ขณะที่มู่เชียนจิ่วกำลังจะปิดประตูห้องพัก หวงฟู่จ้าวเอี้ยนก็ยื่นมือมาขวางเอาไว้เสียก่อน
“พี่หวงฟู่ ยังมีเื่อะไรอีกอย่างนั้นหรือ?” มุมปากมู่เชียนจิ่วกระตุกเล็กน้อย เวลานี้ในปากของนางคละคลุ้งไปด้วยรสชาติของหมั่นโถว กินจนหวาดผวาแล้วจริง ๆ
หวงฟู่จ้าวเอี้ยนดวงตาเปล่งประกายคาดหวัง “พี่ซู พรุ่งนี้พวกเราไปเข้าร่วมการทดสอบเข้าสำนักชิงอวิ๋นพร้อมกันดีหรือไม่ขอรับ?”
“ได้สิ!” มู่เชียนจิ่วไม่รู้ว่าจะปฏิเสธเช่นไร จึงตอบตกลงไป
“เช่นนั้นก็ดีเลย!” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนดีใจจนพูดติดอ่าง “ชะ เช่นนั้นพี่ซูเชิญพักผ่อนตามสบายเลยนะขอรับ พรุ่งนี้ข้าจะมาหาใหม่!”
“ตกลง”
มู่เชียนจิ่วปิดประตูห้อง ก่อนจะพรูลมหายใจยาวเหยียดออกมา เป็ครั้งแรกที่นางรู้สึกว่า การเป็มิตรเกินไปก็ไม่ใช่เื่ดีนัก
สตรีผู้ปิดบังตัวตนล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างหมดเรี่ยวแรง ไม่นานก็ผล็อยหลับไป
----------
วันรุ่งขึ้น
ฟ้าเพิ่งจะเริ่มสาง ประตูห้องของมู่เชียนจิ่วก็มีคนเคาะแล้ว หวงฟู่จ้าวเอี้ยนสะพายห่อผ้ามายืนอยู่หน้าประตูด้วยท่าทางลิงโลด
*แอ๊ด*
มู่เชียนจิ่วเปิดประตูห้องออกมาดูด้วยท่าทางสะลึมสะลือ “ที่แท้ก็พี่หวงฟู่นี่เอง”
ทันทีที่นางเอ่ยจบ ความเงียบก็เข้าปกคลุม
หวงฟู่จ้าวเอี้ยนมีสีหน้าตกตะลึง ดวงตาแทบจะถลนออกมา “!!!”
มู่เชียนจิ่วกลับมีสีหน้างุนงง “???”
ทั้งสองต่างนิ่งค้างอยู่กับที่ “...”
จนกระทั่งมู่เชียนจิ่วเริ่มรู้สึกตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ทันใดนั้นสีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็ตกตะลึงไม่แพ้กัน นางรีบจับใบหน้าใสกระจ่างของตนเอง และเพิ่งตระหนักได้ว่า เมื่อคืนจะก่อนนอน นางถอดหน้ากากออก!!!
บัดซบ ประมาทเกินไปแล้ว!
“เ้า...เ้าคือพี่ซูอย่างนั้นหรือ?” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนจ้องมองใบหน้าที่งดงามจนทำให้คนแทบหยุดหายใจตรงหน้า ใบหน้าหล่อเหลาพลันแดงเรื่ออย่างรวดเร็ว “พี่...พี่ซู ทำไม...ทำไมท่านถึง...”
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงมาก ราวกับจะกระเด็นออกมานอกอกก็มิปาน ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าแม่นางมู่ผู้นั้นงดงามมากแล้ว แต่บัดนี้เขาเพิ่งจะเข้าใจว่า อะไรที่เรียกว่า งดงามจนคนตกตะลึง!
‘มิน่าล่ะ พี่ซู อ้อ ไม่ใช่ ต้องเป็แม่นางซู!
มิน่าล่ะ แม่นางซูถึงสวมหน้ากาก ใบหน้าที่งดงามเพียงนี้ง่ายแก่การดึงดูดคนที่คิดร้ายจริง ๆ สวมหน้ากากไว้น่าจะปลอดภัยกว่า!’
มู่เชียนจิ่วได้สติจึงรีบปิดประตูทันที ผ่านไปครู่หนึ่งประตูก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง หญิงสาวภายใต้หน้ากากวิเศษเดินออกมา “เื่นี้ห้ามบอกใครเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่!”
“ข้าจะไม่บอกใครแน่นอน!” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนพยักหน้ารับหงึกหงัก “เช่นนั้น เช่นนั้นข้าควรเรียกเ้าว่าแม่นางซู หรือว่า...”
มู่เชียนจิ่วกุมขมับ หากเรียกนางว่า ‘แม่นาง’ ไม่เท่ากับเปิดเผยตัวตนของนางหรอกหรือ?
หลังจากตกลงกับหวงฟู่จ้าวเอี้ยนเรียบร้อยแล้ว มู่เชียนจิ่วก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนโง่ เพียงแต่ใสซื่อเกินไป เทียบกับนางแล้ว คนผู้นี้ไม่ต่างอะไรกับลูกเศรษฐีที่ไม่เคยเจอโลกภายนอกมาก่อน
“เรียกข้าพี่ซูก็พอ”
“อื้ม พี่...พี่ซู!” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนมีท่าทางตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด พูดจาอึกอักไปหมด
“พวก...พวกเราควร...ควรออกเดินทางได้แล้วละ”
มู่เชียนจิ่วหัวเราะออกมา “ท่านจะตื่นเต้นไปทำไมกัน ต่อให้ข้าเป็สตรี แต่ไม่ใช่เสือเสียหน่อย ท่านกลัวว่าข้าจะจับกินหรืออย่างไร?”
“ข้าไม่...ไม่ตื่นเต้นเลยสักนิด!” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนยืดอก แม้ปากจะเอ่ยเช่นนั้น ทว่าใจเ้ากรรมก็ยังเต้นแรงไม่หยุด
มู่เชียนจิ่วไม่พูดอะไรต่ออีก “พวกเราไปกันเถอะ!”
หวงฟู่จ้าวเอี้ยนพยักหน้ารับ ทั้งสองออกจากโรงเตี๊ยมไปพร้อมกัน
มู่เชียนจิ่วสามารถััได้ว่า มียอดฝีมือแอบติดตามมา แต่นางหาได้เก็บมาใส่ใจ
ระหว่างทาง หวงฟู่จ้าวเอี้ยนเงียบจนผิดปกติ พูดจาน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด มีเพียงเวลาที่มู่เชียนจิ่วเป็ฝ่ายถามเท่านั้น เขาจึงจะปริปากพูดออกมา
ความจริงแล้วเขาก็อยากจะพูดให้มากกว่านี้ แต่เขาจำคำที่เสด็จพ่อทรงตรัสเอาไว้ได้ขึ้นใจว่า ‘สตรีล้วนชมชอบบุรุษที่สุขุม’
ดังนั้นเขาต้องสุขุมเข้าไว้!
เมื่อมีคนคอยคุยด้วย เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทันรู้ตัวทั้งสองก็มาถึงตีนเขาของสำนักชิงอวิ๋นแล้ว
“ดูท่าพวกเราคงจะมาช้าไป” มู่เชียนจิ่วมองไปทางบันได ้ามีคนมากมายกำลังเดินขึ้นไป แต่คนที่ขึ้นไปถึงครึ่งทางกลับมีเพียงน้อยนิดเท่านั้น
น่าสนใจ
มู่เชียนจิ่วรู้จากหวงฟู่จ้าวเอี้ยนมาว่า บันไดนี้นับเป็การทดสอบขั้นแรก เพื่อทดสอบความมุ่งมั่นของผู้เข้าร่วม อีกทั้งขั้นบันไดยิ่งสูง แรงกดดันที่ได้รับก็จะมากตามไปด้วย!
“พวกเราก็ขึ้นไปกันเถอะ!” มู่เชียนจิ่วเองก็อยากจะรู้ขีดจำกัดของตัวเองเช่นกัน ด้วยความสามารถของนางในตอนนี้ การขึ้นไปถึงยอดไม่น่าจะใช่เื่ยากอะไร
----------
บนท้องนภา มีร่างเจ็ดร่างยืนอยู่
“ดูท่าปีนี้คงมีเมล็ดพันธุ์ชั้นดีไม่มากเท่าไรนัก” ชายชราผมสีดอกเลาสวมอาภรณ์สีขาวถอนหายใจออกมา สายตาจับจ้องไปที่เบื้องล่าง
ชายชราอีกคนหัวเราะออกมาเบา ๆ “นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น สำนักชิงอวิ๋นของเราสิบปีถึงจะรับศิษย์ครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ต้องมีเมล็ดพันธุ์ชั้นดีอยู่แล้ว อดทนรอก่อนเถอะ”
ผู้บำเพ็ญเพียรที่เป็สตรีเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มก็เอ่ยออกมา “ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะรับเด็กคนนั้นเป็ศิษย์ ที่เหลือเชิญพวกท่านเลือกกันตามสบาย!”
“ศิษย์น้องจิ่งอี๋ ทำเช่นนี้ไม่ถูกนะ!”
“ใช่แล้ว เด็กคนนั้นมีชีพจริญญาระดับฟ้า ข้าตันชิงจื่อไม่มีทางปล่อยไปแน่!”
ทั้งเจ็ดคนต่างถกเถียงกัน ‘เด็กคนนั้น’ ที่พวกเขาเอ่ยถึงก็คือสตรีที่ไม่กี่วันก่อนถูกพวกเขาพากลับมาที่สำนัก แม้ว่านี่จะไม่ถูกต้องตามกฎของสำนัก แต่เด็กคนนั้นมีชีพจริญญาถึงระดับฟ้าเชียวนะ!
โชคดีที่เ้าสำนักของสำนักพวกเขาไม่สนใจเื่การรับศิษย์ หาไม่ เด็กที่มีชีพจริญญาระดับฟ้าคนนั้น คงไม่ตกมาถึงพวกเขาอย่างแน่นอน
“ข้าเลือกเด็กคนนั้นเอาไว้แล้ว หากพวกเ้าคิดจะแย่งละก็ ต้องดูว่ากระบี่ในมือของข้าจะยอมหรือไม่!” จิ่งอี๋แค่นเสียงเย็น ก่อนจะหมุนกายจากไป
ชายชราที่เหลืออีกหกคนต่างก็มองหน้ากันไปมา
“มิน่าล่ะ ศิษย์น้องจิ่งอี๋ถึงไร้คู่ครองมาจนถึงปูนนี้ คงเป็เพราะมีนิสัยเช่นนี้กระมัง”
คนที่เหลือต่างพยักหน้าเห็นด้วย
“เื่ของเด็กคนนั้นปล่อยไปก่อนเถอะ พวกเรามารอดูกันดีกว่าว่าจะมีเด็กที่มีพร์อีกหรือไม่!”
----------
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม มู่เชียนจิ่วและหวงฟู่จ้าวเอี้ยนก็เดินขึ้นบันไดมาเกือบจะถึงครึ่งทางแล้ว ความเร็วของนางรวดเร็วยิ่งนัก และอันที่จริงหากนาง้า ตอนนี้ก็สามารถขึ้นไปถึงยอดเขาได้ทันที
ทว่าสิ่งที่ทำให้หญิงสาวแปลกใจก็คือ หวงฟู่จ้าวเอี้ยนั้แ่เริ่มเดินขึ้นมาจนถึงตอนนี้ก็ติดตามอยู่ข้างกายนางมาโดยตลอด แต่เมื่อคิด ๆ ดูแล้ว หากเขาเป็เชื้อพระวงศ์จริง ย่อมไม่ขาดแคลนทรัพยากรชั้นยอดในการบำเพ็ญเพียร คาดว่าเขาก็คงเหมือนกับนางในตอนนี้ ที่ใช้ของวิเศษบางอย่างปกปิดตบะบารมีของตนเอาไว้ ไม่เช่นนั้นเขาคงนำทุกคนไปนานแล้ว
“พี่ซู เหตุใดพวกเราไม่รีบขึ้นไปให้ถึงยอดเขาล่ะขอรับ?” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนถามด้วยความสงสัย
“พวกเราปีนขึ้นมาถึงตรงนี้ก็ถือว่าเร็วมากแล้ว” มู่เชียนจิ่วหันกลับไปมองทางด้านหลัง “ท่านยังมองเห็นคนอื่น ๆ ที่ขึ้นมาพร้อมกับพวกเราอยู่หรือไม่?”
หวงฟู่จ้าวเอี้ยนชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็ส่ายหน้าไปมา ความสนใจของเขาอยู่ที่แม่นางซูมาโดยตลอด ไหนเลยจะมีกะจิตกะใจไปสนใจคนอื่น
“ข้าเดาว่าเหล่าผู้าุโของสำนักชิงอวิ๋นน่าจะแอบดูพวกเราอยู่ที่ไหนสักแห่ง” มู่เชียนจิ่วไม่ได้กวาดตามองหาเหล่าผู้าุโที่ว่าแต่อย่างใด แต่นางสามารถััได้ว่า ไอพลังโดยรอบปั่นป่วน เหมือนถูกบางอย่างรบกวน
“แต่เื่นี้เกี่ยวอะไรกับการที่พวกเราจะรีบขึ้นไปให้ถึงยอดเขาล่ะขอรับ?” เชื้อพระวงศ์หนุ่มกะพริบตาปริบ ๆ ถามออกมาด้วยความฉงน
มู่เชียนจิ่วกุมขมับ “เราไม่ควรอวดตัวเกินไปน่ะสิ เชื่อข้า ไม่พลาดแน่นอน!”
“อ้อ” แม้จะยังไม่เข้าใจ แต่หวงฟู่จ้าวเอี้ยนก็ไม่อยากถามเซ้าซี้อีก ขอเพียงได้อยู่กับแม่นางซู ต่อให้จะไม่ปีนขึ้นไปอีกก็ไม่สำคัญอะไรแล้ว
เมื่อรู้สึกเหนื่อยทั้งสองจึงหยุดพักกันครู่หนึ่ง หลังจากเดินขึ้นมาได้ประมาณสองชั่วยาม ในที่สุดก่อนยามอู่ พวกเขาก็ขึ้นมาถึงยอดเขาสำเร็จ
ความเร็วเท่านี้ไม่นับว่าเร็ว แต่ก็ไม่ช้าจนเกินไป ด้านหลังของพวกเขายังมีคนอีกหลายพันคนกำลังเดินขึ้นมา ผู้ที่มีคุณสมบัติธรรมดา เดินขึ้นมายังไม่ถึงครึ่งทางก็ถูกคัดออกแล้ว
แต่ก็เป็เื่ธรรมดา เพราะสำนักชิงอวิ๋นอย่างไรเสียก็เป็ถึงสำนักชั้นสูง หากใคร ๆ ก็สามารถเข้าได้ ไม่เท่ากับเป็การลดเกียรติของสำนักหรอกหรือ?
เมื่อขึ้นมาถึง้า ก็พบว่าเหนือแท่นขนาดใหญ่มีหินก้อนหนึ่งลอยอยู่ เปล่งแสงจาง ๆ ออกมา
เวลานี้มีคนขึ้นไปรับการทดสอบแล้ว
.
.
.