พญาปู่อายุรเวท หรือพญาปู่เ้าเวทจิตรา ในนาคพิภพเรียกขานท่านว่า ‘ท่านปู่ดวงตาดาวจระเข้’ ท่านมีพระชาติกำเนิดในดาวฤกษ์ที่ 14 เป็ดาวดวงตาจระเข้หรือดาวตาเสือ เป็ปู่เ้าที่อบรมให้ความรู้ด้านไสยเวทและมฤคเวทแก่ ‘พญาภัทรสุทธินาคิน’ แห่งรัตนนาคาบุรี พระองค์ถือชาติกำเนิดในตระกูลองค์อรินทร์นาควงศ์ โดยพญาองค์อรินทราชนกนาคเ้าและพระนางบรรณศรีปิ่นนาคินีเ้าทรงเป็ชนกและชนนี ซึ่งทั้งสองพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ั้แ่ครั้งยังทรงพระเยาว์ จึงได้ทรงอยู่ในอุปถัมภ์ของพญาปู่เ้าเวทจิตรา และพระองค์ได้ทรงศึกษาวิทยาต่างๆ จากท่านปู่เ้าด้านไสยเวทมนตราและมฤคเวทอันเป็อิทธิฤทธิ์มหิธานุภาพ ด้วยบารมีที่ได้สั่งสมมาหลายแสนนาคกัปจากการบำเพ็ญภาวนาและสวดศิรสังหิตาซึ่งเป็บทสวดสดุดีนาคเทพเ้า จึงได้เกิดอัญมณีประจำพระองค์เป็เพชรสายฟ้า ซึ่งลูกแก้วขาวบริสุทธิ์ใสประดุจ ‘มณีพชร’ นี้ จะรับรู้ได้ทั้ง 6 อายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีมนตราที่ซ่อนอยู่ 6 คำ คือ จะ-กะ-นา-ชิ-สะ-หะ ซึ่งหมายถึง จักขุ กรรณ นาสิก ชิวหา สรีระ หทัย โดย ‘พญาภัทรสุทธินาคิน’ หรือ องค์อรินทร์นาคเ้า จะสามารถร่ายเวทแห่ง ‘มณีพชร’ เพื่อกำจัดภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่นาควงศ์ เพื่อปกป้องการรุกรานจากเหล่านาคพาลาพวกนาคเกเรทั้งหลาย เพื่อปกป้องนิลไสยเวทจากพวกนาคอสุรา เพื่อเป็ทิพยอสงไขยอันเป็ดวงตาทิพย์ตามหาดวงจิตที่ไปจุติใหม่ และเพื่อเป็ ญานอสงไขย ที่จะนำพาดวงจิตกลับสู่มิติของนาคภูมิ เหล่านาคะและนาคีทั้งหลายแห่งรัตนนาคาบุรียกย่ององค์อรินทร์ประดุจนาคเทพทั่วแดนภพภูมิ พญาปู่เ้าเวทจิตรามีอิทธิพลต่อองค์อรินทร์อย่างใหญ่หลวง นอกจากจะเป็ลุงของพระองค์แล้วยังมีศักดิ์เป็น้าเขย เพราะน้องของพระชนนีพระองค์ทรงสมรสกับท่านปู่ ทรงมีสมญาว่า ‘พญาปู่เ้า’ เนื่องด้วยเป็ผู้มีวิทยาอาคมขมังเวทย์ ไม่มีนาคะตนใดเสมอเหมือน พระชนกและพระชนนีของพระองค์เป็วงศ์วานเครือญาติกับท่านปู่เ้า
นับแต่ครั้งยังเป็องค์อรินทร์น้อย พระองค์มีแต่ท่านน้าพระนางวิสุทธิศรีปิ่นนาคินีเ้า ชายาของท่านปู่เ้าคอยดูแลอบรมเื่นาคจริยวัตร ซึ่งเป็คุณธรรมความดีงามของนาคินฝ่ายปกครอง
“ท่านน้า ข้ายังไม่ทราบถึงความรัก ความใคร่ของนาคเทพว่าเป็ฉันใด” องค์อรินทร์สอบถามเื่ที่ยิ่งใหญ่สำหรับพระองค์ แต่พระเ้าน้าศรีปิ่นก็แปลกพระทัยว่าพระองค์ยังเยาว์ยิ่งนัก
“พระองค์ต้องเรียนรู้จากท่านลุงนะเ้าคะ” เ้าน้าศรีปิ่นแนะนำให้ทรงปรึกษากับท่านปู่เ้า
“ท่านลุง เราจะเรียนรู้ความรักด้วยหนทางใดได้บ้าง ข้ายังสงสัยว่าเป็ฉันใด” องค์อรินทร์น้อยได้สอบถามคราหนึ่งเมื่อท่านปู่เ้ากำลังสอนการร่ายบทสวดศิรสังหิตา และวิธีการบำเพ็ญภาวนาควบคู่กับการบริกรรม
จวบจน 20 ปีนาควรรษยามนี้องค์อรินทร์ได้ทรงเติบใหญ่เป็นาคฉกรรจ์ พระพักตร์คมเข้มร่ำลือขจรขจายไปทั่วแดนภพภูมิ หากจำแลงกายในนาคภูมิพระองค์จะมีรัศมีกายเหลืองทองต้องแสงอาทิตย์ ณ ยามเช้า เกล็ดลำตัวของพระองค์จะทอเป็ริ้วงดงามอร่ามตายิ่งนัก เศียรทั้งเก้าของพระองค์ดั่งทองประกายแสดแผ่ออกไปทั่วทั้ง 9 ทิศในพิภพ
วันหนึ่งเพชรสายฟ้าก่อกำเนิดขึ้นจากการบริกรรมพร้อมบทสวดศิรสังหิตา อันเป็บทสวดนาคเทพเ้าที่สำคัญในการเรียนมฤคเวทของพระองค์ ท่านปู่เ้าทราบจากมิติของท่านแล้วว่านี่คือ ‘มณีพชร’ ที่จะเป็อาวุธคุ้มครององค์อรินทร์ซึ่งบัดนี้ได้เติบใหญ่แล้ว เพชรสายฟ้านี้มีแสนยานุภาพมากหากแสงเกิดต้องอสุนีไปนาคตนใดก็ตาม ดวงจิตจะดับสูญลงในทันที แต่แสงนี้จะเกิดไม่ได้หากไม่มีการร่ายมนตรา 6 คำ พร้อมบทสวดศิรสังหิตา
“พระองค์ต้องระลึกไว้เสมอ ห้ามร่ายมนตรา 6 คำพร้อมบทสวดศิรสังหิตาเด็ดขาด เพราะแสนยานุภาพดังฟ้าฟาด ทำลายดวงจิตที่อยู่ใกล้ไปทันที จะใช้คราวขุกเข็ญจำเป็เท่านั้น” ท่านปู่เ้ากำชับพระองค์
“ข้าจะเก็บมนตราบทนี้ซ่อนไว้ในห้องที่สามของหัวใจ จะไม่มีวันเกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็บทสวดหรือมนตราใดก็ตาม” องค์อรินทร์ให้คำมั่นสัญญากับท่านปู่เ้า โดยพระองค์ต้องใช้เวลาในการบริกรรมเพื่อสร้างห้องที่สามในหัวใจของท่านถึง 3 ปีจึงสำเร็จ
“ข้ายังอยากรู้ว่าความรักความใคร่เป็ฉันใด...ท่านปู่เ้า” องค์อรินทร์ในวัยฉกรรจ์ยังมีคำถามเดิมๆ สร้างความสงสัยให้กับท่านปู่เ้าทุกคราไป แต่ท่านไม่ตอบและเพลาต่อไปจะสอนการบำเพ็ญภาวนาอันมีบทนาคาสังวาส ถึงยามที่องค์อรินทร์ต้องขึ้นสู่นาคบัลลังก์แทนท่านปู่เ้า ซึ่งท่านได้ทำหน้าที่ดูแลมาจวบคำรบ 20 ปีนี้แล้ว
บทสวดนาคาสังวาสที่ท่านปู่เ้าได้มอบให้กับองค์อรินทร์ทรงจดจำ
เมื่อเห็นพักตร์ต้องหทัยใจสั่นไหว นางนั้นไซร้ต้องตาพาสุขสม
ครั้นภิรมย์ด้วยใจถวิลให้ถาถม คลึงเคล้าชมพาคู่สู่วิมาน
อย่ารีรอต้องกระวัดรัดให้แน่น คลื่นหมื่นแสนเร้ารึงตรึงซาบซ่าน
สองจิตประดิพัทธ์ให้เบิกบาน แสนสราญหลังสมสู่เริงระบำ
เมื่อองค์กำหนัดถอยซัดส่าย ใจอย่าหมายต่อเติมจะบ่มช้ำ
ให้หยุดพักเสริมพลังเพิ่มกำยำ จงจดจำคำปู่ไว้นะหลานเอย
องค์อรินทร์ด้วยจดจำคำสอนของท่านปู่เ้าอย่างแม่นมั่น และพระองค์ยังมิได้หมายนาคินีตนใดเป็แน่แท้ ทำให้ท่านปู่เ้าเป็กังวลกับการขึ้นครองบัลลังก์ของพระองค์ซึ่งจะไร้ชายานาคินี
แล้วยามนั้นได้มาถึงองค์อรินทร์ต้องเข้าพิธีเลือกนางนาคินีเข้าสู่วังของพระองค์ ก่อนสถาปนาขึ้นครองบัลลังก์รัตนนาคาบุรี
พระนางมัลลิกาศรีศิลป์ปิ่นอนงค์ คิ้วขนงงดงามดั่งปานวาด
ทรวดทรงองค์เอวดูผุดผาด สวยสะอาดบาดตาทุกนาที
พระนางวิมาดาขนิษฐาน้อย แสนอ่อนช้อยร้อยคำทวีศรี
ด้วยนางเธอท่วงท่าช่างพาที แต่งแต้มวจีแสนรักสุดคะนึง
พระนางสุทิสาที่สุดผุดผ่องใส อกเนินไสวยั่วให้แสนคิดถึง
หนุ่มใดได้เห็นอยากเคล้าคลึง ใจรำพึงครวญครางถึงนางเธอ
พระองค์แม้นจะต้องพระทัยรูปโฉมนางทั้งสาม แต่กระนั้นด้วยการบำเพ็ญตบะบารมีแก่กล้ามหาศาลจึงทำให้องค์อรินทร์มิปรารถนานาคินีตนใดมาเคียงข้างในพระราชพิธีนี้เลย พระเ้าน้าของพระองค์กึ่งบังคับว่า พระองค์ต้องมีคู่เพื่อสืบสายนาควงศ์ต่อไปในเบื้องหน้า อย่าได้ละเลยในการนี้เพราะการสืบเผ่าพันธุ์เป็เื่ธรรมดาของทุกภพภูมิ
พระราชพิธีหลังขึ้นครองบัลลังก์ คือ พิธีนาคาสังวาส ซึ่งพระองค์ต้องเข้าประกอบพิธีในคืนแรม 11 ค่ำ คืนที่เดือนยังมิได้มืดสนิท ในพิธีสังวาสกับนางทั้งสามจะมีท่านปู่เ้าถือเทียนทองกับพระเ้าน้าถือใบโพธิ์ทองคู่ ซึ่งเป็พิธีโบราณของรัตนนาคาบุรี เทียนทองคือ ศิวะลึงค์ และใบโพธิ์ทอง คือโยนีของพระอุมา เหล่านาคเทพทั้งหลายต้องบูชาสองพระผู้เป็ใหญ่ในสามภพ ด้วยพระองค์เป็ผู้ปกปักรักษาเหล่านาคาจากเหล่าอสุราทั้งหลาย
ครั้นฤกษ์วันแรม 11 ค่ำเดือน 12 พญาภัทรสุทธินาคินได้ทรงประกอบพิธีขึ้นทรงบัลลังก์แห่งรัตนนาคาบุรี และทรงวาง ‘มณีพชร’ บนยอดปราสาทพระราชมณเฑียรที่พระองค์ทรงบัลลังก์ด้วยอำนาจแห่งฤทธาบารมีจากญานอสงไขยหลายนาคกัปของพระองค์ ทรงประกาศศักดานุภาพแห่งนาคาธิบดีสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระชนกนาคเ้าเป็ลำดับที่ 5 แห่งองค์อรินทร์นาควงศ์
ตกค่ำท้องพระโรงของตำหนักบรมพิมานสังวาส มีกำหนดพิธีนาคาสังวาสโดยองค์อรินทร์นาคเ้า ‘พญาภัทรสุทธินาคิน’ กับนางนาคินีทั้งสาม ซึ่งพระองค์ยังมิได้ตัดสินพระทัยที่จะเลือกนางใดขึ้นเป็ชายา ‘พญาปู่เ้าเวทจิตรา’ ท่านลุงของพระองค์กับพระเ้าน้าพระนางวิสุทธิศรีปิ่นนาคินี จึงบังคับให้พระองค์ต้องเข้าพิธีสังวาสกับนางทั้งสาม
ท้องพระโรงแก้วของพระตำหนักสว่างไสวด้วยคบไฟหลายร้อยดวง ที่เกิดจากการเนรมิตของเหล่านาคเทพที่มาร่วมสดุดีการเข้าพิธีของพระองค์ พระตำหนักสีทองต้องแสงจากไฟระยิบระยับกลางเวหาอันมืดมิด มีพระจันทร์เสี้ยวแขวนอยู่กลางท้องฟ้าใกล้ยามสอง องค์อรินทร์นาคเ้าเดินเข้าสู่พระตำหนักบรมพิมานสังวาส พร้อมเหล่านาคะที่ถือเครื่องสักการะขึ้นถวายแด่องค์ศิวะมหาเทพ และเหล่านาคีที่ถือเครื่องสักการะขึ้นถวายแด่องค์อุมามหาเทวี ริ้วขบวนจากด้านในนำสู่ลานพิธีด้านหน้าพระตำหนักที่ตกแต่งอย่างวิจิตรประณีต ซึ่งท่านปู่เ้าทรงเนรมิตให้ประดุจดั่งแดนสรวง องค์อรินทร์ทรงยืนอยู่ตรงกลางพิธีและนางทั้งสามยืนอยู่เบื้องหน้าของพระองค์ พระองค์ทรงกระทำพิธีจุ่มพิตหน้าผากของนางทั้งสามก่อนเดินนำเข้าสู่พระตำหนักและลอยขึ้นสู่ยอดพระตำหนัก โดยนางทั้งสามรออยู่เบื้องล่าง เพื่อรอนิมิตสัญญาณจากพระองค์เพื่อเข้าสู่พิธีสังวาสทีละนางต่อไป
“ข้าจะบำเพ็ญบารมีเพื่อพิธีกรรมนี้ให้แล้ว จึงจะเรียกพวกเ้าทีละนางด้วยจิตศุภนิมิตเท่านั้น พวกเ้าจะรู้เองว่านางใดจะเข้ามาก่อน จงจำไว้ถ้ามิได้เกิดศุภนิมิตแก่เ้า นางใดจะเข้ามาหาข้า...มิได้!!!” องค์อรินทร์บอกแก่นางทั้งสามด้วยพระสุรเสียงดังกึกก้องไปทั่วพระตำหนัก