เกิดใหม่ในยุค 80 ขอเป็นภรรยาตัวน้อยผู้มั่งคั่ง [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 69 งานแต่งงาน

            จางต้ากั๋วพูดจริงทำจริง ในวันที่สิบหกเขาจัดงานเลี้ยงแต่งจางหวาเข้าบ้านอย่างยิ่งใหญ่จริงตามที่พูด

            หลิวเยวี่ยนั่งอยู่ในบ้าน ไม่ว่าใครก็มองออกว่างานแต่งงานนี้คงไม่ราบรื่นนัก

            หลายคนในหมู่บ้านเป็นเกษตรกร ส่วนอีกหลายคนก็เป็นพวกชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน บรรดาแขกเหรื่อที่ไม่ได้รับเชิญนั่งจับกลุ่มกันห้าหกโต๊ะ ทุกคนแทะเม็ดแตงพร้อมกับคุยอย่างออกรสออกชาติไปด้วย หัวข้อไม่พ้นเรื่องชีวิตหลังแต่งงานของจางต้ากั๋ว

            ชายร่างผอมตัวดำคนหนึ่งพูดออกนอกหน้ากว่าเพื่อน เขาทำหน้าตาเริงร่าเหมือนลิง “ถ้าถามฉันนะ ฉันรู้สึกว่าจางต้ากั๋วหาความสุขใส่ชีวิตเก่งมาก มีภรรยาตั้งสองคน ฮ่าฮ่า ไม่รู้จะสุขสมขนาดไหน”

            คนอื่นๆ หัวเราะครืนใหญ่ แต่ละคนพูดไม่เหมือนกันแต่ความหมายไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก บอกว่าเชิญคนที่โสดแบบนายอิจฉาไปเถอะ

            ใบหน้าซูบดำของชายที่ชื่อฮั่วอวี๋ดำทะมึนกว่าเดิม เขาตบถั่วลิสงสองเม็ดในมือแตกกับโต๊ะ “อย่ามาดูถูกกันนะ วันนี้ฉันจะคว้าหลิวเยวี่ยมาครองให้ดู”

            แขกร่วมโต๊ะหัวเราะหนักกว่าเดิม บอกให้ไสหัวไปไกลๆ

            เรื่องราวน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ถือว่าไม่ได้มาเสียเที่ยว มีเรื่องสนุกให้ดูเยอะไปหมด

            แม้สถานการณ์ที่บ้านจะค่อนข้างพิเศษ ทว่าพิธีแต่งงานยังคงดำเนินตามขั้นตอน

            หลังจากที่แม่สื่อคุยกับทั้งสองครอบครัวแล้วจึงพาจางต้ากั๋วไปยังบ้านของจางหวา

            บ้านของเธอไม่ได้คึกคักแบบบ้านของจางต้ากั๋ว นอกจากจางหวาที่สวมชุดใหม่เอี่ยมแล้ว คนอื่นๆ ไม่ได้ดูต่างไปจากปกติ พ่อแม่ของจางหวายังคงสวมชุดที่ซักจนซีดตัวเดิม

            เมื่อคืนจางหวาทะเลาะกับพ่อแม่อีกรอบ เธอจึงต้องหาคนมาช่วยรับหน้าแขกที่เป็นทั้งคนในและคนนอก

            ตามหลักแล้ว ทุกคนในครอบครัวควรมาร่วมงานสำคัญอย่างงานแต่งงาน แต่พี่ชายของเธอไปรับจ้างอยู่ต่างพื้นที่ ไม่มีโทรศัพท์ให้ติดต่อจึงแจ้งให้ทราบไม่ได้

            ส่วนน้องสาวเพียงคนเดียวก็เกียจคร้าน ต้องพูดปากเปียกปากแฉะอยู่นานกว่าจะยอมมาช่วย ‘ประคอง’ เธอแต่งออกจากบ้านในวันพรุ่งนี้และไม่ต้องคาดหวังถึงงานอื่นๆ

            คนในยุค 80 ไม่นิยมนั่งเกี้ยว แต่จะให้เจ้าสาวเดินไปบ้านฝ่ายชายก็ดูจะไม่เข้าท่า ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเป็นวิธีที่ประนีประนอมลงมาครึ่งทาง นั่นคือให้คน ‘ประคอง’

            จางลี่นั่งบนเตียงอิฐ เธอสวมชุดใหม่เอี่ยมเช่นกัน เธอรีบลุกไปต้อนรับเมื่อเห็นจางต้ากั๋วเดินทางมาถึง

            “โอ้ วันนี้พี่เขยแต่งตัวหล่อเหลาไม่เบาเลยนะคะ สมกับที่ปล่อยให้พี่สาวฉันนั่งรอหน้าบ้านมาเกือบครึ่งวัน”

            จางต้ากั๋วเขินอายเล็กน้อย พูดพึมพำออกมาสองสามประโยค แต่จางลี่ได้ยินไม่ชัด

            จางหวาเดินไปหาเขา เธอรู้สึกกระดากใจอย่างไม่รู้ตัวเมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อครู่ เป็นความจริงที่เธอรอนานมาก

            สิบกว่าปีมานี้เธอลำบากมากพอแล้ว ตอนนี้แค่อยากแต่งงานมีครอบครัวและใช้ชีวิตอีกครึ่งที่เหลืออย่างสงบสุข

            เธอช่วยจัดเสื้อผ้าให้จางต้ากั๋วอย่างเอาใจใส่แล้วเดินเข้าไป

            จางลี่มีสีหน้าตกใจปนอิจฉา แต่ยังพูดยิ้มๆ ว่า “พี่เขยมาอวดความรักต่อหน้าน้องสาวภรรยาเช่นนี้จะดีหรือ? เอาแบบนี้แล้วกัน ขอแค่วันนี้พี่เขยให้ซองแดงหนาหน่อย ฉันจะทำเป็นมองไม่เห็นเรื่องนี้”

            จางต้ากั๋วหยิบซองแดงออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เมื่อนึกถึงคำพูดเมื่อครู่ของจางลี่แล้วก็หยิบออกมาอีกซอง

            จางลี่รับซองด้วยมือทั้งสองข้างพร้อมรอยยิ้ม อวยพรให้ทั้งสองคนครองคู่จนแก่เฒ่าและมีความสุขตลอดชีวิต

            พ่อแม่ของจางหวารู้สึกอับอาย เรื่องของจางหวาทำให้พวกเขารักลูกสาวคนเล็กเป็นพิเศษ ปกติแล้วพวกเขาไม่เคยว่าอะไรเมื่อเธอทำตัวแบบนี้ แต่นี่ขนาดอยู่ในงานแต่งของจางหวายังทำตัวแบบนี้อีก

            “เฮ้อ…”

            เสียงถอนหายใจไม่ดังนักแต่ถูกจางต้ากั๋วได้ยินเข้าพอดี

            เขานึกไม่ถึงว่าพ่อแม่ของจางหวาจะไม่เห็นชอบเช่นกัน เขาจำเป็นต้องเดินเข้าไปหาเหมือนไม่รู้อะไรทั้งสิ้นก่อนจะร้องเรียกว่า “คุณพ่อ คุณแม่”

            ทั้งสองคนพยักหน้ารับ แต่ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น

            จางต้ากั๋วกินอาหารแบบง่ายๆ แล้วมอบเงินให้พ่อแม่ของจางหวา จากนั้นให้คนที่มาช่วยงานช่วยขนสินเดิม และรับตัวเจ้าสาวกลับบ้าน

            จางลี่ประคองจางหวาเดินตลอดทาง หากไม่นับที่เธอเกือบล้มไปสองรอบก็ถือว่าทำงานคุ้มเงินในซองแดงอยู่

            วันนี้มีหิมะตก ถนนหนทางลำบาก จางต้ากั๋วล้มหน้าคะมำไปหนึ่งรอบ เสื้อผ้ามีคราบหิมะเกาะอยู่เต็ม

            จางหวาเข้าไปช่วยประคองเขา จางต้ากั๋วหัวเราะแห้งๆ อย่างเขินอาย เขาปัดหิมะออกอย่างลวกๆ แล้วเดินต่อ

            จางหวาดึงเขาไว้ เธอช่วยปัดหิมะออกจนหมดอย่างเอาใจใส่ จางต้ากั๋วมองเธออย่างใจลอย อดนึกถึงหลิวเยวี่ยขึ้นมาไม่ได้ หากหลิวเยวี่ยเหมือนจางหวาสักครึ่งหนึ่งเรื่องคงไม่เป็นอย่างวันนี้

            “ต้ากั๋ว คุณประคองฉันดีกว่า” จางหวาควงแขนเขาแบบไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธ จางต้ากั๋วยิ้ม “คุณช่างดีเหลือเกิน”

            ที่จริงเธอกลัวตัวเองจะล้มเช่นกัน แม้จางต้ากั๋วซื่อบื้อ แต่ความคิดความอ่านของเขาค่อนข้างละเอียดเลย

            ลมค่อนข้างแรงพัดให้ผมของจางหวาปลิวไปถูกหน้าของจางต้ากั๋วเป็นครั้งคราว จางต้ากั๋วเอื้อมมือไปจับ กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเส้นผมทำให้เขาเกิดความคิดหลากหลายอย่างไม่รู้จบโดยที่ไม่รู้ตัว

            เขาคิดกับตัวเองว่าหลังจากวันนี้พวกเขาน่าจะมีความสุขไปตลอดชีวิต ก็เหมือนดั่งวินาทีนี้ พวกเขาจะคอยช่วยเหลือประคับประคองกันไปจนถึงวันสุดท้าย

            เมื่อหันไปมองจางหวา จางต้ากั๋วเห็นเธอมีสีหน้ากลัดกลุ้มก็รู้สึกกังวลตาม เขาถามด้วยความเป็นห่วงว่า “ไม่สบายตรงไหนหรือ?”

            จางหวาส่ายหน้า ฝืนยิ้มให้เพราะไม่อยากให้เขาเป็นห่วง “ฉันไม่เป็นไรค่ะ”

            เธอไม่เป็นไรที่ไหนกัน? พ่อแม่มีท่าทีรังเกียจ พี่ชายไม่ได้กลับมาร่วมงาน กระทั่งญาติที่มาส่งตัวเจ้าสาวยังมีแค่จางลี่ที่มาเพราะเห็นแก่เงิน

            หากไม่ใช่เพราะด้านหลังมีสินเดิมขนตามมากับมีแม่สื่อในชุดมงคลคอยพูดไม่หยุดอยู่ด้านข้าง เธอคงไม่เชื่อว่าตัวเองแต่งงานแล้ว งานแต่งงานที่ควรรื่นเริงครื้นเครงกลับเงียบเหงาเช่นนี้ ไม่ว่าใครเจอแบบนี้ก็ไม่สบายใจทั้งนั้น

            วันที่สิบสามเดือนหนึ่งที่ผ่านมา จางต้ากั๋วตั้งใจมาบ้านของจางเจียหมิงโดยเฉพาะ เขาบอกกับเด็กทั้งสองว่าต้องมาร่วมงานแต่งงานให้ได้ ทั้งยังมอบซองแดงให้จางเจียหมิงหนึ่งซอง บอกว่าค่อยคืนให้ตอนใส่ซองงานแต่ง

            จางเจียหมิงตอบตกลงทันที บอกว่าพวกเราสองคนจะไปร่วมงานแน่นอน ทว่าวันนี้กลับมีเขามาร่วมงานแค่คนเดียว เพราะไม่ว่าเขาพูดอย่างไรฮั่วเสี่ยวเหวินก็ไม่ยอมมา

            ขณะที่กำลังนั่งกินลูกอมอย่างเบื่อหน่าย คุณป้าด้านหน้าก็ซุบซิบนินทาเรื่องของเขาไม่หยุด ไม่ถามว่า ‘ครอบครองสาวน้อยคนนั้นได้อย่างไร’ ก็ถามว่า ‘ทั้งสองคนใช้ชีวิตร่วมกันอย่างไร ตอนกลางคืนนอนเตียงกันหรือแยกเตียง’

            มีคนด้านข้างส่งเสียงเอะอะทันที “แต่งภรรยาเข้าบ้านแล้วจะแยกเตียงทำไม? จริงสิ พวกเธอจะจัดงานแต่งงานเมื่อไร ไม่ใช่ว่าคลอดลูกออกมาแล้วยังไม่เชิญพวกเราไปดื่มสุรามงคลอีกล่ะ”

            คนรอบด้านพากันฮือฮา มีคำพูดหยาบคายสกปรกเต็มไปหมด จางเจียหมิงปวดหัว คิดในใจว่าฮั่วเสี่ยวเหวินทำถูกแล้วที่ไม่มาร่วมงาน เขาพยายามหาช่องว่างเดินหนีออกไป

            “จางเจียหมิง?” จางอิ่นปินร้องเรียกเสียงดังเมื่อเจอคนรู้จัก

            “มีอะไร?” จางเจียหมิงจำชายคนนี้ได้ อีกฝ่ายชอบพูดว่าฮั่วเสี่ยวเหวินเป็นน้องสะใภ้ของตัวเอง

            “มานั่งนี่สิ จะกลัวอะไร ฉันไม่ได้จะกินนายสักหน่อย” ท่าทางของจางอิ่นเซิงไม่ต่างอะไรกับกุ๊ยข้างถนน

            กลัวหรือ? จางเจียหมิงเคยกลัวใครที่ไหน เขารีบเดินไปนั่งลงด้วยความโมโห

            จางอิ่นเซิงพิจารณาจางเจียหมิง ปากพึมพำว่า “หน้าตาอัปลักษณ์ขนาดนี้ อิ่นเซิงนี่ใช้ไม่ได้จริงๆ แค่นี้ก็แย่งไม่ได้”

            จากนั้นจางอิ่นปินก็ถามเรื่องอื่นๆ และถามถึงเรื่องที่ชาวบ้านนินทากัน จางเจียหมิงยิ้มขมขื่น ตอบอย่างขอไปทีแล้วเตรียมตัวกลับ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ในยุค 80 ขอเป็นภรรยาตัวน้อยผู้มั่งคั่ง [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน