หล่านทำท่าจะปล่อยของเก่าออกมา แล้วหน้าหันออกไปในครัว ผุดซึ่งหลบซ่อนอยู่ตรงนั้นพอดีะโเหยงโดยเร็ว พลางร้องห้ามพ่อเสียงดังลั่นบ้าน
“อย่านะพ่อรากแตกตรงนี้คงโดนฉันเข้าพอดี”
“อ้าวไอ้ห่าผุด เอ็งหลบตรงนี้ดอกรึ มาให้ข้าหวดซักหน่อยปะไร หนอยหนีข้ามวันข้ามคืนเชียวนะเอ็ง”
ร่างใหญ่กำยำถลาเข้าหาลูกชายแล้วเงื้อมือขึ้นสูงผุดใร้องลั่นห้ามไม่ให้พ่อตี เพ็ญทนไม่ไหวปราดเข้าหาผัว ถามไถ่เอาความจริงทำไมถึงแค้นลูกชายนักหนาหล่านไม่กล้าบอกความจริงกลัวเมียจะกล่าวหาว่าเป็คนเลว ได้แต่อ้อมแอ้มไปตามเื่
“ไม่มีอันใดดอกนังเพ็ญข้าเพียงแค่หยอกลูกมันเล่นเท่านั้น เพ็ญโว้ยเอ็งออกมาคุยกับข้าสักหน่อย มีเื่จะหารือเกี่ยวกับปากท้องของพวกเราทั้งหมดนี่แหละ”
ผัวฉลาดแกมโกงรีบตัดบทไม่้าให้เมียรู้สึกถึงความระยำของตัวเอง คว้าจับข้อมือเล็กแห้งของนางลากออกมานั่งคุยกันที่นอกชานท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิดเพ็ญแหงนหน้าขึ้นดูแต่แล้วต้องสะดุ้งโหยง เมื่อปลายหางตาคล้ายกับว่าเห็นใครบางคนตัวใหญ่สูงเทียบต้นตาลผมยาวสยายยืนอยู่ด้านหลังกระท่อม
“พะ พี่พี่หล่าน ฉัน ฉันเห็น”
เพ็ญเกิดอาการติดอ่างขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วนหล่านแปลกใจต่อท่าทีของเมียไม่น้อย ทำเสียงสะบัดไม่สู้ชอบใจเท่าใดนัก
“เฮ่ยเป็อันใดวะ จู่ ๆ ติดอ่างขึ้นมาเสียกระนั้นแหละรึว่าใครเฉือนลิ้นเอ็งทิ้งล่ะใบ้จึงเกิดกับเอ็ง”
“ปะเปล่าพี่หล่าน เมื่อตะกี้ฉันเห็นผู้หญิงผมยาวตัวสูงเทียบเท่าต้นตาล ยืนด้านหลังเรามันไม่ใช่คนดอกนะ เปรตแท้ ๆเชียวล่ะ พี่เรากลับเข้าเรือนกันเถอะ ฉันว่าแปลก ๆอยู่นา”
ด้วยความกลัวจับใจเพ็ญฉุดมือผัวให้ลุกขึ้นเข้าไปในกระท่อมโดยเร็ว หล่านกลับผลักอกเมียให้นั่งลงกับพื้นเต็มแรงเสียงก้นกระแทกฟากดังพลั่ก เพ็ญมองผัวตาเขียวไม่พอใจต่อความรุนแรงที่ได้รับน้ำตาแทบทะเล็ดออกมาด้วยความน้อยใจเกือบยี่สิบปีที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันน้อยครั้งจะได้รับความชื่นมื่นในหัวใจมีแต่ความทุกข์ระทมต่อความเสเพล ถ้าไม่กลัวว่าลูกจะขาดพ่อ เพ็ญคงพาลูกหนีไปนานแล้ว
“นังบ้าเอ็งน่ะตามันหาเื่ นี่ยังจักมาสำออยบีบน้ำหูน้ำตาอีกมันน่าเกลียด เป็สาวน้อย ๆข้าจักไม่ว่าสักคำ นี่อะไรแก่จนหน้าเหี่ยว นมยานเป็ลูกฟักยังร้องไห้ยังกับเด็ก ๆ พอทีเถอะข้ารำคาญเต็มทน”
“พี่หล่านก็เป็เสียเยี่ยงนี้ล่ะฉันพูดอันใดเป็ต้องผิดหูไปเสียหมด เอาเถิดเห็นแก่ว่าอยู่กันมานานฉันไม่เคืองพี่ดอกพี่มีความใดจักเล่าขานก็รีบ ๆ เถอะฉันอยากงีบแล้ว”
เมียสิ้นกำลังใจเมื่อถูกผัวต่อว่าให้เ็ปซึ่งเป็แบบนี้หลายครั้งติดกัน จนเข้าใจผิดว่าหล่านแอบไปมีผู้หญิงคนใหม่เมื่อพิจารณาดี ๆ จึงเห็นว่าเป็ไปได้ยากเพราะตัวดำใหญ่ หน้าสี่เหลี่ยมผืนผ้าผมหงอกจนหมดหัว แม้ว่าอยู่ใน่ข้าวยากหมากแพง แต่พุงยังป่อง เพียงแค่เห็นหน้าต้องพากันหัวเราะในสารรูปอาภัพความเสน่หาหล่านเองก็คงพอจะรู้ว่าเมียเคืองต่อคำพูดของตน รีบดึงข้อมือให้มานั่งลงดังเดิม
“อย่าเพิ่งนอนเลยน่าข้ารู้ว่าทุกวันนี้พวกเราอยู่อย่างแร้นแค้น เบี้ยก็ไม่มีติดเรือนข้าวที่เคยกินต้องเปลี่ยนเป็หัวเผือกหัวมัน ข้าสงสารลูกเต็มทน”
“สงสารลูกแต่พี่ก็วิ่งเข้าบ่อนอยู่เรื่อย ๆ ผ้าแพรใหม่ ๆ พี่เอาไปขายเสียเกลี้ยง จนแทบจักเอาผ้าขี้ริ้วห่อตัวอยู่แล้วหากพี่สงสารลูกเลิกได้ไหมไอ้การพนันน่ะมันไม่ทำให้เราดีขึ้นดอก เชื่อฉันเถิด”
ถ้าไม่ใช่เวลาอยากหาผลประโยชน์จากทุกคนหล่านคงซัดปากช่างพูดของเมียไปแล้ว แต่นี่ระงับเอาไว้จนสุดกำลัง มองหน้าเพ็ญด้วยสายตาไม่สู้พอใจนักชั่วครู่ถอนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ข้ารู้ว่ามันผิดแต่จักทำเช่นไรเล่ามันไม่มีงานทำก็ต้องไปหาที่ระบายออกมาบ้าง กลัวจะบ้าถ้าอยู่เฉย ๆนี่นังเพ็ญข้าได้ข่าวมาว่าคุณนวลจิตภริยาหลวงราชศักดิ์เป็ผู้มีจิตใจดีงามชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากข้าว่าจักไปขอความช่วยเหลือสักเล็กน้อย”
หล่านไม่มีความละอายต่อความคิดของตนหวังแค่เพียงเพื่อให้ได้เบี้ยมาจับจ่ายในวงพนันแต่อ้างกับเมียว่าจะขอเบี้ยมาเลี้ยงครอบครัว เพ็ญขมวดคิ้วเข้าหากันต่อชื่อนวลจิตกับหลวงราชศักดิ์ไม่คุ้นหูมาก่อนว่าเป็ใครมาจากไหน ผัวนางรู้จักได้อย่างไร
“ฉันไม่เคยได้ยินชื่อเลย”
“ใช่เอ็งไม่ได้ยินดอก ท่านทั้งสองอยู่ใกล้ ๆ กับเมืองกรุง บ้านเรือนใหญ่โตส่วนใหญ่เป็สมบัติรับไหว้ของท่านทั้งสอง เพื่อนข้าเล่าให้ฟังไปหาทีไรคุณนวลจิตเมตตาทุกครั้ง พรุ่งนี้ข้าจักพานังเหลงไปด้วยเผื่อว่าจักสงสารมอบเบี้ยให้มาประทังความหิวได้บ้าง”
เมียยังคงฉุกคิดต่อคำพูดผัวคนไม่เคยมีบุญคุณต่อกัน หน้าคร่าตายังไม่เคยเห็น ยากที่จะมอบเบี้ยให้มาบางทีหล่านอาจจะมีแผนอะไรบางอย่างซ่อนไว้ ไม่เช่นนั้นคงไม่ออกปากเอาเหลงติดไปด้วยความเป็แม่อดที่จะห่วงลูกไม่ได้
“ฉันว่าท่านคงไม่ให้เบี้ยเราดอก”
“อุวะนังนี่เื่อันใดมาแช่งชักหักกระดูกกันั้แ่ยังไม่เดินทางหากเป็จริงดั่งปาก กลับมาข้าจักตบให้เืออกเชียวล่ะ”
ผัวทำเสียงดังโมโหเดือดดาลสองมือฟาดไปมาบนฟากจนเกิดเสียงดัง เพ็ญไม่สะดุ้งหวาดกลัวแต่อย่างใดมองเห็นผัวแล้วสมเพช ไม่รู้ว่าทำไมเมื่อก่อนถึงได้ยอมร่วมหัวจมท้ายกับผู้ชายพูดจาโผงผางคนนี้พ่อแม่เคยรั้งเอาไว้บอกว่าหล่านชอบกินชอบเล่น การพนันใด ๆก็ตามถ้าหากเห็นจะต้องวิ่งเข้าใส่ ตอนนั้นความรักมันเกิดขึ้นจนสุดห้ามแอบหนีหอบผ้าตามกันมาจนป่านนี้ยังไม่ได้ไปขอขมาต่อผีปู่ย่าตายายด้วยเหตุนี้ก็ได้ชีวิตไม่เจริญมีแต่ตกต่ำลงทุกที
“พี่อย่าด่วนเคืองฉันเลยฟังก่อนนะความจริงแล้วเรากับท่านไม่เคยมีอะไรต่อกันเลยทำไมเมียคุณหลวงราชศักดิ์จักให้เบี้ยพี่มาใช้ทั้งที่ยังไม่เคยเห็นหน้ากันด้วยซ้ำไป”
“เอ็งมันคิดมากเพื่อนข้ายังบอกว่าไปเล่าความทุกข์ยากให้คุณนวลจิตฟัง ประเดี๋ยวเดียวก็มีเบี้ยยื่นส่งให้ท่านร่ำรวยมากพอสมควร ข้าว่าจักช่วยท่านทำสวนสักสองสามวันเป็การแทนคุณให้นังเหลงมันช่วยงานในครัวด้วยก็คงดีไม่น้อย”
หล่านวางแผนเป็อย่างดีที่จะเอาเบี้ยจากนวลจิตไม่กล้าบอกความจริงว่าจะเอาลูกสาวไปขายเป็ทาสให้กับผู้ร่ำรวย โดยไม่คำนึงถึงจิตใจของผู้เป็ลูกว่าจะเ็ปแค่ไหนที่ต้องจากบ้านไปเป็ทาสขายแรงงานให้คนอื่นกดขี่ข่มเหง
“ถ้าท่านให้เบี้ยมาก็ควรไปช่วยงานฉันว่าเหมาะแล้วล่ะ เอาฉันกับอ้ายผุดไปด้วยไหมล่ะ หลาย ๆ คนทำแค่วันเดียวก็คงพอ”
เพ็ญไม่้าพรากจากลูกผัวทุกวันนี้อยู่ไม่ปกติสุขต้องหลบซ่อนเวลาเห็นทัพพม่า ผ่านเข้าหมู่บ้านหากว่าผัวกับลูกสาวไม่อยู่เสียคนคงต้องไปหาที่นอนในหลุมกลางป่าให้รอดพ้นจากสายตาพวกทัพต่างชาติแต่หล่านไม่เห็นด้วย
“โอยไม่ได้ดอกนังเพ็ญ ข้ากับนังเหลงไปกันแค่สองคนก็พอแล้วข้ากลัวว่าจะวุ่นคุณนวลจิตคงไม่ชอบ เอ็งไม่ต้องห่วงดอกพรุ่งนี้เตรียมเผาหัวเผือกหัวมันเอาน้ำใส่กระบอกให้ข้ากับนังเหลงก็แล้วกันเอ้อ อย่าลืมให้มันเตรียมผ้าไปนุ่งห่มด้วยสักสองวัน”
เมียยังไม่ทันรับปากหล่านผลุนผลันเข้าไปนอนโดยเร็วสายตาอ่อนล้ามองตามร่างผัวจนลับตา หญิงผู้ยากถอนใจยาว ๆ สูดลมหายใจโดยเร็ว แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งหน้าเกือบมืดเมื่อสูดเอากลิ่นเหม็นเน่าเข้าไปเต็มที่จนต้องโก่งคออาเจียน
“โอยอันใดมันมาตายแถวนี้ถึงได้เหม็นปานนี้ โอ๊ย เหม็นเหลือทนช่วยข้าด้วยเถอะใจจักขาดอยู่แล้วหะ เฮ้ย น่ะ นั่น ผีนี่หว่า”
เพ็ญตาเหลือกลานเมื่อสายตาปะทะกับผีตายทั้งกลมยืนผมยาวฟูตรงตีนบันไดน่าตาน่าเกลียดแม้เป็คืนเดือนดับแต่ดวงตาวาวเรืองของมันส่องประกายคล้ายมีกองไฟสุมอยู่ข้างในเพ็ญช็อกไปชั่วขณะ นังผีนั่นมันได้ทีแหวะอกทั้งสองข้างออกจากกันโดยเร็วร่างเด็กทารกหัวโตหน้าเหี่ยวกระเด็นตกลงมาบนพื้นชานเรือนความสยองขวัญเกิดขึ้นเมื่อเด็กผีแยกเขี้ยวยาวให้เห็น มันลุกขึ้นเตรียมกระโจนเข้าใส่
“โอ๊ยตายแล้ว พี่หล่านช่วยฉันด้วย ผี ผีมันหลอกฉัน โอย”
เพ็ญะโสุดเสียงแล้วเงียบไปหล่านกำลังเอนตัวลงนอนต้องลุกขึ้นคลานออกมา ชะเง้อดูเมียเห็นเพ็ญนอนนิ่งที่ชานบ้านใไม่น้อยถลันเข้าไปเขย่าแขนผอมแห้งโดยเร็ว
“เฮ้ย นังเพ็ญเอ็งเป็อันใดไปวะทำไมถึงนอนนิ่งไม่ไหวติง ตื่นเสียทีสิวะ เฮ้ยอ้ายผุดนังเหลง มามาช่วยกันนวดเฟ้นแม่เอ็งเร็วเถิด”
โชคดีที่ยังมีลมหายใจร้อนๆ พ่นออกจากปลายจมูก หล่านเรียกลูกเสียงดังลั่นบ้าน
“เฮ้ยอ้ายผุด นังเหลง มา มาช่วยกันนวดเฟ้นแม่เอ็งหน่อย”
ะโเรียกลูกชายหญิงทั้งสองให้มาช่วยกันดูแลเมียซึ่งนอนคอพับคออ่อนเหลงกับผุดใเมื่อเห็นแม่เงียบไป คิดว่าถูกพ่อทำร้ายจนสลบ เหลงถามพ่อด้วยเสียงกระด้าง
“พ่อพ่อตีแม่รึ”
“อ้าวนังเหลงนี่ปากเสีย วอนถูกตบเสียแล้วนะเอ็ง ช่วยกันนวดเข้าให้แม่เอ็งฟื้นขึ้นมา แล้วถามไถ่กันดูว่ามันเป็อันใดทำไมถึงร้องจนเป็ลมไปข้าจักอุ้มเข้าไปข้างใน ไต้น่ะจุดขึ้นมาจักได้มองเห็นสว่างตาหน่อย”
ทุกคนต่างกุลีกุจอช่วยกันดูแลเพ็ญเป็อย่างดีสักพักหญิงกลางคนฟื้นขึ้นมากวาดตาไปรอบ ๆ ตัวเห็นลูกผัวอยู่พร้อมหน้าสักพักตะเบ็งเสียงออกมาดัง ๆ เมื่อเห็นเงารางๆ นั่งอยู่บนขื่อ
“โอ๊ยผีไม่รู้ว่ามันจักตามมาหลอกหลอนอันใดข้านัก ข้าไม่เคยทำอันใดมันเลย พี่หล่านช่วยฉันทีฉันเห็นผีตายทั้งกลมมานั่งอยู่บนขื่อ เมื่อครู่มันแหวกอกออกลูกมันจักพุ่งเข้าใส่โอย น่ากลัวจริง ๆ”
เพ็ญร้องเสียงหลงหลังจากเล่าจบลูกทั้งสองพากันขยับเข้าหาแม่ แต่ไม่กล้ามองขึ้นไปบนขื่อ ต่างจากหล่านเป็คนจิตใจแข็งไม่กลัวสิ่งใดแหงนหน้าขึ้นมองเจอกับความว่างเปล่า แต่เชื่อว่าเพ็ญไม่โกหกจึงลุกเดินไปที่หิ้งพระยกมือขึ้นสวดมนต์ชั่วครู่ แล้วหยิบเอาด้ายสายสิญจน์คล้องกับพระเครื่ององค์หนึ่งส่งให้เมีย
“นึกถึงคุณพระคุณเ้าเอาไว้แล้วคล้องคอซะไม่มีดวงิญญาใด ๆ ทำร้ายเอ็งได้อีก เอ็งสองคนเหมือนกันหากว่ากลัวก็นอนใกล้ ๆ แม่ข้าง่วงนอนขอนอนก่อนล่ะ”
หล่านล้มตัวลงนอนโดยเร็วลูกทั้งสองกลัวจนตัวสั่น พากันกอดแม่เอาไว้ไม่กล้าเงยหน้ามองขึ้นไปบนขื่อเพ็ญรวบรวมความกล้าไหว้พระสวดมนต์แล้วคล้องพระไว้กับคอความกลัวลดหายไปเพราะเชื่อในพระพุทธคุณช่วยให้คนดีรอดพ้นจากิญญาร้าย
“พวกเอ็งสองคนไม่ต้องกลัวดอกมีแม่อยู่ทั้งคนในตัวแม่มีพระด้วยผีใดๆ ไม่กล้าเข้ามากร้ำกรายหรอกวะ นอนเถิดนะ”
เพ็ญโอบกอดลูกชายหญิงเอาไว้ในอ้อมแขนมองไปที่ผัวน้ำตาแห่งความน้อยใจไหลออกมา เมื่อรู้ว่าพึ่งไม่ได้ผัวชิงหลับไปก่อนปล่อยให้ตนและลูกผจญกับความน่ากลัวจากผีท้องโตไม่รู้ว่ามันจะแสดงฤทธิ์เดชอีกเมื่อไหร่ ได้แต่ท่องบทสวดมนต์ขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ออกพ้นห่างไกลลำพังตัวเองไม่เท่าไหร่ ห่วงแต่ลูกเมื่อรู้ว่ามีผีวนเวียนอยู่ในบ้านความกลัวไม่ต้องพูดถึงพากันซบหน้าอยู่กับอกแม่ นอนตัวสั่นระริก เพ็ญกลัวอย่างเดียวว่าถ้าหากตนตายไปใครจะปกป้องคุ้มครองลูกทั้งสอง
เสียงโห่ฮาจากทัพพม่าดังแว่วมาไกลๆ เพ็ญลุกขึ้นนั่งเหงื่อกาฬแตกพลั่ก เหลงกับผุดลุกขึ้นตามไปด้วย ต่างพากันกอดเอวแม่ไว้แน่น
“แม่เสียงใครมาโห่ร้องกันในยามค่ำคืนท่าจักอยู่ห่างจากนี่ไม่เกินหนึ่งชั่วข้าวเดือดนะ”
“พม่าไงลูกคงตั้งทัพไม่ไกลจากเรือนเรา โอย แม่กลัวพวกมันจะบุกเข้ามาในหมู่บ้านแล้วปล้นสดมภ์ผู้คนแม่จักทำเช่นไรกลัวผีก็กลัว แล้วยังพ่อพวกเอ็งอีกนอนหลับไม่รู้เื่ ไปเถิดลูกไปซ่อนตัวในป่า อย่างน้อยก็มีหลุมพรางตาพวกมันไม่ให้เห็นเรา”
เพ็ญเตรียมเก็บข้าวของใส่ผ้าผืนยาวสามศอกลูก ๆ ทั้งสองต่างเตรียมหัวเผือกมันที่เผาจนสุกติดตัวไปด้วย ผุดอดเป็ห่วงพ่อไม่ได้เข้าไปปลุกอยู่นานหล่านลืมตาเห็นลูกเมียกำลังออกจากประตู ร่างดำสูงใหญ่ลุกพรวดโดยเร็ว
“เฮ้ยพวกเอ็งจักไปไหนกันวะ ทิ้งข้านอนผู้เดียวรึไง”
“ฉันปลุกพ่ออยู่นานแล้วพ่อขี้เซาเองนี่ ไปเถิดพ่อฉันได้ยินเสียงพวกพม่ามันโห่ร้อง คงอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ดอกเราไปหลบอยู่ในหลุมก่อน โน่นชาวบ้านพากันวิ่งหนีไปกันแล้ว”
เสียงลูกชายเร่งด้วยน้ำเสียงตื่นกลัวหล่านรีบคว้าผ้าขาวม้าขึ้นมาพาดคอ แล้วเดินตามลูกเมียไปในป่าซึ่งอยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้านมีเพื่อนบ้านหลายคนอุ้มลูกจูงหลานวิ่งผ่านหน้าไป เหลงนึกเป็ห่วงผวนกลัวว่าไม่รู้ตัวอยากไปหาติดตรงพ่อแม่จะขัดขวาง ได้แต่ส่งใจไปให้เขาปลอดภัย
คืนนั้นทั้งหมดหลับในหลุมพรางกระทั่งเช้าจึงตื่นขึ้นมา พวกผู้ชายลักลอบเข้าไปในหมู่บ้าน เสียงด่าทอดังขึ้นเหลงวิ่งออกไปดูพบว่าบนกระท่อมข้าวของถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย
“ไอ้พวกริยำมันจักทำลายกันไปถึงไหน ดูรึเรือนข้าไม่มีทรัพย์อันใดสักอย่าง มันยังขึ้นมาเหยียบย่ำรอยตีนเต็มไปหมด ยังดีนะที่ไม่เผาไม่เช่นนั้นก็คงพาลูกเมียไปมุดอยู่ในรูดิน”
หล่านเจ็บใจเมื่อรู้ว่าพวกพม่าเข้ามารื้อค้นข้าวของในบ้านจนกระจุยเหลงออกไปเรียกแม่กับน้องชายกลับเข้ามา
“พวกมันผ่านมาแล้วก็ไปป่านนี้คงไปไกลโขแล้ว ฉันจักไปหาปลาเก็บผักนะแม่”
เหลงเตรียมตัวไปหาคนรักหากไม่ได้พบหน้าเหมือนว่าใจจะขาดตาย หล่านไม่ยอม ห้ามลูกเสียงดัง
“ไม่ได้นะนังเหลงเอ็งต้องเตรียมตัวเข้ากรุงกับข้า ไปหาคุณนวลจิตเมื่อคืนข้าพูดกับแม่เอ็งแล้ว ให้เตรียมจัดผ้าผ่อนเอาไว้ใส่สักสองวันกับน้ำและมันเผา”
เหลงอ้าปากค้างต่อสิ่งได้รับรู้ใจนทำอะไรไม่ถูกรวดเร็วเสียจนตั้งตัวไม่ทัน นึกถึงผวนขึ้นมา อยากไปล่ำลาต่อการจากไปเพ็ญนึกกลัวผีกับทัพพม่า เมื่อรู้ว่าต้องอยู่สองคนกับลูกชายอันตรายมีรอบตัว
“อย่าเพิ่งไปเลยนะพี่ฉันกลัวว่าพวกพม่ามันจักย้อนมา รึว่ามีทัพใหม่มาสมทบมันอาจทำร้ายฉันกับอ้ายผุดนะพี่”
“เฮ้ยกลัวทำไม มันคงไม่ย้อนมาแล้วล่ะ ไปนังเหลงเตรียมตัวข้าจักรออยู่ข้างล่าง”
เห็นลูกเมียทำท่ากังวลไม่อยากให้ไปหล่านเร่งลูกสาวด้วยเสียงดังๆ ผุดเข้ามาเกาะแขนเหลงเอาไว้ไม่อยากให้พ่อกับพี่จากไปไกล ความกลัวจากเมื่อคืนทำเอาขวัญหนีออกจากตัวไปชั่วขณะแม้ว่าพ่อไม่เคยให้ความช่วยเหลือแต่ยังใจชื้นเมื่อเห็นทุกคนอยู่รวมกัน
“พี่เหลงข้ากับแม่จักอยู่เช่นไรกลัวจริง ๆ ทั้งผีทั้งคน”
“ข้าเองก็ไม่รู้จักช่วยเอ็งกับแม่อย่างไรเป็คำสั่งพ่อก็ต้องทำตาม ถ้ากลัวนักไปขออาศัยนอนบ้านป้าแตงข้าง ๆ กันนี่ก็ได้ แกเองก็อยู่ตัวคนเดียวคง้าเพื่อนบ้างล่ะ เออนี่ อ้ายผุดข้าสั่งความเอ็งไส้ ให้เอ็งไปบอกพี่ผวนนะว่าข้าไปบ้านคุณนวลจิตเดี๋ยวก็มา”
เหลงแอบกระซิบกับน้องชายให้ไปบอกคนรักว่าไม่อยู่ อีกไม่นานจะกลับมาผุดไม่รู้ว่าพี่สาวกับผวนได้กลายเป็คนเดียวกันไปแล้ว จึงได้แต่พยักหน้าพร้อมกับรับปากว่าจะไปผวนโดยเร็วเหลงถอนใจยาว หอบผ้ากับเผือกมันเผากระเตงลงจากบ้านด้วยใจห่อเหี่ยวโดยมีสายตาของเพ็ญมองตามด้วยความเป็ห่วง