ดวงตาคู่นั้นดูองอาจยิ่งนัก ั์ตาดำขลับเป็ประกายราวกับมีหมู่ดาวซ่อนอยู่ภายใน
เขาใช้สองมือยันกายลุกขึ้นนั่งพลางขมวดคิ้ว กวาดสายตามองสำรวจไปรอบด้าน พร้อมกับนึกทบทวนเื่ราวก่อนที่จะถูกพิษจนหมดสติ
เขาพบเจอกับโจรูเาระหว่างทางเข้าเมืองหลวง จำได้ลาง ๆ ว่าถูกทหารกลุ่มหนึ่งที่ผ่านมาช่วยเอาไว้...
หลังจากนั้นก็หมดสติไป เื่ราวระหว่างนั้นเขาจำอะไรไม่ได้เลย จนกระทั่งเมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ถึงเพิ่งจะได้สติแจ่มใสขึ้นมาบ้าง และเริ่มได้ยินเสียงพูดคุยของคนข้างกาย
เมื่อนึกถึงบทสนทนาที่ได้ยินเมื่อครู่ สีหน้าของเด็กหนุ่มก็อดมืดครึ้มลงไม่ได้
คนบ้านนี้ถึงกับจะเอาเขามาแต่งงานแก้เคล็ด!
อีกทั้งน้ำเสียงยังฟังดูจู้จี้เื่มาก ซ้ำยังบอกอีกว่าหากวันหน้าไม่พอใจ ก็สามารถหย่าสามีทิ้งได้เลย...
คุยโวโอ้อวดไม่อายปากถึงเพียงนี้ ที่บ้านมีฐานะเช่นไรกันแน่
เด็กหนุ่มคิดจะลงจากเตียง ทว่าชั่วขณะนั้นกลับรวบรวมเรี่ยวแรงไม่ได้
เวลานั้นเอง ด้านนอกพลันมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น เป็บ่าวชราผู้หนึ่งเดินนำท่านหมอที่หิ้วลังยาเข้ามา
เมื่อเห็นเขาฟื้นแล้ว บ่าวชราผู้นั้นก็ดีใจเป็อย่างยิ่ง
ทว่าความดีใจนั้น เห็นได้ชัดว่าไม่ได้บริสุทธิ์ใจนัก
เด็กหนุ่มข่มความรู้สึกซับซ้อนในใจลง เอ่ยถามออกไปว่า "ขอเรียนถาม ที่นี่คือจวนตระกูลใดหรือ"
"ที่นี่คือจวนเจิ้นกั๋วกง นายท่านผู้เฒ่าของพวกเราก็คือเจิ้นกั๋วกงคนปัจจุบัน" บนใบหน้าของบ่าวชราแฝงแววภาคภูมิใจราวกับได้รับเกียรติยศนั้นด้วยตนเอง
เด็กหนุ่มชะงักไป
จวนเจิ้นกั๋วกงหรือ?
ที่แท้ก็เป็เจิ้นกั๋วกงที่บังเอิญช่วยเขาเอาไว้ระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวงหลังจากชนะศึกงั้นหรือ
หลังจากท่านหมอตรวจชีพจรเสร็จ ก็บอกเพียงว่าพิษที่หลงเหลืออยู่ถูกขับออกไปจนเกือบหมดแล้ว เพียงแค่กินยาต่อไปแล้วพักฟื้นอีกสักสิบวันถึงครึ่งเดือนก็จะหายเป็ปกติ
หลังจากท่านหมอจากไป บ่าวชราก็รินน้ำส่งให้ถ้วยหนึ่ง พลางยิ้มเอ่ยกับเด็กหนุ่มว่า "เวลานี้คุณชายเพียงแค่พักฟื้นร่างกายให้สบายใจเถิด ไม่ต้องใไป การที่มีวาสนาเช่นนี้นับเป็โชคดีและเป็บุญวาสนาของคุณชายแล้ว"
เด็กหนุ่ม ‘...น้ำเสียงและท่าทางที่ราวกับแม่เล้าในหอคณิกากำลังเกลี้ยกล่อมหญิงงามที่ถูกผู้สูงศักดิ์หมายตานี่ มันคือสภาพจิตใจแบบใดกัน?’
เขาไม่ได้เอ่ยปากไต่ถามอะไรให้มากความ เพียงกล่าวว่า "รบกวนช่วยถ่ายทอดคำพูดประโยคหนึ่งแก่เจิ้นกั๋วกง ข้าอยากจะขอเข้าไปขอบคุณท่านต่อหน้า"
เื่ไหนก็ส่วนเื่นั้น การได้รับบุญคุณช่วยชีวิตเป็ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
บ่าวชราพยักหน้ารับคำด้วยความปลาบปลื้มใจ
เมื่อรู้สึกตงิด ๆ ว่าอีกฝ่ายน่าจะเข้าใจความหมายของการอยากไปขอบคุณผิดไป เด็กหนุ่มจึงตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
ภายในโถงด้านหน้าของเรือนซีหยวน สวี่ิอี้สวมกอดเจิ้นกั๋วกงเอาไว้แน่น
นายท่านผู้เฒ่ารู้สึกปลาบปลื้มระคนใ ลูบหลังหลานสาวพลางปลอบประโลมอยู่ครู่ใหญ่
"เจาเจาของข้าป่วยมานานถึงเพียงนี้ คงทรมานแย่เลย... เป็เพราะปู่กลับมาช้าไป ทำให้เจาเจาต้องน้อยใจแล้ว"
เทพาเฒ่าผู้เกรียงไกรแห่งแคว้นต้าชิ่ง แม่ทัพใหญ่ที่เพียงแค่ได้ยินชื่อ ศัตรูในสนามรบก็พาขวัญหนีดีฝ่อ เวลานี้กลับเอ่ยปากพูดจาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแ่เบา ซ้ำพอยิ่งพูดก็ยิ่งอดปวดใจจนขอบตาแดงก่ำไม่ได้
ขณะที่หัวใจของนายท่านผู้เฒ่าปวดร้าวแทบจะแตกสลาย เขาก็กวาดสายตามองไปยังสวี่จิ้นและคนอื่น ๆ ที่อยู่ด้านข้าง
ภายในสายตาเต็มไปด้วยความตำหนิติเตียนและไม่พอใจ
ดูสิว่าคนพวกนี้ปล่อยให้หลานสาวของเขาน้อยเนื้อต่ำใจจนกลายเป็สภาพใดแล้ว พอเห็นหน้าปู่ก็โผเข้ามากอด หลังจากหลานสาวอายุเกินสิบขวบก็ไม่เคยกอดเขาเช่นนี้อีกเลย... ดูท่าแล้วภายในใจของเจาเจา คงมีเพียงปู่เช่นเขาเท่านั้นกระมังที่เป็ที่พึ่งพิงได้มากที่สุดในบ้าน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ นายท่านผู้เฒ่าก็รู้สึกทั้งปวดใจและภูมิใจอย่างผิดเวล่ำเวลาอยู่บ้าง
สวี่จิ้น สวี่อวิ๋น สวี่ิสือ และชุยซื่อ ซึ่งล้วนถูกสวี่ิอี้แจกจ่ายอ้อมกอดให้อย่างถ้วนหน้ากันมาหมดแล้ว ต่างก็พร้อมใจกันไม่ทำลายภาพฝันอันแสนงดงามของนายท่านผู้เฒ่า ที่คิดไปเองว่าตนได้รับความโปรดปรานอยู่เพียงผู้เดียว
สวี่ิอี้สวมกอดชายชราเอาไว้ หัวใจที่ล่องลอยเคว้งคว้างมาหลายวันราวกับค่อย ๆ สงบนิ่งลง ทว่ากลับเกิดความรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา
นางไม่ได้พบหน้าท่านปู่มานานเกินไปแล้ว
หลายปีมานี้ นางมักจะนึกสงสัยอยู่เสมอว่าครั้งสุดท้ายที่ได้พบหน้าท่านปู่เป็สถานการณ์เช่นไร นางพูดคุยอะไรกับท่านปู่บ้าง เวลานั้นท่านปู่ที่อาจจะล่วงรู้ล่วงหน้าแล้วว่าตระกูลสวี่กำลังจะเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ กำลังใช้สายตาแบบใดมองดูนางที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเลย
แต่นางกลับนึกอะไรไม่ออกเลย
ตอนนั้นนางเพิ่งจะแต่งเข้าจวนติ้งหนานอ๋อง อาการหลับใหลผิดปกติยังไม่ได้รับการรักษาจนหายดี จึงไม่มีกะจิตกะใจจะไปใส่ใจเื่อื่นมากนัก
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ นางไม่รู้ตัวเลยว่านั่นจะเป็ครั้งสุดท้ายที่ได้พบกับท่านปู่
คำว่า 'ครั้งสุดท้าย' มากมายในชีวิตคนเรามักจะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว ตัวอย่างเช่น วันหนึ่งที่คนในครอบครัวอุ้มเราในวัยเด็กขึ้นมา พอวางลงก็กลายเป็ครั้งสุดท้ายที่อุ้ม และในเวลานั้น ทุกคนรวมถึงตัวเราเอง ต่างก็ไม่ทันตระหนักเลยว่านั่นคือครั้งสุดท้ายที่พวกเขาจะได้อุ้มเรา
นางเองก็จำไม่ได้ว่ากอดครอบครัวครั้งสุดท้ายเมื่อใด รู้เพียงแต่ว่าความรู้สึกนั้นเป็สิ่งที่ทำให้นางอุ่นใจที่สุดในใต้หล้า
นางเฝ้าฝันอยากจะกอดพวกเขาสักครั้ง เวลานี้ในที่สุดก็สมดั่งใจปรารถนา ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนนี่จะไม่ใช่ความฝัน...
ความคิดเพ้อฝันในใจค่อย ๆ ได้รับการพิสูจน์ทีละน้อย สวี่ิอี้เงยหน้าขึ้นจากอ้อมกอดของนายท่านผู้เฒ่า ภายในแววตาไร้ซึ่งหยาดน้ำตาอีกต่อไป นางแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า "ท่านปู่ เจาเจาไม่รู้สึกน้อยใจเลยเ้าค่ะ"
ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ นางล้วนเป็คนที่ถูกทะนุถนอมปกป้องมาตลอด จนกระทั่งตัวตายก็ไม่เคยรู้สึกคับข้องหมองใจเลยแม้แต่นิดเดียว
"ใช่แล้ว ไม่น้อยใจ วันนี้เป็วันเกิดของเ้า ไม่พูดเื่ระคายหูพวกนั้นแล้ว" นายท่านผู้เฒ่ายิ้มพลางนั่งลง แล้วกล่าวว่า "ปู่นำของขวัญวันเกิดชิ้นหนึ่งกลับมาให้เ้าด้วย"
สวี่ิอี้ถูกชุยซื่อดึงตัวให้นั่งลงข้างกายเช่นกัน พอได้ยินประโยคนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันฝืนเฝื่อนขึ้นมาทันที
นางไม่อยากแสร้งโง่พูดจาอ้อมค้อม "ที่ท่านปู่หมายถึง คงไม่ใช่คุณชายที่อยู่เรือนส่วนหน้าผู้นั้นกระมังเ้าคะ"
"ใช่ ๆ เขานั่นแหละ ดูเหมือนเจาเจาจะได้ยินมาบ้างแล้วสินะ" เมื่อเห็นหลานสาวเปิดเผยตรงไปตรงมาเช่นนี้ นายท่านผู้เฒ่าจึงเล่าต่อไปว่า "ปู่เพิ่งจะพาคนกลับมา เ้าก็ฟื้นขึ้นมาพอดี นี่หมายความว่าอย่างไรเล่า คำทำนายของอาจารย์เหยาไม่ผิดพลาดเลยจริง ๆ!"
ชุยซื่อเอ่ยปากขึ้นบ้าง "แต่สะใภ้ได้ยินมาว่า เด็กหนุ่มผู้นั้นหลับไม่ได้สติมาตลอดทางเลยนะเ้าคะ..."
ปกติแล้วนางจะไม่ก้าวก่ายการตัดสินใจของพ่อสามี ทว่าเื่นี้เกี่ยวพันถึงเจาเจา ย่อมไม่เหมือนกัน
เมื่อครู่นางให้ชิงอิงไปดูที่เรือนส่วนหน้ามาแล้ว ได้ยินว่าเขามีสภาพร่อแร่ครึ่งเป็ครึ่งตาย ตกลงว่านี่ใครเป็คนแก้เคล็ดให้ใครกันแน่
หรือว่า... ต้องเอามาหักล้างแก้เคล็ดกันเองแบบนี้?
"ไม่เป็อันตรายหรอก! ระหว่างทางให้หมอตรวจดูแล้ว แค่ถูกยาสลบที่ออกฤทธิ์รุนแรงไปหน่อยเท่านั้น กรอกยาฝังเข็มมาตลอดทาง ป่านนี้น่าจะใกล้ฟื้นแล้วล่ะ"
สวี่จิ้นที่นั่งเว้นระยะห่างจากนายท่านผู้เฒ่าไปพอสมควรตามสัญชาตญาณเอ่ยถามขึ้น "แต่ถ้าเกิดว่าที่บ้านของเขามีการหมั้นหมายไว้แล้วเล่าขอรับ"
"ไม่มีเื่เช่นนั้นหรอก มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนฝังเข็ม ข้าให้ท่านหมอปักเข็มเพิ่มไปสองเล่ม ทำให้เขาฟื้นคืนสติขึ้นมาได้ครู่หนึ่ง ข้าจึงฉวยโอกาสตะล่อมถามมาหมดแล้ว!" นายท่านผู้เฒ่าตอบเสร็จก็หันไปยิ้มให้หลานสาว "เจาเจามีความคิดเห็นเช่นไร หรือว่า... ลองไปดูก่อนดีหรือไม่ว่าถูกตาต้องใจหรือเปล่า"
เมื่อมองดูสายตาที่เปี่ยมด้วยความรักใคร่และคาดหวังของท่านปู่ สวี่ิอี้ก็เหม่อลอยไปชั่วขณะ
ครั้งที่แล้ว ท่านปู่ถามนางเช่นนี้แหละ
นางไม่ได้ไปดูว่าคนผู้นั้นหน้าตาเป็เช่นไร และไม่ได้มีความคิดอะไรฟุ้งซ่าน มีเพียงความคิดเดียวคืออยากมีชีวิตรอด
ตอนนั้นนางมองเื่นี้เป็เพียงพิธีกรรมปัดเป่าภัยพิบัติจำพวก 'ขอพรขอฝน' อะไรทำนองนั้น คิดว่าผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดก็คงเป็อย่างที่ท่านปู่เกลี้ยกล่อมเอาไว้ ว่าหากทั้งสองเข้ากันไม่ได้จริง ๆ วันหน้าเพียงแค่หย่าขาดแยกย้ายกันไป จวนเจิ้นกั๋วกงเพียงแค่ชดเชยเงินทองให้มากหน่อยก็พอ... ทว่ากลับคาดไม่ถึงเลยว่า... นางจะมีชีวิตรอดมาได้จริง ๆ แต่กลับไปดวงแข็งข่มซื่อซุนแห่งจวนติ้งหนานอ๋องที่อยู่ดี ๆ เขาต้องตายไปเสียอย่างนั้น!
ตอนนั้น นางหวาดกลัวแทบแย่จริง ๆ...