งแล้วจะอย่างไรเล่า อย่างน้อยนางก็ไม่รู้สึกผิดต่อตนเอง!
“ในเมื่อเป็เช่นนี้น้ำใจของท่านอาจารย์กู้ พวกเราขอน้อมรับไว้” พ่อเฒ่าอันเมื่อได้ยินคำพูดของอันซิ่วเอ๋อร์จนถึงตอนนี้ก็เริ่มรู้สึกโกรธเคืองพฤติกรรมของกู้หลินหลางขึ้นมา การแต่งงานเป็เื่สำคัญจะทำเป็เื่ล้อเล่นได้อย่างไร ท่านอาจารย์กู้ผู้นี้ อ้างตนเป็ผู้รู้กลับไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย
“คุณชายจาง ท่านก็อย่าได้ถือสาเลยนะขอรับซิ่วเอ๋อร์ของพวกเรายังเด็ก แม้จะยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมดีแต่ก็รู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร ต่อไปภายหน้าลูกสาวข้าก็ขอฝากฝังไว้กับคุณชายจางด้วยนะขอรับ” พ่อเฒ่าอันกล่าวพลางเตรียมจะโค้งคำนับจางเจิ้นอันอีกครั้ง
แต่เอวของเขายังไม่ทันจะได้งอลงจางเจิ้นอันก็ยื่นมือออกไปประคองร่างเขาไว้ได้อย่างมั่นคงเขาเอ่ยเสียงเรียบเ็าว่า “ท่านลุงไม่ต้องมากพิธีในเมื่อข้าแต่งลูกสาวท่านมาเป็ภรรยาแล้ว ข้าย่อมไม่ปล่อยให้นางต้องอดอยากแน่นอน”