จวนตระกูลซูตอนนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่อหลิ่งฟู่ได้แจ้งข่าวการเจรจากับตระกูลจางนั้นล้มเหลวซึ่งความล้มเหลวครั้งนี้ของหลิ่งฟู่เปิดโอกาสให้หลิ่งจิ้งอีกครั้งหากหลิ่งจิ้งสามารถคลี่คล้ายสถานการณ์ตึงเครียดในครั้งนี้ได้จะทำให้ผู้อาวุโสหันมามองเขาในฐานะผู้นำตระกูลคนต่อไปมากกว่าหลิ่งฟู่พี่ชายของเขานั้นเอง
"ไม่ได้เรื่องทำไมเจ้าไม่เคยทำอะไรสำเร็จซักอย่างเพียงแค่ไปคุยกับไอ้ลูกเมียน้อยมันยากตรงไหน"ฮูหยินซูหรือเย่วซิ่นได้แต่เจ็บใจที่ตนเองไม่สามารถเลี้ยงบุตรให้เก่งกาจเท่าเทียมกับบรรดาลูกของอนุในจวนไม่ว่าจะบุตรสาวหรือบุตรชายบุตรของนางล้วนด้อยกว่าบุตรของอนุทั้งสิ้นไม่มีสิ่งใดเลยที่สามารถนำไปโอ้อวดกับฮูหยินคนอื่นได้
"ท่านแม่ที่ข้าทำไม่สำเร็จทั้งหมดเป็นเพราะนางลู่ชิงคนเดียวเลยขอรับลูกไม่สามารถไปเจอเจ้าลู่ซิ่นได้เลย แถมนางลู่ชิงยังนำอดีตความหลังที่ยังคงอยู่ในจวนแห่งนี้ไปกล่าวหาต่างๆนาๆว่าท่านพ่อหลอกลวงมันบางหละ ท่านแม่และทุกคนในตระกูลทารุณพวกมันต่างๆนาๆทำให้ชาวบ้านนำมาเล่ากันปากต่อปากก่อนกลับมันยังส่งคนมาจับข้าแก้ผ้าประจานที่กลางตลาดอีกข้าอับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใดตั้งแต่เกิดมาข้าไม่เคยเป็นตัวตลกให้ผู้คนมาหัวเราะเช่นนี้มาก่อนเลยท่านแม่ท่านต้องช่วยข้าไม่เช่นนั้นในกาลข้างหน้าเราคงลำบากแน่ๆ เจ้าหลิ่งจิ้งนับวันยิ่งกำแหงข้าว่าเราต้องเร่งจัดการกับมันก่อนที่มันจะคุยกับลู่ซิ่นสำเร็จ"หลิ่งฟู่เอ่ยอย่างเจ็บแค้นเพราะที่ผ่านมาเจ้าน้องชายตัวดีมักจะทำผลงานข้ามหน้าข้ามตาตนตลอดมา.
"เรื่องนี้แม่จะจัดการเองส่วนเจ้ารีบไปจัดการคุยกับสองแม่ลูกนั้นให้มันยอมส่งพืชปราณของมันมาให้ตระกูลซูอย่างน้อยหนึ่งในสี่ให้ได้ครั้งนี้เจ้าจะพลาดไม่ได้อีกแล้ว เข้าใจที่แม่สั่งรึไม่"เย่วซิ่นหรือฮูหยินซูเอ่ยกำชับให้บุตรชายของตนพยายามเจรจากับตระกูลจางสำเร็จให้ได้
“ขอรับท่านแม่ ครั้งนี้ลูกจะทำให้ได้”หลิ่งฟู่กล่าวตอบอย่างมุ่งมั่นครั้งนี้เขาต้องทำสำเร็จให้ได้หลิ่งฟู่ได้แต่กล่าวในใจ
เรือนฮูหยินรอง
"ท่านแม่ครั้งนี้จะเป็นโอกาสอันดีที่ข้าจะสามารถยึดตำแหน่งผู้นำตระกูลมาเป็นของข้าได้ ต่อไปจะไม่มีไอ้อีคนใดมาชี้หน้าว่าข้าเป็นลูกอนุอีก ท่านแม่จะได้ไม่ถูกฮูหยินรังแกอีก.ต่อไปข้าจะไม่ยอมให้ใครมารังแกครอบครัวของข้าได้อีก" หลิ่งจิ้งกล่าวกับมารดาตนด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
"อย่าพูดเสียงดังไปหน้าต่างมีหูประตูมีช่องหากคนทางนั้นมาได้ยินเข้าเราจะลำบากเอาได้" ลี่จูหรือฮูหยินรองเอ่ยปราบบุตรชายตนอย่างห่วงใยด้วยกลัวว่าบุตรชายของตนนั้นจะถูกเล่นงานจากฮูหยินเอกอย่างเย่วซิ่นกับคุณชายใหญ่ซูหลิ่งฟู่
"ท่านแม่ไม่ต้องกังวลนะขอรับ ต่อไปนี้ข้าจะระวังตัวให้มากขึ้น ข้าไม่มีวันพลาดท่าตกหลุมพรางของสองแม่ลูกนั้นอย่างเจ้าลู่ซิ่นแน่ขอรับ"หลิ่งจิ้งเอ่ยปลอบแม่ของตนให้คลายใจในเรื่องของตน
"อีกไม่นานจะมีการสอบเข้าสำนักอย่างไรช่วงนี้ข้าขอฝากอาเจี้ยนกับอาเฝิงด้วยนะขอรับข้าไม่อยากให้มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับพวกเขาทั้งสองคน"หลิ่งจิ้งเอ่ยฝากให้นางจูดูแลบุตรชายทั้งสองของตน
"แม่จะกำชับซิ่นเล่อเองเจ้าอย่าห่วงทางนี้เลยเจ้าควรตั้งใจทำงานของเจ้าให้สำเร็จเถอะอย่ามัวโอ้เอ้อยู่เลยเดี่ยวคุณชายใหญ่ไปถึงตระกูลจางก่อนหน้าเจ้า.พวกเราจะลำบากเจ้าก็รู้คุณชายใหญ่กับฮูหยินทำบ้านนั้นไว้เยอะเราไม่อาจคาดเดาได้ว่าคุณชายใหญ่จะทำให้บ้านจางโกรธตระกูลซูของเรามากน้อยเท่าใดทางที่ดีเจ้าควรไปให้ถึงก่อนคุณชายใหญ่จึงจะดี"นางจูอยู่ในจวนนี้มานานจึงรู้จักทุกคนดีนางจึงไม่ต้องการให้บุตรชายของนางต้องไปรับอารมณ์ของบ้านจางที่อาจเกิดจากฝีมือคุณชายใหญ่นั้นเอง
“ขอรับท่านแม่ ข้าขอตัวก่อนนะขอรับ”หลิ่งจิ้งเอ่ยขอตัวจากมารดาเพื่อไปพบกับลูกและเมียของตนเองเพื่อลาไปทำงานที่ตนได้รับมอบหมาย
ตระกูลจาง
"ท่านแม่ขอรับ ไม่ทราบว่าท่านจะเดินทางไปแคว้นจ้าวเมื่อใดขอรับลูกจะได้จัดเตรียมสมุนไพรปราณให้ที่บ้านของท่านตากับท่านยาย"ลู่ซิ่นเอ่ยถามมารดาตนหลังจากกินข้าวเสร็จแล้วทุกคนจึงนั่งคุยกันเพื่อย่อยอาหารและสานสัมพันธ์ครอบครัวไปในตัว
"แม่ว่าจะไปหลังจากที่อวี่เออร์ปลุกปราณเรียบร้อยแล้วแม่จะได้ไม่ห่วงหน้าพะวงหลังตอนเดินทางดีหรือไม่อวี่เออร์ของย่าจะได้มีย่าอยู่เป็นกำลังใจตอนปลุกปราณ" นางจางเอ่ยตอบบุตรชายตนแล้วจึงหันมาเอ่ยเย้าแหย่หลานสาวที่นั่งข้างตนต่อ
“ดีเจ้าค่ะอวี่เออร์ไม่กลัวสิ่งใดหากมีท่านย่าอยู่ใกล้ๆ” เจียวอวี่เอ่ยตอบย่าของตนด้วยความดีใจที่นางจางจะอยู่ในพิธีปลุกปราณของนางด้วย
“น่าน้อยใจนักมีแต่ท่านย่าหรือที่เจ้าอยากให้อยู่ด้วย”ลู่จื้อเอ่ยแกล้งน้องสาวของตน
“นั้นสิ มีเพียงท่านย่าหรือ”เจียวซิ่นร่วมเอาแกล้งเจียวอวี่กับลู่จื้ออีกคน
"ไม่นะเจ้าคะข้าอยากให้ทุกคนมาอยู่ด้วยตอนข้าปลุกปราณแต่พี่ใหญ่คงมาไม่ได้ เพราะพี่ให้ตั้งใจเรียนจึงมาหาอวี่เออร์ไม่ได้"เจียวอวี่เอ่ยตอบด้วยความเศร้าซึมนางชอบพี่ใหญ่มากแต่พี่ใหญ่มักไปเรียนที่สำนักไม่กลับบ้านมาหานางบ่อยๆ เมื่อคิดได้เช่นนั้นนาง
จึงนึกเศร้าใจที่พี่ใหญ่เห็นสำนักดีกว่าตน.แต่เจียวอวี่ก็ซึมเศร้าได้ไม่นาน ขณะที่นางคิดสิ่งต่าง ๆนางก็ได้ยินเสียงของคนที่นางกำลังคิดถึงอยู่
"ใครว่าพี่จะไม่มาพิธีปลุกปราณน้องสาวทั้งที พี่ชายคนนี้จะไม่มาได้อย่างไร"เมื่อเอ่ยจบเขาจึงย่อตัวแล้วกางแขนเพื่อรอรับร่างของสาวน้อยที่วิ่งเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“พี่ใหญ่”เจียวอวี่เงยหน้าขึ้นไปมองตามเสียงจึงเห็นว่าพี่ชายตนเองยืนที่ประตูห้องอาหาร.ด้วยความดีใจนางจึงวิ่งเข้าไปกอดพี่ชายด้วยความรักและคิดถึงเย็นวันนั้นตระกูลจางจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของทุกคนในครอบครัว