ณ เมืงอหยุนหรือเมืองวายุครามสถานที่แห่งนี้คือเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดในพิภพหยุนเลยก็ว่าได้ ในขณะนี้มีชายหนุ่มกำลังเดินเตร่ไปทั่วทั้งเมืองเพื่อตามหาสถานที่ๆพอจะเป็นแหล่งข้อมูลให้กับเขาได้โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองถูกจับได้ตั้งแต่ลอบเข้ามาแล้วด้วยซ้ำ
เขาเดินมาจนสุดทางในที่สุดก็พบเข้ากับโรงเตี้ยมขนาดใหญ่หแห่งหนึ่ง จึงได้เดินเข้าไปในทันทีก่อนจะสั่งอาหารขึ้นชื่อมาสองสามอย่างและถือโอกาสนี้สอบถามเรื่องราวกับเสี่ยวเอ้อเสียเลย
"เสี่ยวเอ้อ ที่พิภพหยุนนี้มีสถานที่อะไรแปลกๆบ้างหรือไม่"
"โอ้ ท่านคงจะมาจากโลกภายนอกเป็นแน่แท้ พิภพหยุนนี้ไอปราณธาตุลมถือว่ายอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา ดังนั้นสถานที่แปลกๆเห็นทีจะมีอยู่ที่เดียวคือผาวายุคลั่งที่เป็นสถานที่ลงทัณฑ์ที่รุนแรงของคนที่ทำผิดกฏและทรยศเท่านั้น แต่ว่ามันไม่ได้มีอะไรสวยงามหรอกนะ นอกจากวายุคลั่งที่คอยฉีกกระชากร่างแล้วจักรพรรดิเทวะให้แหลกเป็นชิ้นๆได้"เสี่ยวเอ้อกล่าวอธิบายแถมในคำกล่าวนั้นยังมีคำเตือนเล็กให้เฟยหรงอีกด้วย
"งั้นหรือ!! ขอบใจมากที่ให้ข้อมูลนี้กับข้า"เฟยหรงหยิบหินลมปราณระดับสูงออกมาห้าชิ้นพร้อมมอบให้กับเสี่ยวเอ้อไป ก่อนที่เขาจะยกน้ำชาขึ้นดื่มเป็นจอกสุดท้ายและเดินออกจากโรงเตี้ยมไปอย่างรวดเร็ว ผาวายุคลั่งดูเหมือนจะน่าสนใจขึ้นมาเสียแล้ว
"คงต้องเร่งมือเสียหน่อย เดี๋ยวตาแก่นั่นจับได้ขึ้นมาจะยุ่งเอา"เฟยหรงหายตัวไปจากในเมื่องในทันที เวลาเช่นนี้เขาต้องรีบเร่งมือโดยไว
และในที่สุดชายหนุ่มก็มาถึงยังผาวายุคลั่งในทันใด และเนื่องจากมันเป็นสถานที่อันตรายและไม่ได้มีสมบัติใดๆจึงทำให้ไม่ได้มีคนเฝ้าที่นี่แม้แต่คนเดียว
"สมกับที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผาสำหรับลงทัณฑ์วายุที่นี่สามารถเชือดเฉือนระดับมหาเทวะได้เลยทีเดียว"เฟยหรงกล่าวชมเชย เบื้องหน้าของเขาคือดงพายุขนาดมหึมาหลายร้อยลูกที่พัดโหมกระหน่ำอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งเมฆด้านบนยังมืดครึ้มและดูน่าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่เฟยหรงเองก็อดไม่ได้ที่จะใจสั่นเมื่อได้เห็นมัน
"บัลลังก์ราชันแห่งเมฆา ข้ามาแล้ว"เฟยหรงกล่าวอย่างตื่นเต้น พร้อมทะยานร่างเข้าสู่เขตแดนวายุคลั่งในทันใด เพียงเขาเข้าไปได้ไม่ถึงห้าเก้าอาภรณ์ของเขาก็พลันถูกพายุที่คมดังใบมีดฉีกขาดแทบไม่เหลือชิ้นดี เฟยหรงเรียกใช้กายเทพมังกรนิรันทร์กาลในทันทีทำให้ผิวหนังของเขากลายมีชั้นเกล็ดสีรุ้งปกคลุมและเปร่งประกาย และในครานี้เองไม่ว่าจะพายุที่คมขนาดไหนก็ไม่สามารถระคายผิวเข้าไปได้
แรงลมของพายุนี้เพียงพอที่จะทำให้มหเทวะขั้นต้นบาดเจ็บได้ ช่างน่าเสียดายที่ไม่ใช่เขา เฟยหรงนั้นมีร่างกายของมังกรอันแข็งแกร่งอยุ่แล้วอีกทั้งหากรวมกับพลังปราณชายหนุ่มสามารถที่จะต่อกรกับมหาเทวะขั้นกลางได้โดยไม่แพ้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ตัวเขาไม่ได้หวาดกลัวสายลมนี้เลยแม้แต่น้อย
เฟยหรงทะยานเข้าไปกลางพายุในทันทีด้วยความมั่นใจอันเปี่ยมล้น และเนื่องจากชายหนุ่มไม่ได้ประมาทกระแสของพายุเขาจึงพุ่งไปด้านบนของมันในทันใด การกระทำของเขาหากใครพบเห็นเกรงว่าจะก่นด่าว่าชายหนุ่มรนหาที่ตายเป็นแน่แท้ การบุกฝ่าพายุขนาดมหึมามากมายเช่นนี้เห็นทีจะมีคนโง่เขลาเท่านั้นที่กล้าทำ
แต่ถ้าหากพวกเขาเห้นชายหนุ่มที่ทะลุฝ่าไปอย่างง่ายดายราวกับไม่มีอะไรขวางกันเกรงว่าพวกเขาคงจะตกตะลึงจนลืมหายใจอย่างแน่นอน
เฟยหรงยังไม่ใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มและพุ่งเข้าไปยังพายุอย่างไม่ขาดสายแม้มันจะไม่เป็นอันตรายกับตัวเขาแต่เห็นได้ชัดเลยว่าชายหนุ่มไม่ได้อยากจะอยู่ในพายุคลั่งนานนักเช่นกัน ด้วยเพราะเกาะมังกรอมตะนิรันทร์กาลของเขานั้นแม้มันจะแข็งแกร่งมากเพียงใดแต่ระยะเวลาการใช้งานกลับไม่ได้มากมายเช่นนั้น ชายหนุ่มในเวลานี้เพียงใช้มันสามชั่วยามก็แทบจะเรียกได้ว่ากินพลังกายของเขาไปเกือบแปดส่วนด้วยกัน
"ใกล้จะถึงชั้นสุดท้ายแล้ว"เสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นของชายหนุ่มดังขึ้นมา เบื้องหน้าคือกำแพงลมสีเขียวขนาดใหญ่ เฟยหรงไม่รอช้ารีบพุ่งไปง้างหมัดซัดไปที่กำแพงนั้นสุดแรงเกิด
"ตูม!!"
เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วทั้งผาวายุคลั่ง แต่ถึงกระนั้นกำแพงวายุกลับไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนให้เห็น เฟยหรงถึงกับหน้าถอดสีในทันทีนั่นคือหมัดที่ปกคลุมไปด้วยเกาะเทพมังกรอมตะเชียวนะ แรงของมันเพียงพอที่จะป่นขุนเขาขนาดใหญ่ได้ทั้วลูกเชียว
"ข้าไม่เชื่อว่าข้าจะทำลายเจ้าไม่ได้ กระบี่ลมปราณ!!"เฟยหรงไม่ยอมแพ้เรียกใช้กระบี่ลมปราณของตนเองในทันที พร้อมทั้งอัดเจตจำนงค์แห่งการทำลายล้างเข้าไปผนวกกับปราณเทพมังกรของเขา ทันใดนั้นกระบี่ลมปราณสีทองก็กลับกลายเป็นสีแดงฉาน ลักษณะของมันเปลี่ยนจากกระบี่รูปลักษณ์คล้ายเปลวเพลิงกลายเป็นกระบี่ที่มีหัวมังกรที่ด้ามทั้งใบกระบี่กลายเป็นชั้นเกล็ดของมังกร ดูแล้วทั้งสูงส่งและทรงอำนาจเป็นอย่างมาก
"ฉับ!!"
"ตูม!!!"
ชายหนุ่มฟาดกระบี่ลมปราณของเขาในทันใดอำนาจแห่งการทำลายล้างสำแดงพลังถึงขีดสุด! จนทำให้เกิดแรงระเบิดครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง จนแม้แต่เฟยหรงเองยังโดนแรงระเบิดจนต้องถอยหลังออกมาหลายสิบเก้า
"สำเร็จไหม!!"เฟยหรงกล่าวขึ้นในทันใดสายตาจับจ้องไปที่กำแพงวายุที่ตอนนี้กลายเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ แต่กลับค่อยๆสมานตัวเองอย่างช้าๆแต่มีหรือที่ชายหนุ่มจะปล่อยให้มันทำได้ เฟยหรงรีบพุ่งเข้าไปในทันทีเพียงเสิ้ยววินาทีก่อนที่มันจะสมานตัวเสร็จชายหนุ่มก็เข้ามาด้านในเป็นที่เรียบร้อย
"แห๊กๆๆบ้าจริงยุ่งยากกว่าบัลลังก์อื่นซะอีก อย่าทำให้ข้าผิดหวังแล้วกันนะ"เฟยหรงลุกขึ้นมาในทันทีการโจมตีเมื่อครู่นี้ใช้พลังปราณมังกรไปถึงเจ็ดส่วนด้วยกัน และนั่นนับว่ามากมายมหาศาลมากเลยทีเดียว
เมื่อข้ามกำแพงวายุคลั่งมาแล้วบรรยากาศทุกอย่างก็พลันเปลี่ยนไปจากเคยเป็นพายุขนาดมหึมานับร้อยก็กลับกลายเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ว่างเปล่าไม่มีอะไร แต่เมื่อเฟยหรงเดินไปเรื่อยๆเบื้องหน้าของเขากลับมีบัลลังก์แห่งราชันสีเขียวมรกตตั้งอยู่พร้อมด้วยเสิ้ยววิญญานของผู้ถือครองรุ่นก่อนซึ่งเป็นชายผมสีเขียวมรกตเช่นกันดูๆแล้วช่างคล้ายกับคนในตระกูลหยุนไม่มีผิด
"ยินดีต้อนรับ ผู้ทดสอบบัลลังก์ หวังว่าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ"ชายหนุ่มนั่งเท้าคางพร้อมกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เฟยหรงเมื่อเห็นดังนั้นเขาก็ไม่รอช้าผสานมือคาราวะอีกฝ่ายในทันที
"ผู้เยาว์คาราวะท่านเจ้าบัลลังก์ขอรับ"
"ฮ่าๆๆเจ้าหนุ่ม เจ้าโดดเด่นมากเลยทีเดียว อายุเพียงเท่านี้กลับได้ถือครองพลังอันยิ่งใหญต้องมากมาย หอคอยปริศนา บัลลังก์ราชันสามชิ้น กายและเส้นลมปราณของมังกร อีกทั้งยังมีวงแหวนเทพประทานอีกเจ้ดวง ช่างเป็นคนที่มีทั้งโชควาสนาและพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่จริงๆ .........โอ้ แถมยังมีสายเลือดแห่งเทพสมุทรเต็มสิบส่วนอีกด้วย เจ้าหนูเพียงเท่านี้เจ้าก็จะพลิกโลกด้วยมือเดียวได้อยู่แล้วยังต้องการบัลลังก์ราชันเพิ่มอีกหรือ"เจ้าบัลลังก์กล่าวขึ้นพร้อมกับคำถาม ภายในห้องนี้เขาสามารถตรวจสอบทุกสิ่งอย่างของผู้สืบทอดได้จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่เขาจะรุ้เรื่องของเฟยหรงอย่างละเอียดมากมายขนาดนี้
"ย่อมต้องการขอรับ ข้าบอกตามตรงข้าเองก็ไม่ได้สนใจในพลังอะไรมากมายเช่นนี้เพียงแต่โลกนี้มันขับเคลื่อนด้วยความแข็งแกร่ง หากข้าต้องการที่จะปกป้องครอบครัว ความแข็งแกร่งนั้นเป็นสิ่งจำเป็น อีกทั้งความแข็งแกร่งที่ข้าไฝ่หานั้นไม่ได้หามาเพื่อไประรานใครข้าเพียงอยากได้มันไว้เพื่อใช้ปกป้องครอบครัวของข้ามันก็เท่านั้น"เฟยหรงกล่าวตอบอย่างฉะฉานและจริงใจ ไอ้คำพูดสวยหรูที่บอกว่าจะนำความแข็งแกร่งไปปกป้องทุกคนเฟยหรงไม่มีวันพูดออกมาอย่างเด็ดขาด เพราะเขาจะไม่มีวันพูดในสิ่งที่ตนเองทำไม่ได้ แม้จะเก่งกล้าเพียงใดชายหนุ่มก็จะให้ความสำคัญกับครอบครัวของเขาก่อนเสมออย่างแน่นอน
"อืม ต้องยอมรับว่าแม้คำตอบของเจ้าจะดูเห็นแก่ตัวไปบ้างแต่มันเป็นความจริง อย่าว่าแต่คนๆเดียวเลยแม้แต่พวกข้าทั้งเก้าคนเองก็ไม่สามารถปกป้องทุกชีวิตในจักรวาลได้ และการที่เจ้าให้ความสำคัญกับครอบครัวก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด เจ้าหนูในฐานะของเจ้าบัลลังก์ข้ายอมรับเจ้า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าบัลลังก์ราชันจะยอมรับเพราะฉะนั้นมาเถอะ จงมาพิสูจน์ตัวเองว่าเจ้าคู่ควร"เจ้าบัลลังก์ลุกขึ้นจากบัลลังก์และผายมือไปที่บัลลังก์
เฟยหรงทำสีหน้าจริงจังและมุ่งมั่นและค่อยๆก้าวเดินไปที่บัลลังก์ในทันที ยิ่งเขาก้าวเดินไปใกล้ๆนั้นเบื้องหน้าที่เป็นบัลลังก์ราชันกลับเป็นวิหคตัวใหญ่มหึมาที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยพายุสีเขียว
เฟยหรงเมื่อเห็นภาพตรงหน้าชายหนุ่มก็ไม่ได้หวั่นเกรงอะไรเนื่องจากตัวเขาเคยเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้หลายต่อหลายครั้งแล้ว
ชายหนุ่มก้าวเดินอย่างมั่นคงในที่สุดก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าของวิหคตัวใหญ่นั้น แรงกดดันและเจตนาสังหารอันคมกริบของบัลลังก์ราชันแผ่พุ่งมาที่เขาในทันที กายเทพมังกรนิรันทร์การเองก็ปกคลุมร่างชายหนุ่มโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันการคุกคามจากบัลลังก์ราชัน
เฟยหรงนำมือไปเตะของตัวของมันอย่างง่ายดายจนมันกลับกลายเป็นบัลลังก์ตามเดิม ภาพนี้สร้างความพิศวงให้แกเจ้าบัลลังก์คนก่อนไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องจากบัลลังก์ราชันมันถูกสยบได้ง่ายดายเกินไป หากเป็นตัวเขาเมื่อก่อนกว่าจะไม่ถึงจุดนั้นได้ร่างกายก็เต็มไปด้วยเลือดที่ไหลย้อมไปทั่วทั้งตัว
"ยินดีต้อนรับ บัลลังก์ราชันแห่งเมฆา"เฟยหรงกล่าวจบเขาก็นั่งลงไปที่บัลลังก์ในทันที มงกุฎสีเขียวอ่อนปรากฏขึ้นมาบนหัวของชายหนุ่มเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับบัลลังก์ราชันที่แผ่อำนาจของมันออกมาอย่างไม่ขาดสาย