ตอนที่ 19 ทดสอบเคล็ดวิชาแรก 2
เสียงต้นไม้ล้มทับกันดังลั่นภูเขา จนฝุ่นฟุ้งตลบ จนเมื่อฝุ่นเริ่มจางลง ดวงตาของเจิ้นเทียนก็เปิดกว้าง เมื่อเห็นว่าตันไม้ที่โดนตัดไม่ใช่แค่ต้นเดียว แต่ต้นไม้ที่อยู่ในแนวเดียวกันอีกสิบกว่าต้นก็โดนตัดเช่นกัน เมื่อดูตามรอยตัดที่ต้นไม้จะเห็นว่ารอยตัดนั้นเรียบกริบ “หรือว่านี่....คือการตัดสายลมในตำนาน ” เจิ้นเทียนอุทาน พลางทำสีหน้าดีใจ "ตัดสายลม" คือเทคนิคการใช้ดาบขั้นสูง สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ที่สามารถใช้ปราณได้สามารถแฝงพลังปราณกับดาบทำให้ดาบนั้นปล่อยคลื่นปราณดาบทำลายระยะไกลได้ แต่ตัดสายลมไม่จำเป็นต้องใช้ปราณในแฝงในดาบ ใช้เพียงการเข้าใจดาบเพลงดาบอย่างถ่องแท้และพลังกายที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและทรงพลัง ก็สามารถส่งผลการทำลายระยะไกลได้เช่นปราณดาบ เพียงแต่เทคนิคชั้นสูงนี้ มีน้อยคนนักที่จะก้าวไปถึงระดับนี้ได้ “ตั้งแต่ข้าได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชานี้ ดูเหมือนข้าจะเข้าใจความรู้เดิมๆมากยิ่งขึ้น หรือว่าการที่สามารถควบคุมร่างกายได้ทุกอณูจะส่งผลกับความเข้าใจของข้า” ความเข้าใจของเจิ้นเทียนที่ลึกซึ้งมากกว่าเดิมนั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงร่างกายทุกส่วน รวมถึงสมองด้วยเช่นกัน ในมนุษย์เราสมองเป็นตัวประมวลผลทำความเข้าใจกับสิ่งต่างๆ รวมถึงความทรงจำ ตอนนี้สมองของเจิ้นเทียนได้รับการพัฒนาถึงขีดสุด ไม่เพียงเข้าใจอะไรได้ง่าย แต่ยังมีความทรงจำที่ดีเยี่ยมอีกด้วย เท่ากับว่าตอนนี้เขาก็กลายเป็นอัจฉริยะแห่งยุคแล้ว ทำให้สามารถเข้าใจเทคนิคดาบขึ้นสูงได้ แม้เพียงทดลองทำครั้งแรก หากเจิ้นเทียนรู้ความเป็นมาของชุดเคล็ดวิชานี้ เขาอาจจะตกตะลึงมากกว่าเดิม เพราะในอดีตผู้ที่ฝึกได้เพียงเคล็ดขั้นแรก ก็กลายเป็นยอดยุทธ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแผ่นดิน เจิ้นเทียนเก็บความดีใจเอาไว้ จากนั้นก็เดินมาที่ถ้ำและเริ่มนั่งสมาธิฝึกฝนเคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนเพื่อให้ถึงแก่นแท้ “แม้เคล็ดวิชานี้จะมหัศจรรย์ แต่หากข้าไม่สามารถบรรลุแก่นแท้ของเมฆาแปรเปลี่ยน ข้าก็จะไม่สามารถเริ่มสร้างปราณและเคล็ดฝึกขั้นที่สองได้” “การจะบรรลุถึงแก่นแท้นั้น ข้าต้องฝึกควบคุมทุกส่วนของร่างกายพร้อมกันอย่างต่อเนื่องและห้ามหยุดเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนถึงจะสำเร็จ” “ข้ามีพละกำลังและร่างกายที่แข็งแกร่ง รวบถึงเทคนิคตัดสายลม แต่นั่นยังไม่เพียงพอสำหรับสงครามในครั้งนี้ “ “แต่การบังคับทุกส่วนของร่างกายพร้อมกันก็นับว่ายากมาก ไม่ต้องพูดถึงต้องทำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งเดือน ข้าจะสามารถฝึกสำเร็จก่อนสงครามจะเริ่มมั้ยนะ...” เจิ้นเทียนถอนหายใจ และตั้งใจฝึกฝนต่อ……….. ณ ลำธารบนภูเขา มีกวางตัวหนึ่งกำลังกินน้ำอยู่ที่ลำธารในป่าแห่งหนึ่ง กวางตัวนี้มองไปรอบด้านอยู่ตลอดเวลา ทันใดนั้นก็มีเงาร่างใหญ่โตพุ่งตรงเข้ามาหามัน “โฮกกก!!...” เสียงครามลั่นป่า พร้อมร่างเสือโคร่งตัวใหญ่ ร่างยาวกว่าสองจั้ง พุ่งเข้ากัดที่คอของกวางตัวนั้น กวางหนุ่มพยายามดิ้นรนสักพัก จากนั้นก็แน่นิ่ง เสือโคร่งจึงหันหลังกลับและคาบกวางหนุ่มหมายเดินทางกลับไปที่ถ้ำ ชั่วขณะนั้น มันรู้สึกสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงปล่อยกวางหนุ่มลงแล้วร้องคำราม ดวงตามองไปที่พุ่มไม้พุ่มหนึ่ง สักพักก็มีร่างสูงโปร่งของชายหนุ่ม ที่ใบหน้าอ่อนเยาว์เดินออกมาพร้อมดาบหนึ่งเล่ม “เจ้าเสือน้อย เจ้าแย่งเหยื่อของข้าซะแล้ว วางมันลงแล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป ” เจิ้นเทียนพูดกับเสือโคร่ง พร้อมยืนยิ้มอยู่อย่างใจเย็น เจ้าเสือโคร่งตัวใหญ่คล้ายจะเข้าใจภาษามนุษย์ มันร้องคำรามดังกว่าเดิม ราวกับไม่ยินยอม แล้ววิ่งพุ่งตัวไปยังเจิ้นเทียนอย่างรวดเร็ว เมื่อใกล้ถึงตัวของเจิ้นเทียน มันถีบขาแล้วกระโดดสูงขึ้น พร้อมอ้าปากเล็งไปที่ลำคอของเขาและกัดทันที “กร็อบ!!!.....โฮก!!! ” เสียงกระดูกแตกดังออกมา เสือโคร่งตัวใหญ่ รีบดีดตัว กลิ้งอยู่กับพื้นพลางร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ร่างเจิ้นเทียนยืนอยู่ที่เดิมไม่มีการขยับใดใดตั้งแต่แรก ดวงตาเพ่งมองไปที่เสือโคร่งที่ตอนนี้ฝันกำลังร่วงหมดทั้งปาก เสือโคร่งตัวใหญ่พลิกตัวยืนขึ้น ร่างกายสั่นเทาและมองไปที่เจิ้นเทียนด้วยความหวาดกลัว จากนั้นก็วิ่งหนีลับหายไป “บอกแล้วว่าให้วางเจ้ากวางลง แต่เจ้าคิดสู้เอง ถือว่าเจ้าทำตัวเองนะ โทษข้าไม่ได้” เจิ้นเทียนส่ายหน้าเบาๆ และเดินไปแบกกวางหนุ่มที่พื้นพร้อมแบกขึ้นบ่า แล้วมุ่งลงจากเขา วันนี้เป็นวันครบหนึ่งเดือนตามที่บอกกับท่านปู่ เจิ้นเทียนจึงรีบลงเข้าและหาของฝากไปให้ท่านปู่ เมื่อเห็นกวางหนุ่มตัวนี้จะอยากให้ท่านปู่ชิมเนื้อกวางบ้าง แต่เจ้าเสือโคร่งก็ดันตัดหน้าไปก่อน “ไม่รู้ท่านปู่เป็นอย่างไรบ้าง แต่ท่านคงดีใจที่มื้อเย็นวันนี้เรามีเนื้อกวางกินกัน” “ข้ายังไม่สามารถควบคุมร่างกายทุกส่วนพร้อมกัน มันยากเกินกำลังของข้าตอนนี้ แต่ข้าสามารถบังคับบางส่วนของร่างกายได้ดังใจ ตอนนี้เสือน้อยวิ่งเข้ามากัดข้าสามารถบังคับกล้ามเนื้อและร่างกายส่วนที่จะโดนกัด ให้บีบตัวและแข็งเหมือนหินเพื่อป้องกันได้” เจิ้นเทียนยิ้มที่มุมปาก “ข้าได้ทดสอบพลังและร่างกายเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่ฝึกควบคุมทุกอณูของร่างกายให้ได้ทุกส่วนพร้อมกัน ต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งข้าสามารถฝึกที่บ้านได้จะได้อยู่เป็นเพื่อนท่านปู่ด้วย ” เมื่อคิดเรียบร้อย เจิ้นเทียนก็เร่งฝีกเท้าเร็วขึ้นเพื่อที่จะกลับไปที่บ้าน................... “เพล้ง!......” “ท่านจะบอกหรือไม่...ท่านผู้อาวุโสเผ่าเร่ร่อน” เสียงข่มข่มขู่ดังขึ้น พร้อมเสียงแตกกระจายของชาม พร้อมชายกลุ่มหนึ่งรุมล้อมชายชราเพียงคนเดียวภายในบ้าน .............................................................