บทที่ 5 เริ่มทำภารกิจ
ชิว เหวินเจี้ยน จึงเอ่ยขึ้นมาว่า “หลิว เฟ่ย ข้านั้นเห็นความดีและความพยายามของเ้ามามากมายนัก ไม่ว่าใครในสำนักไร้นามก็พูดถึงแต่เ้าและมีท่าทีที่ชื่นชมในตัวเ้าอย่างมากข้าจึงอยากที่จะรับเ้ามาเป็ลูกศิษย์ของข้า เ้าคิดเห็นว่าเช่นไรข้ามีเวลาให้เ้าคิดจนถึงเวลาที่ข้าจะเดินทางต่อเพียงเท่านั้นส่วนเื่ภารกิจนั้น ข้ามีสิทธิ์เข้าร่วมด้วยหรือไม่ เ้าเป็คนตัดสินใจได้เลย”
ทั้งสองพี่น้อง หุ่ย เกิดอาการใชั่วขณะ และได้คิดในใจว่า ‘ไม่คิดเลยว่า ชิว เหวินเจี้ยน จะพูดแบบนี้ออกมาไม่เคารพ หลิว เฟ่ย เลยแม้แต่น้อย แต่ที่น่าใยิ่งกว่าคือ หลิว เฟ่ยมีท่าทีแปลกๆั้แ่ ชิว เหวินเจี้ยน เดินเข้ามาในห้องประชุมแห่งนี้แล้วทั้งสองไม่คิดว่า ชิว เหวินเจี้ยน นั้น เป็คนที่ไม่ดีเนื่องจากเขาได้อยู่ด้วยกันมาทั้งวันแล้วเขาจึงเริ่มรู้นิสัยของอีกฝ่ายอยู่บ้างไม่มากก็น้อย’
เมื่อ หลิว เฟ่ย ได้ยินดังนั้น จึงเกิดอาการลังเลขึ้นมาเขาจึงกล่าวออกมาว่า “ในเมื่อทั้ง3คนมาพร้อมหน้ากันเพื่อทำภารกิจถ้างั้นข้าก็จะทำการตรวจสอบพลังยุทธ์ของแต่ละคนเลยก็แล้วกัน ข้าจะขอบอกไว้ก่อนนะว่าข้าจะไม่อนุญาตให้คนที่มีระดับพลังต่ำกว่าเขตแดนยอดนักสู้ เข้าร่วมภารกิจนี้เด็ดขาด เพราะว่ามันอันตรายขั้นถึงแก่ชีวิตถ้ามีคนที่มีพลังต่ำกว่าเกณฑ์ไปด้วย คนผู้นั้นมีแต่จะเป็ภาระซะเปล่าๆ”
หลิว เฟ่ย เริ่มก้าวเดินไปหาคนแรก นั่นคือ หุ่ย เฟิง ที่ดูอายุประมาณ25ปี เขาเพียงยื่นมือไปแตะที่ข้อมือก็รู้ได้ทันทีว่ามีพลังอยู่ที่ระดับไหน
หลิว เฟ่ย จึงได้ประกาศออกมา “หุ่ยเฟิง อายุ25ปี ระดับพลัง เขตแดนยอดนักสู้ขั้นที่3 สามารถทำภารกิจได้”
คนต่อมาคือ หุ่ย เฟย ดูไปอายุประมาณ 23ปี เขาก็ทำเหมือนกับ หุ่ย เฟิงเขาก็สามารถรู้ได้ทันทีว่ามีพลังระดับไหน
หลิว เฟ่ย ได้ประกาศออกมาอีกรอบ “หุ่ยเฟย อายุ23ปี ระดับพลัง เขตแดนยอดนักสู้ขั้นที่1 สามารถทำภารกิจได้แต่ระวังอย่าไปเป็ภาระเมื่อเริ่มภารกิจแล้วหละ”
คนสุดท้าย หลิว เฟ่ย ชะงักไปรอบนึงและเอ่ยถามขึ้นมาก่อนที่จะไปตรวจสอบพลังของ ชิว เหวินเจี้ยน
“อเอ่อ ท่าน ชิว เหวินเจี้ยน ข้าจะขอตรวจสอบพลังยุทธ์ของท่านหน่อยได้หรือไม่ขอรับแต่ว่าถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็ไร ข้านั้นเชื่ออยู่แล้วว่าคนระดับท่านยังไงก็ต้องมีพลังที่สูงกว่าเขตแดนยอดนักสู้เป็แน่”
หุ่ย เฟย และ หุ่ย เฟิงถึงกับสะดุ้งใ และคิดในใจว่า ‘ที่แท้ทั้งสองท่านรู้จักกันมาก่อนแล้วหรอกหรือแล้วดูเหมือนว่า หลิว เฟ่ย จะเคารพ ชิว เหวินเจี้ยน เป็อย่างมากอีกด้วย’
ส่วน ชิว เหวินเจี้ยน นั้นเขาเพียงแค่หัวเราะเบาๆ และกล่าวออกมาว่า
“หลิวเฟ่ย เ้าสามารถตรวจสอบพลังของข้าได้เลย เพราะข้านั้นไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบังเ้าอยู่แล้วและบางทีผลลัพธ์ที่เ้าได้นั้น อาจที่จะทำให้เ้าต้องผิดหวังก็เป็ได้”
หลิว เฟ่ย เมื่อได้ยินดังนั้น จึงเดินเข้าไปช้าๆและยื่นมือออกไปจับที่ข้อมือของ ชิว เหวินเจี้ยน เพื่อตรวจสอบพลังยุทธ์ของเขา
ทั้งสองพี่น้อง หุ่ยจ้องอย่างใจจดใจจ่อเป็อย่างมาก เพราะว่าประมุขหลิว นั้น ทำไมถึงได้เคารพ ชิวเหวินเจี้ยน มากขนาดนั้น เนื่องจากสองพี่น้อย หุ่ย เคยเห็นมาก่อนแล้วว่า หลิว เฟ่ยนั้นถึงแม้จะยืนอยู่ต่อหน้าคนที่มีพลังยุทธ์มากกว่าตนเองก็ไม่เคยแสดงความเคารพออกมาให้เห็นเท่านี้มาก่อนเลยั้แ่พวกเขาเข้าสำนักมา
ส่วนทางด้าน หลิว เฟ่ยนั้นแสดงสีหน้าตกตะลึงออกมา เนื่องจากพลังที่ตรวจสอบได้นั้นคือเขตแดนมนุษย์ขั้นที่1 เขาจึงไม่อาจที่จะทำใจเชื่อได้ว่าคนที่สามารถหยุดหมัดของเขตแดนก่อตั้งปฐีอย่างง่ายดายได้นั้น จะอยู่เพียงแค่เขตแดนมนุษย์เท่านั้นหรือไม่บางทีก็อาจจะเป็เพราะว่าพลังของเขานั้นสูงเกินไปที่จะตรวจสอบได้นั้นเอง
หลิว เฟ่ย จึงกล่าวออกมาว่าท่าน “ชิว เหวินเจี้ยน อายุ 12ปี ระดับพลังไม่สามารถวัดค่าได้สามารถทำภารกิจได้และขอให้ท่านดูแลคนในสำนักด้วยพลังของท่านคงจะสูงส่งเกินไปทำให้ข้าไม่สามารถที่จะตรวจสอบพลังของท่านได้ ข้าจำเป็ที่จะต้องขอโทษด้วยจริงๆ”
เมื่อ สองพี่น้องหุ่ย ได้ยิน ก็ถึงกับเกิดอาการใแบบเก็บไม่อยู่ทั้งสองเพียงได้แต่นึกในใจว่า ‘อะไรคือไม่สามารถวัดระดับพลังได้ ต้องแข็งแกร่งขนาดไหนกันถึงจะทำให้ หลิว เฟ่ยไม่สามารถที่จะวัดระดับพลังได้!ไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อยที่ หลิว เฟ่ย จะเคารพ ชิว เหวินเจี้ยน มากขนาดนั้น’
ส่วนทางด้านของ ชิว เหวินเจี้ยน เอง ก็ใเล็กน้อยเช่นกันว่าทำไมมันถึงได้คิดไปเองได้ขนาดนั้นกัน แต่เขาก็ไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติมเพราะว่าพลังที่แท้จริงของเขาในตอนนี้นั้น ยังไงก็มากกว่าขอบเขตแดนนักสู้อยู่แล้วจึงไม่จำเป็ที่จะต้องกล่าวอะไรเพิ่มเติม
หลิว เฟ่ย ก็ได้กล่าวออกมาว่า “เมื่อทั้ง3ท่านผ่านการตรวจสอบแล้วก็สามารถเริ่มภารกิจกันได้เลย ข้าจะขออธิบายไว้สั้นๆสักเล็กน้อยซึ่งภารกิจนี้จะเป็การจัดการกับโจรที่เมืองทางทิศใต้ของดินแดนเมฆา มีชื่อเมืองว่าเมืองลับแล อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้ว ว่ามันเป็เมืองลับแลเช่นเดียวกับชื่อเมืองของมันแล้วที่สำคัญมันยังเป็แหล่งกบดานของพวกโจรที่เก่งกาจในดินแดนเมฆาอีกด้วย และข้าขอให้ทั้ง3ท่านกลับมาอย่างปลอดภัยกันทุกคน”
ทั้ง3ได้เดินทางไปยังทิศใต้ในทันทีโดยการนั่งรถม้าที่ทางสำนักได้เตรียมไว้ให้
หุ่ย เฟย กล่าวออกมาขณะอยู่บนรถม้า “พวกเรานั้นกว่าจะถึงหมู่บ้านลับแลก็อีกตั้ง 3วันข้าชักอยากจะหาสัตว์ป่าแถวนี้กินสักหน่อยเพราะโอกาสที่จะได้ออกมาข้างนอกเมืองนั้นไม่ได้มีด้วยกันบ่อยๆซะด้วยสิ”
คนที่เหลือก็พยักหน้าเห็นด้วยเนื่องจากนี่ก็ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้ว พักหาอะไรใส่ท้องไว้หน่อยก็เป็ความคิดที่ดีเช่นกัน
หุ่ย เฟิง กล่าวเสริม “พวกเราจะต้องไปเป็กลุ่มเท่านั้นห้ามเดินทางแยกกันเด็ดขาดเนื่องจากป่าแถวนี้มันอันตรายเป็อย่างมากเพราะว่าที่นี่มีสัตว์อสูรเพ่นพ่านอยู่เป็จำนวนมาก”
แต่ ชิว เหวินเจี้ยนนั้นเขาสามารถััได้ทั่วทั้งป่า เขารู้ทุกจุดที่สัตว์อสูรดุร้ายอาศัยอยู่และเขานั้น้าที่จะมาล่าสัตว์อสูรอยู่แล้ว เนื่องจากมันจะช่วยทำให้พลังยุทธ์ของแต่ละคนนั้นจะได้ก้าวะโเพราะสัตว์อสูรดุร้ายพวกนี้
ชิวเหวินเจี้ยน จึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราเดินตรงไปแบบเรื่อยๆอีกสัก500เมตรเป็อย่างไรเผื่อจะได้เจอสัตว์ป่าน่าอร่อยแถวๆนี้ดูบ้าง”
ทุกคนก็เห็นด้วยและเริ่มเดินเข้าป่ากันต่อไป
พอมาถึงอีก500เมตรข้างหน้ากันเรียบร้อยแล้วหุ่ย เฟย ก็ได้ะโบอกทุกคนว่า “ดูนั่นสัตว์อสูรระดับต่ำ หมาป่าปฐี1ตัว แต่ถึงมันจะเป็เพียงแค่สัตว์อสูรระดับต่ำมันก็ยังมีพลังถึงขั้นปฐีแท้จริง!”
หุ่ย เฟิง ะโออกมาทันที “ทุกคนวิ่งหนีแยกย้ายไปคนละทางและเตรียมกับดักไว้ให้เรียบร้อยข้าจะถ่วงเวลามันเอาไว้ให้เอง ข้ามีเวลาให้พวกเ้าเพียงแค่5นาทีเท่านั้นข้าจะกลับมาทำตามแผน”
ลุย!!!
ชิว เหวินเจี้ยน และ หุ่ย เฟย เริ่มวิ่งออกไปคนละทางเพื่อเตรียมกับดัก
หุ่ย เฟยนั้นเป็คนสร้างกรงขังขนาดใหญ่และแข็งแรงเพื่อให้จับสัตว์อสูรระดับปฐีได้ง่ายขึ้นแต่ว่าถึงจะแข็งแรงขนาดไหนก็ยื้อไว้ได้นานที่สุดเพียงแค่1นาทีเท่านั้นทุกอย่างขึ้นอยู่กับ ชิว เหวินเจี้ยน แล้ว
ทางด้านของ ชิว เหวินเจี้ยน นั้นเขาสร้างปืนยิงลูกธนูขึ้นมา และตั้งมันให้หันเข้าไปหากรงขังเพื่อที่จะได้ทำการยิงได้เลยในทันทีส่วนลูกธนูของ ชิว เหวินเจี้ยน นั้น ทำมาจากต้นไม้ธรรมดาทั้งต้นแต่ว่าอัดพลังของเขาเข้าไปส่วนนึง เพื่อที่จะเพิ่มพลังในการทะลุทะลวงไว้ข้างในลูกธนูของเขา
สักพักก็ได้มีเสียงดังขึ้นมา “มันตามข้ามาแล้ว เตรียมแผนกันเสร็จแล้วหรือยังข้าถ่วงเวลาได้มากสุดได้เพียงเท่านี้” ไช่แล้วมันคือเสียงของ หุ่ย เฟิง นั่นเอง
หุ่ย เฟย จึงส่งเสียงตอบกลับไป “ข้าได้เตรียมกรงขังขนาดใหญ่เอาไว้แล้ว ท่านพี่ โปรดวิ่งมาทางข้าได้เลย”
หุ่ย เฟิง จึงวิ่งไปทางด้านของ หุ่ยเฟย ข้างหลังของเขามีหมาป่าปฐี วิ่งตามมาติดๆ ซึ่งมันกำลังจะอ้าปากกัดใส่ หุ่ยเฟิง แต่ว่าทันใดนั้น ก็ได้มีกรงขังขนาดใหญ่และแข็งแรงเป็อย่างมากตกลงมาขังหมาป่าปฐีเอาไว้อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น หุ่ย เฟิง ก็เกือบที่จะโดนมันกินเข้าไปทั้งตัวแล้ว
ชิว เหวินเจี้ยนเมื่อเห็นว่าแผนสำเร็จไปได้ด้วยดีจึงรีบยิงลูกธนูพุ่งออกไปใส่กลางศีรษะของหมาป่าปฐีทันทีซึ่งลูกธนูที่ยิงไปนั้นรวดเร็วเป็อย่างมาก และโดนเป้าหมายอย่างจังทำให้ลูกธนูทะลุผ่านหัวของมันไปอย่างรวดเร็ว หมาป่าปฐีตัวนั้นจึงสิ้นชีพอย่างไม่ต้องสงสัย
หุ่ย เฟย และ หุ่ย เฟิงเห็นดังนั้นก็ถึงกับเกิดอาการใอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากพวกเขาคิดว่า ‘ทำไมลูกธนูไม้ธรรมดาถึงได้มีพลังทำลายและรวดเร็วได้มากขนาดนั้นกันชิว เหวินเจี้ยน นั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ สมแล้วที่ออกปากว่าจะรับประมุขหลิวเป็ลูกศิษย์ของเขา’
เมื่อฆ่าสัตว์อสูรลงได้แล้ว หุ่ย เฟิงจึงได้กล่าวออกมาว่า “ทั้งหมดนี้เป็เพราะ ชิว เหวินเจี้ยนที่สามารถโจมตีมันให้ตกตายลงไปได้ เขาจึงสมควรได้ของมากที่สุดเขาสมควรที่จะได้เป็คนเลือกของก่อน”
ชิว เหวินเจี้ยน กล่าวตอบกลับมาว่า “ไม่จำเป็ที่จะต้องทำเช่นนั้นข้าออกแรงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ของทั้งหมดนี้สมควรที่จะเป็ของพวกท่านซะมากกว่าจริงๆแล้วข้าเองก็ไม่ได้้าสิ่งของอะไรจากพวกสัตว์อสูรระดับต่ำเท่าใดนัก”
เมื่อทั้งสองคนได้ยินเช่นนั้นจึงทำความเคารพก่อนและค่อยกล่าวตอบกลับไปว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไม่เกรงใจแล้วนะท่าน ชิวเหวินเจี้ยน”
ทั้งสองคนจึงรีบเดินเข้าไปถลกหนังของหมาป่าปฐีถึงแม้จะเป็เพียงแค่สัตว์อสูรระดับต่ำ แต่สิ่งของเหล่านี้มีมูลค่าสูงเป็อย่างมากเนื่องจากระดับพลังยุทธ์ขั้นปฐีที่แท้จริงนั้น ถึงแม้จะเป็ดินแดนเมฆาก็ตามยังไม่ค่อยมีคนระดับนี้สักเท่าไรส่วนมากจะเป็ผู้นำของเหล่าตระกูลใหญ่ๆในดินแดนเมฆาเท่านั้น
สองพี่น้องหุ่ยจึงเริ่มตั้งคำถามขึ้นมาในใจว่า ‘ถ้าของระดับที่หายากขนาดนี้เขายังไม่้าหรือว่าของระดับนี้มันจะมีค่าต่ำเกินไปสำหรับเขากันแน่ เขานั้นอยู่ระดับใดกันแน่?’
อยู่ๆก็มีเสียงของ ชิว เหวินเจี้ยนดังขึ้นมาว่า “ข้านั้นสามารถทำอาหารระดับ์ได้อยู่บ้างข้าขอเป็คนทำเนื้อหมาป่า์ให้พวกท่านชิมฝีมือของข้าได้หรือไม่”
อาหารระดับ์?
“มันคืออะไรหรือทำไมพวกเราไม่เห็นเคยรู้จักชื่อของมันมาก่อนเลย แต่ดูท่าว่ามันน่าจะสุดยอดเอามากๆเลยถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ต้องขอรบกวนท่านชิวแล้ว”