บทที่ 6 พวกเดียวกันในหมู่คนประหลาด
จีเหยียนมองใบไม้ที่เหี่ยวเฉาในกระถางริมหน้าต่างแล้วพูดว่า “เธอจะมองว่าฉันเป็พวกมีพลังพิเศษก็ได้ ยังไงเธอก็เป็คนช่วยชีวิตฉันไว้ ฉันอยากช่วยเธอบ้างก็ไม่แปลก ไม่ต้องระแวงขนาดนั้นหรอก การที่เธอรู้สึกขาดความปลอดภัยก็เป็เื่ปกติ ถึงฉันจะมองออกหมดว่าเธอคิดอะไรอยู่ก็เถอะ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไม่เอาไปบอกใครหรอก”
พอเฟิงซินจื่อฟังคำพูดที่ไม่น่าเชื่อถือของจีเยี่ยนก็ตอบไปว่า “ฉันไม่เชื่อหรอก...คนที่ไว้ใจได้ไม่มีอยู่จริง ความไว้ใจมีไว้เพื่อให้หักหลังกันทั้งนั้น”
จีเหยียนทรุดตัวลงนอนบนโซฟา ในตอนที่หยิบแอปเปิ้ลขึ้นมา พอนึกขึ้นได้ก็รีบวางกลับที่เดิมทันที
แล้วพูดว่า “อืม? ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ? โดนเพื่อนสนิทหักหลังมางั้นเหรอ? ถ้าแบบนั้นก็คงน่าสงสารไม่เบาเลยนะ”
เฟิงซินจื่อ “ก็ประมาณนั้นแหละ...ความจริงก็เคยเป็เพื่อนสนิทกัน แต่สุดท้ายพอถึงได้รู้ว่าที่เข้าหาก็เพราะพี่ชายฉัน พอรู้ว่าฉันไม่มีตัวตนอะไรในบ้าน ไม่มีประโยชน์อะไร ก็เริ่มปล่อยข่าวลือใส่ฉัน...พอฉันรู้เื่เข้า ก็โมโหเลยไปถามเธอตรงๆ เลยพึ่งรู้ว่าทุกคนอยู่ข้างเธอกันหมด เพราะฉันเป็เด็กเรียนไม่ได้เื่ ไม่มีใครคิดจะเชื่อ ส่วนเธอเป็เด็กเรียนดีอันดับต้นๆ...จากนั้นฉันก็ถูกเมิน...คนรอบตัวก็เริ่มหายไปทีละคน...แล้วพอพ่อแม่รู้เื่ก็ตีฉันยกใหญ่...ตอนนั้นแหละฉันถึงได้เข้าใจแล้วว่า พวกเขาตั้งใจจะทำอะไร...แล้ววันนี้ฉันก็เพิ่งจะบรรลุนิติภาวะ พวกเขาเลยโยนฉันทิ้ง เหมือนขยะที่ไม่มีใคร้า”
จีเหยียนฟังเื่ทั้งหมดแล้วพูดว่า “แบบนั้นก็น่าสงสารจริงๆ แหละ แล้วเธอเคยคิดอยากจะแก้แค้นพวกเขาบ้างไหม?”
เฟิงซินจื่อ “แก้แค้นเหรอ...ฉันไม่มีปัญญาจะทำแบบนั้นหรอก แถมฉันก็ี้เีจะทำด้วย แก้แค้นไปก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไร แล้วก็...ตอนนี้ก็โอเคดีนะ ฉันชินกับการอยู่คนเดียวแล้ว”
‘ชินกับการอยู่คนเดียว’แทบจะเป็คำพูดของคนที่โดดเดี่ยวทุกคน แต่สุดท้าย “การอยู่คนเดียว” ก็ยังคงเป็ “การอยู่คนเดียว” ถูกคนอื่นทอดทิ้งจนจำใจต้องอยู่คนเดียว แล้วก็บอกตัวเองว่า ‘ชินแล้ว’ เป็ความจริงเหรอ
ก็แค่เหนื่อยแล้วเท่านั้นเอง…จนกลายเป็ความเคยชินในที่สุด
“อย่างงั้นสินะ...ฉันจะขอพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว เธอคงไม่มีปัญหานะ?”
เฟิงซินจื่อ “ไม่มีหรอก ถ้าเธอจ่ายค่าเช่าไหวน่ะ เดือนละห้าพัน”
จีเหยียนพอได้ยินก็ถึงกับมือไม้อ่อน “หา!? แพงไปมั้ย พี่สาว!”
เฟิงซินจื่อ “ขอโทษนะ ฉันอายุแค่ 18 ไม่มีรายได้อะไรด้วย เลี้ยงตัวเองยังยาก นี่ยังมีอีกคนในบ้านอีก จะจ่ายก็จ่าย ไม่จ่ายก็ออกไป เลือกเอาเอง”
การเจอคนแบบนี้ครั้งแรก จีเหยียนยังถึงกับรู้สึกปวดกระเพาะ จะว่าไปท้องก็เริ่มปวดแล้วจริงๆ
ยังไงก็เถอะ เฟิงซินจื่อที่ถูกครอบครัวทอดทิ้ง ไม่มีเพื่อน ไม่มีใครสนใจไยดี มุมมองย่อมผิดเพี้ยนไปบ้าง และดูจะยึดติดกับความจริงจังในโลกความเป็จริง ไม่มีความคิดเพ้อฝันเหมือนเด็กสาววัยเดียวกัน
“ก็ได้ๆ...ว่าแต่ ฉันว่าท้องฉันเริ่มปวดละ ขอใช้ห้องน้ำหน่อย”
เฟิงซินจื่อชี้ไปทางซ้าย “ห้องน้ำอยู่ทางนั้น”
“ขอบใจ” พูดจบก็รีบวิ่งเข้าห้องน้ำทันที
เฟิงซินจื่อถอนหายใจยาว “เฮ้อ…แบบนี้คงต้องเริ่มคิดเื่การใช้ชีวิตแบบจริงจังแล้วสินะ…เทอมนี้ก็ใกล้จะจบแล้ว ยังต้องเตรียมค่าเทอมเทอมหน้า แล้วยังมีค่าครองชีพอีก…”
โชคดีที่ก่อนหน้านี้ยังพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง
ในขณะเดียวกัน ที่ร้านเน็ตซึ่งไป๋อิงกำลังนั่งเล่นเกมอยู่ พอบังเอิญหันไปเห็นเวลา เขาก็นึกถึงเื่ร้ายแรงบางอย่างขึ้นได้ เดี๋ยวนะ เวลา…เหมือนไม่ค่อยถูกต้อง…เมื่อสิบปีก่อนคือปี 2008 ตอนนั้นเฟิงซินจื่ออายุ 20 แต่ตอนนี้เฟิงซินจื่อเพิ่งอายุ 18…แปลว่าตอนนี้คือปี 2006 น่ะสิ! ฉันเร่งเวลาเร็วเกินไปแล้วเหรอ?!
ไม่นะ…แบบนี้ต้องไปถามไอ้หนูอันหยู่แล้วสิ
“อันหยู่ ทางนั้นมีอะไรผิดปกติมั้ย?”
อันหยู่ที่นั่งอยู่บนรถเข็น เล่นเกมสบายๆ อยู่ พอได้รับข้อความจากไป๋อิงก็เปิดอ่านทันที
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นายไปก่อเื่อะไรไว้อีกล่ะ?”
“ไม่มี”
อันหยู่มองข้อความสั้นๆ จากไป๋อิงสองคำ แล้วก็รู้สึกว่ายังไงก็ไม่น่าไว้ใจอยู่ดี แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ เพราะถึงจะถามไป ถ้าไป๋อิงก่อเื่ขึ้นมาจริงก็ไม่มีทางยอมรับอยู่ดี อีกอย่างที่นี่ก็ยังมีหนังสือบันทึกทุกเหตุการณ์อยู่ จะตรวจสอบเองก็ได้อยู่แล้ว และถ้าไป๋อิงทำอะไรไว้จริงๆ ทางนี้ก็ต้องได้รับผลกระทบแน่นอนอยู่ดี
ไป๋อิงมองดูหน้าจอที่ไร้ข้อความตอบกลับจากอันหยู่ "เฮ้อ…ดูท่าเ้าหนูอันหยู่คงจะรู้เข้าแล้วสินะว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้มันปี 2006…งั้นฉันต้องอยู่ที่นี่อีกสองปีสิ?"
พอคิดมาถึงตรงนี้ ไป๋อิงก็ถือโอกาสถือซะว่าเป็"วันหยุดพักร้อน" ไปเลย แล้วก็นั่งเล่นเกมต่ออย่างร่าเริงไม่มีความกังวลใดๆ
“ช่างมันก่อน! เล่นเกมก่อนดีกว่า!”
เวลา: อดีต ปี 2018 — ไม่กี่เดือนก่อน
ซูิเจี๋ยรับลูกบาสเกตบอลที่เพื่อนส่งมาให้ได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะพุ่งหลบการขัดขวางจากนักเรียนฝ่ายตรงข้ามอย่างคล่องแคล่ว แล้วะโขึ้นในจังหวะสุดท้าย
"เฮ้!"
แล้วก็กระแทกลูกบาสลงห่วงด้วยการดังค์ เสียงเชียร์จากนักเรียนหญิงที่ยืนดูอยู่ข้างสนามดังลั่น
“กรี๊ดดดด!!”
“เข้าแล้ว ! เท่สุดๆ ไปเลย!”
“เทพบาสโรงเรียนของชั้นเลย!”
“รุ่นพี่ิเจี๋ยค่ะ!”
เพื่อนร่วมทีมพากันวิ่งเข้าหาซูิเจี๋ยหลังจากที่เขาทำสแลมดังค์ได้สำเร็จ
“ซูิเจี๋ย วันนี้ฟอร์มดีเป็พิเศษเลยนะ!”
“ใช่เลย อารมณ์ดีเป็พิเศษเลยนี่นา เจอเื่ดีๆ อะไรมารึเปล่า?”
ซูิเจี๋ยนั่งลงบนม้านั่งยาว หยิบผ้าขนหนูขึ้นมาเช็ดเหงื่อบนใบหน้า “ไม่มีอะไรแบบนั้นหรอก วันนี้แค่เล่นเข้าขากันดีน่ะ ถ้าไม่ส่งดี ฉันก็คงดังค์ไม่ได้หรอก”
“ดูพูดเข้าสิ นายเนี่ยปากหวานเป็บ้าเลย”
“ใช่ที่ไหน ?”
“ซูิเจี๋ย พวกฉันกลับก่อนนะ เจอกันเทอมหน้า!”
ซูิเจี๋ยยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบ “แล้วเจอกัน”
พอเพื่อนๆ เดินจากไปหมดแล้ว รอยยิ้มของเขาก็หายไปทันที แววตาเปลี่ยนเป็สีหน้ารำคาญ มองตามหลังพวกนั้น
น่าเบื่อจริงๆ…
“เอ่อ…รุ่นพี่ิเจี๋ย…”
ซูิเจี๋ยได้ยินเสียงเรียกชื่อเขา เลยบิดขวดน้ำแร่เปิดดื่มแล้วหันไปมอง เขาจำผู้หญิงคนนั้นได้ทันที เธอคือดาวโรงเรียนที่ทั้งหน้าตาดีและเรียนเก่ง แถมวันนี้ดูเหมือนจะตั้งใจแต่งตัวมาเป็พิเศษอีกต่างหาก ท่าทางที่เธอแสดงออกก็ชัดเจน ทั้งความเขินอาย แววตาใสซื่อ และท่าทางเรียบร้อยแบบเด็กสาวไร้เดียงสา แต่อีกฝ่ายก็ “เล่นบทสาวน้อยแสนบริสุทธิ์” เกินจริงไปหน่อย
ซูิเจี๋ยยิ้มและตอบไปอย่างสุภาพ “มีอะไรให้ช่วยไหม?”
ดาวโรงเรียนที่ชื่อเจียงลี่ถึงกับมีสีหน้าเขินอายเล็กน้อย “สวัสดีค่ะรุ่นพี่ิเจี๋ย ฉันชื่อเจียงลี่ คือว่าฉันมีหนังสือเยอะมาก เลยยกคนเดียวไม่ไหว รุ่นพี่พอจะช่วยยกไปส่งที่ห้องสมุดให้หน่อยได้ไหมคะ?”
ซูิเจี๋ยสะพายกระเป๋า “ได้สิ ไปกันเถอะ”
พอได้ยินคำตอบ เจียงลี่ก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ “ขอบคุณมากเลยนะคะ รุ่นพี่ิเจี๋ย!”
“รุ่นพี่ิเจี๋ยชอบเล่นบาสเหรอคะ? หนูผ่านสนามทีไร ก็มักจะเห็นพี่เล่นอยู่กับเพื่อนๆ ตลอดเลย”
“บาสน่ะเหรอ? จะว่าไปก็ไม่ได้ถึงกับชอบเป็พิเศษหรอก ถือว่าเป็การออกกำลังกาย ไว้คลายเครียด แถมั้แ่เข้ามหาลัยมาก็ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายแล้วด้วย”
“จะว่าไปก็จริงเหมือนกัน…แล้วปกติรุ่นพี่ิเจี๋ยชอบทานอะไรเหรอคะ?”
“ฉันเหรอ? เื่กินไม่เื่มากหรอก ขอแค่กินได้ก็พอ แล้วเธอล่ะ?”
ซูิเจี๋ยและเจียงลี่คุยกันเรื่อย ๆ จนเดินมาถึงหน้าห้องเรียนของเจียงลี่ อย่างที่เธอบอกไว้ มีหนังสือเยอะมากจริง ๆ มากเกินกว่าผู้หญิงคนเดียวจะถือไหว
ซูิเจี๋ยไม่พูดอะไรมาก หยิบหนังสือกองใหญ่ขึ้นมาทั้งหมด ทิ้งให้เจียงลี่ถือแค่ไม่กี่เล่ม
เจียงลี่ปัดผมหน้าม้าของเธอเล็กน้อย ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ฉันเหรอ…ฉันก็ชอบกินพวกผักน่ะค่ะ ไม่ค่อยกินเนื้อเท่าไหร่ ว่าแต่…รุ่นพี่ิเจี๋ย ก่อนหน้านี้ฉันเห็นพี่ชอบนั่งดูอะไรเงียบๆ คนเดียวอยู่บ่อยๆ พี่กำลังดูอะไรเหรอคะ?” เธอถามด้วยความระมัดระวัง
ซูิเจี๋ยพอได้ยินก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างสุภาพแล้วตอบกลับ “ก็ไม่มีอะไรหรอก…ก็พวกจดหมายที่แม่ฉันส่งมาน่ะ เป็ห่วงลูกชายก็เลยเขียนมาเรื่อยๆ”
“อย่างนี้นี่เอง…คุณแม่ของรุ่นพี่ต้องรักพี่มากแน่ๆ เลย ได้ยินมาว่าพ่อแม่ของรุ่นพี่เป็คนทำงานเก่งกันทั้งคู่ ไม่คิดว่าจะยังมีเวลาเขียนจดหมายอีก”
ทั้งสองคุยกันไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ตัวว่าเดินมาถึงห้องสมุดแล้ว ซูิเจี๋ยวางกองหนังสือที่ถือมาลงตรงที่จัดวางเรียบร้อย สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับหนังสือปกดำเล่มหนึ่งที่ไม่มีแม้แต่ชื่อบนปก
หนังสืออะไรเนี่ยไม่เห็นมีเขียนบอกไว้เลย น่าสงสัยจัง…
เจียงลี่ที่เพิ่งเดินออกมาจากมุมที่เก็บหนังสือเสร็จ เห็นซูิเจี๋ยกำลังจ้องมองหนังสือเล่มสีดำอยู่ “รุ่นพี่ิเจี๋ยดูอะไรอยู่เหรอคะ?”
ซูิเจี๋ยได้ยินก็รีบวางหนังสือเล่มนั้นลงทันที “ไม่มีอะไรหรอก เจียงลี่ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว ฉันขอตัวกลับหอพักไปจัดของก่อนนะ”
“งั้นเหรอคะ…ไว้เจอกันนะคะ รุ่นพี่ิเจี๋ย”
เจียงลี่ยืนมองแผ่นหลังของซูิเจี๋ยที่เดินจากไป ก่อนจะหันไปมองหนังสือปกดำเล่มนั้นอีกครั้ง แล้วจึงค่อยๆ ปิดประตูห้องสมุดแล้วเดินจากไป…
ซูิเจี๋ยยืนอยู่ที่ระเบียง มองดูเจียงลี่เดินจากไป เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ด้วยน้ำเสียงเ็า “ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอไงเนี่ย? ต้องใส่หน้ากากตีหน้าซื่อที่น่าขยะแขยงแบบนั้นอยู่ทั้งวัน…น่ารำคาญจริง…”
ซูิเจี๋ยหันหลังกลับ ปิดประตูห้องพัก จากนั้นก็เดินออกจากมหาวิทยาลัย
ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ฉันคงไม่อยากกลับไปบ้านนั้นหรอก น่ารังเกียจชะมัด
ท้องฟ้ามืดครึ้ม อากาศหนาวะเื เป็ฤดูหนาวที่เงียบเหงา
ซูิเจี๋ยดึงผ้าพันคอแน่นขึ้น เดินตามความทรงจำไปตามทาง เขาเดินผ่านบ้านที่คุ้นตาแต่กลับรู้สึกแปลกแยกอย่างน่าประหลาด ก่อนจะหยุดที่บ้านหลังหนึ่ง เมื่อเปิดตู้จดหมาย เขาก็พบจดหมายหลายฉบับวางรออยู่ ใบหน้าที่เคร่งขรึมของเขาเปลี่ยนเป็รอยยิ้มจางๆ แล้วค่อยๆ เก็บจดหมายพวกนั้นอย่างระมัดระวัง ลงในกระเป๋าเสื้อ ก่อนเดินเข้าบ้านที่เย็นเยียบราวกับไร้ชีวิตชีวา
หลังถอดผ้าพันคอและเปลี่ยนเป็รองเท้าแตะ เขาก็ไม่ได้สนใจสภาพเงียบเหงาของบ้านเลยแม้แต่น้อย กลับตรงไปยังห้องของตัวเอง พร้อมกับลากกระเป๋าเดินทางเข้าไป เขาเปิดจดหมายทีละฉบับ อ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ และแล้ว…เสียงหัวเราะถึงกับหลุดออกมา มันไม่ใช่รอยยิ้มที่เป็หน้ากาก แต่เป็รอยยิ้มที่แท้จริง รอยยิ้มที่เขามีเพียงตอนที่ได้อ่านจดหมายพวกนี้เท่านั้น
“ยังเหมือนเดิมจริงๆ…โง่เหมือนเมื่อก่อนเลย…ไม่เคยเปลี่ยนไปสักนิด”
เวลา: อดีต ปี 2008
เฟิงซินจื่อที่กำลังดูจดหมายในมือ จ้องที่ชื่อผู้ส่ง จดหมายจากซูิเจี๋ยที่ถูกส่งมาจากอนาคต เธอหลุดหัวเราะเบา ๆ พลางพูดกับตัวเอง “นายต่างหากที่โง่…”
จีเหยียนที่นั่งอยู่บนขั้นบันไดด้านหลัง มองไปยังเฟิงซินจื่อที่ยืนอยู่หน้าตู้ไปรษณีย์ด้วยสายตาปลง ๆ แล้วพึมพำล้อเลียนว่า "เฮ้อ…ลูกสาวโตแล้วสิ คุมไม่อยู่แล้วล่ะ มีแฟนแล้วด้วยสินะ”
่เวลา:ปี 2018 เมื่อไม่กี่เดือนก่อน
ยามค่ำคืนมาเยือน ห้องสมุดอันเงียบสงัดไร้ผู้คน ลมเย็นพัดผ่าน ทันใดนั้น ไป๋อิงก็โผล่ขึ้นในห้องสมุด เขาหยิบหนังสือสีดำเล่มหนึ่งซึ่งไม่มีชื่อเล่มหนึ่งขึ้น
“หาเจอแล้ว อยู่ที่นี่เอง อีกครึ่งเล่มของหนังสือ”