บทที่สาม พบพาน
พลันที่เสียงสวบสาบนั้นมาตรงตำแหน่งทางเดิน เสียงเดินของคนผู้นั้นหยุดยั้งลง จากนั้นคนผู้นั้นอุทานออกมาแทบเป็เสียงคร่ำครวญในลำคอ
“คุณพระคุณเ้าช่วย”
ทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น หลงน้อยอุทานคำหนึ่ง “ที่แท้เป็เ้า”
จดจำว่าเป็เสียงของขอนผู้เกเรนั้นเอง พลางทะยานออกจากที่ซ่อนตัว คำนวนไม่ออกว่าตนรวดเร็วได้ถึงเพียงไหน ตอนที่กระชากก้อนหินทั้งก้อนลงมาก่อนทะลวงเถาวัลย์ออกไป
หลงน้อยนั้นฟังออกแต่แรกว่าเสียงสวบสาบลดเลี้ยวนั้นย่อมเป็อื่นไปไม่ได้นอกจากสัตว์เลื้อยคลานประเภทงู ทว่ามีขนาดใหญ่โตผิดธรรมดา แทบจะแน่ใจในทันทีว่าเป็ตัวเดียวกันกับที่เผชิญหน้าบนทางเดินไปบ้านผาซ้อนหลายวันก่อน ตอนแรกยังนึกดีใจด้วยว่ามันอาจช่วยขับไล่ศัตรูโดยไม่เจตนา
หากแม้เป็เช่นนั้นคงมิต้องกังวลว่าจะหาที่ซ่อนของตนพบ ต่อให้แม้มีผู้ใดแถมทรัพย์สินเงินทองให้กลับมาที่แห่งนี้ยังไม่แน่ว่าจะมีผู้ใดกล้ากลับมาหรือไม่
แต่การณ์กลับกลายเป็ว่า เ้าของฝีเท้าผู้สะกดรอยตาม กลับเป็ขอนหัวโจก หากแม้นเพิกเฉยเสียขอนไม่พ้นตกเป็อาหารของงูใหญ่เป็แน่
่ระยะเวลาเพียงลมหายใจเข้าออกรอบหนึ่งนั้นหลงกลับลืมเลือนเื่บาดหมางใจเสียสิ้น
แม้เื่ที่ขอนสะกดรอยตามมาเพราะเหตุใดยังไม่ใส่ใจ ตัดสินใจออกไปช่วยคนจากอันตรายทันที
เมื่อพ้นจากช่องแตก สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือ งูลำตัวใหญ่หนาเท่ากับขนาดของขอนทั้งยังมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย จดจำได้ในทันทีว่านี่เป็งูตัวเดียวกันที่พบบนทางเดินบิณฑบาตรเมื่อหลายวันก่อน มันชูคอหันหลังให้กับหลงและแผ่แผงคอกว้างใหญ่ไปทางขอน
หลงน้อยมองลอดลำตัวหนาและแผงคอกว้างใหญ่ออกไปด้านข้างเห็นขอนยืนนิ่งไม่ไหวติงขาแข็งทื่ออยู่ตรงหน้า หลงน้อยคำนวนว่าขอนผู้มีฝีมือติดตัวได้ลืมเลือนทุกอย่าง สมาธิและสติที่พึงมีขาดสิ้นไปจนใช้การไม่ได้ จึงตวาดเสียงดัง
เ้างูใหญ่ชะงักวูบหนึ่งในเวลาที่กำลังตวัดหัวอันใหญ่โตฉกงับไปข้างหน้า และเป็เวลาเดียวกันกับที่ขอนเรียกสติกลับมาได้ทันเวลา
ขอนพุ่งทะยานถอยหลังออกไปในทันทีรอดพ้นหวุดหวิดจากคมเขี้ยวพิษของงูั์ หลงทะยานตัววูบเดียวบดบังขอนเอาไว้ งูใหญ่ยกศีรษะอันเทอะทะด้วยท่วงท่าที่องอาจ แม้มันมี่ศีรษะที่ใหญ่โตถึงเพียงนั้นแต่ความเคลื่อนไหวไม่ได้เชื่องช้าอย่างที่ควรจะเป็แม้แต่น้อย
หลงน้อยเพิ่งสังเกตว่างูใหญ่นั้นได้มีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิม แต่ประหลาดที่มันพานรู้สึกชัดเจนว่านี่เป็งูตัวเดียวกันแน่นอน
งูใหญ่ในตอนนี้มีหงอนสีแดงเปล่งปลั่งที่ศีรษะดูเด่นเป็สง่า
เกล็ดบนแผงคอรวมทั้งลำตัวเปลี่ยนจากสีออกขาวเป็สีเขียวเรื่อน่าดู
หากจะกล่าวว่าน่าดูเป็เื่ที่ผิดธรรมดาไปบ้างขณะเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดขนาดั์ตอนนี้ แต่หลงเองอดครุ่นคิดไม่ได้ว่างูั์ตนนี้เปลี่ยนเป็น่าดูเหลือเกิน หากแม้นชมเล่นระยะไกลยังเพลิดเพลินใจเพลินตาไม่น้อย
ขอนที่อยู่ข้างหลังกล่าวออกไปด้วยกระซิบด้วยเสียงอันตื่นตระหนกไม่ได้
“หลง หนีไป เ้าหนีได้ มันตามเ้าไม่ทันแน่ ส่วนข้าจะลองหนีไปอีกทางหนึ่ง”
หลงน้อยส่ายหน้าช้าช้า แม้มองไม่เห็นใบหน้าของหลงน้อยขอนยังรู้สึกได้ว่าหลงน้อยใช้แววตาไม่ยี่หระอันคุ้นเคย เพ่งมองที่ศัตรูตรงหน้าไม่ลดละ
ขอนอดรู้สึกชมเชยความเข้มแข็งของจิตใจหลงน้อยไม่ได้ แม้ว่าหลงน้อยมีอายุน้อยกว่ากลับมีความเข้มแข็งอันประเมินได้ยากอยู่เต็มตัว อีกทั้งยังรู้สึกซาบซึ้งในจิตใจอันกว้างขวางของหลงน้อย หากแม้หลงน้อยตัดสินใจหนี ไม่มีที่ใดที่่จะทำให้รู้สึกผิดมโนธรรมแม้สักนิด ด้วยว่าศัตรูตรงหน้าเข้มแข็งเกินไปแล้ว แม้นทิ้งขอนหนีไปเทวดาฟ้าดินไม่ตำหนิ ไม่ว่าผู้ใดย่อมต้องรักษาชีวิตของตนเองไว้ในสถานการณ์เช่นนี้ ตัวหลงน้อยเองก็มีเหตุผลที่ไม่จำเป็แม้แต่ออกมาจากที่ซ่อนด้วยซ้ำ
พลันที่สัตว์ร้ายโยกตัวไปด้านหลัง ต่อจากนั้นเป็การต่อสู้ด้วยความเร็วต่อความเร็ว เสียงขวับเขวี้ยวฝ่าอากาศของงูั์ดังจนแสบแก้วหู หางของงูร้ายสะบัดวูบหนึ่งไปยังขอน
ขอนจอมพลังที่จากหวาดหวั่นเปลี่ยนเป็เตรียมพร้อมด้วยถูกความหึกหาญของหลงระบาดใส่ ตั้งท่ารับสุดกำลัง ต้องกลิ้งกระเด็นกระดอนไปสองสามวา
หลงที่รู้ว่าขอนถูกโจมตีแต่อย่างไรไม่อาจปลีกตัวไปช่วยเหลือได้ ข้างหน้าของตนยังต้องเผชิญกับเขี้ยวยาวโง้งของงูั์ ทำให้ต้องหลบหลีกเป็พัลวัน สองหมัดกระแทกใส่ปลายปากที่มีเขี้ยวโง้งนั้นอยู่ข้างใต้ไม่กี่คืบไม่ทราบกี่ครั้งในเวลาอึดใจหนึ่ง แต่ทว่าการโจมตีที่ใส่กำลังไปเต็มที่กลับทำได้เพียงชะงักการเคลื่อนไหวของงูร้ายเป็ระยะเท่านั้น แทบในทันทีที่หลงน้อยจู่โจมกลับงูั์พลันฉกงับในตำแหน่งที่คาดไม่ถึงหลายต่อหลายครั้ง
หลงวิ่งพัวพันไปตามลำตัวของมันหวังให้งูั์เคลื่อนไหวลำบากหากต้องฉกกัด
แต่งูั์คล้ายรู้แผนการแทนที่จะฉกงับกลับสะบัดลำตัวเป็ระยะกระแทกหลงน้อยให้กลับมายังตรงหน้าดุจเดิม
หลงน้อยลอบคร่ำครวญในใจ หวนนึกว่าวันนี้คงประสบเคราะห์มากกว่าวาสนา นับั้แ่เริ่มต้นต่อสู้มาหลงน้อยใช้ความเร็วสูงสุดมาตลอด ทุกหมัดล้วนเค้นพละกำลังและความเร็วอยู่ตลอด ทว่าความเร็วที่มีนั้นไม่ได้เหนือไปกว่างูั์ตัวนี้เลย งูั์นี้ไม่คล้ายเป็สัตว์ร้ายที่ไร้สมองแต่มันทั้งดุร้ายทั้งชาญฉลาดยิ่งนัก ยิ่งสู้นานยิ่งรู้สึกกำลังถอยด้อยลง ในขณะที่งูั์ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งเคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่งขึ้น หากเหตุการณ์ดำเนินเช่นนี้ต่อไปไม่เปลี่ยนแปลงทั้งสองคงต้องจบชีวิตใต้คมเขี้ยวงูั์แน่นอน มันต่อสู้พลางะโบอกขอนที่คืบคลานด้วยความจุกเสียดอยู่บนพื้น
“ขอนหนีไป ฝากเ้าบอกอาข้า ทุกประการล้วนฝากไว้ที่ท่านอาปานแล้ว หลงน้อยคงต้องล่วงหน้าไปพบท่านพ่อก่อน”
ขอนเค่นเสียงออกมา ในใจครุ่นคิด อาปานอันใด เราหาได้รู้จักไม่ แล้วเราจะรับฝากภาระอันนี้แบกหน้าไปได้อย่างไร
“นี่จะได้อย่างไร หากตายก็ตายด้วยกันข้าไม่หนี”
พลางคิดในใจหลายรอบในอึดใจเดียว เ้าไม่หนีเราไม่หนี อย่างนั้นจึงพานตัดสินใจเด็ดเดี่ยว ะโว่า
“ดี พวกเราหนีไปพร้อมกัน ไม่อย่างนั้นก็ตายพร้อมกัน”
หลงน้อยพยักหน้ารับคราหนึ่งเป็เชิงรับทราบ
สำหรับหลงน้อย หากให้จบชีวิตในลักษณะนี้ยังไม่ยินยอมพร้อมใจ มันยังมีภาระอันมากมายรออยู่ภายหน้า ทั้งแก้แค้นให้กับบิดามารดา ทั้งติดตามหาพี่สาวที่พลัดพราก จึงตัดสินใจทุ่มเทกำลังครั้งสุดท้ายเดิมพันจู่โจมในตำแหน่งที่คาดเดาว่าเป็จุดสำคัญของสัตว์ร้าย
หลงรอจนงูั์โยกตัวไปด้านหลัง จนกระทั่งงูั์โฉบลงมาด้วยความเร็วดุจสายฟ้า หลงที่บัดนี้รวบรวมกำลังทุกส่วนไว้ที่เท้าพุ่งทะยานออกไปสุดแรง เกิดเป็ความเร็วสูงสุดที่ตนไม่เคยกระทำได้ทั้งยังเป็ครั้งแรกที่ความเร็วเหนือกว่างูั์จนเห็นได้ชัด
หางอันใหญ่โตและแข็งแรงของงูั์พลันตวัดขึ้น สภาพเช่นนี้ต่อให้หลงน้อยจู่โจมมันได้ ต้องถูกหางสะบัดกระแทกกระดูกแหลกเหลว ขอนพอดีคลายจากอาการจุกเสียดมาสักครู่แล้วะโออกขวางแนวจู่โจมทิ้งหมัดทั้งตัวเข้าใส่ปลายหาง เสียงดังฉาดใหญ่หางงูั์ถูกกระแทกจนบิดเบือนทิศทางไป ส่วนขอนกลิ้งไปไม่ทราบกี่ตลบ
ในเวลาอันไล่เลี่ยกัน หมัดขวาของหลงกระแทกสวนเข้าที่หงอนสีแดงสดปลั่งนั้นอย่างรุนแรง เสียงกระทบกันดังสนั่นทั่วพื้นที่ งูั์ครวญครางออกมาเสียงอันดังกระชากศีรษะกลับ ร่างของหลงน้อยร่วงกลับลงสู่พื้นในใจนึกยินดีที่เดิมพันถูกได้ถูกต้อง แต่ยังไม่ทันได้ภาคภูมิใจกับความสำเร็จที่มาจากความเร็วเกินขีดจำกัดปกติของตน หัวอันใหญ่ใตของงูั์กลับพุ่งขวับลงมา
ขอนที่ตื่นเต้นจนลิงโลดเห็นชัดถนัดตาว่างูั์ถูกหมัดของหลงน้อยเข้าไปถนัดถนี่ เสียงครวญครางประหลาดของงูั์ที่ดังขึ้น มันนึกยินดีที่มีโอกาสได้หลบหนีแล้ว แต่ในระหว่างความลิงโลดนั้นกลับกลายเป็ความรู้สีกอันแปลกประหลาดด้วยความฉงนใจยิ่งนัก งูทั่วไปเป็ใบ้โดยธรรมชาติ แต่งูั์ตัวนี้ส่งเสียงดังประหลาดแบบที่ขอนไม่เคยได้ยินจากสัตว์อื่น
จากนั้นเปลี่ยนเป็ความตระหนกถึงขีดสุดที่เห็นงูั์พุ่งหัวอันใหญ่โตเข้าใส่ร่างของหลงที่ร่วงลงดินอย่างไร้กำลังควบคุมทิศทาง ไม่มีทางใดที่หลงจะหลบหลีกได้จากกลางอากาศไร้ที่เหยียบยันกายเปลี่ยนทิศแน่นอน ขอนถีบร่างตัวเองลอยขึ้นจากพื้นหวังว่าสามารถคว้าจับหลงน้อยได้ทันหรือเปลี่ยนเป็ผู้ที่ถูกจู่โจมทำร้ายแทน แต่งูั์กลับเพิ่มความเร็วยิ่งกว่าเดิมจนไม่เห็นชัดถนัดตา ลำตัวด้านใต้ของมันกระแทกเข้าใส่ขอนจนกลิ้งกระเด็นไปหลายวา
ขอนที่เ็ปกระดูกไปทั่วร่างจากการจู่โจมครั้งนี้กัดฟันรีบถลันลุกขึ้นมาเพื่อดูว่าเหตุการณ์เป็เช่นไร
จึงได้เห็นชัดถนัดตา ขอนตาเบิกกว้างเมื่อเห็นคมเขี้ยวฝังเข้าไปในร่างของหลงน้อย งูั์งับคาบร่างหลงน้อยคาเอาไว้อย่างนั้น เชิดหัวชูขึ้นจากพื้นดินหลายวาอย่างผู้ชนะ ตาใหญ่ยาวรีข้างหนึ่งมองลงมายังขอนที่กลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นดินหลังจากะโคว้าจับหลงน้อยไว้ไม่ทันเวลา
ในอึดใจนั้นขอนนึกภาวนาปรารถนาให้เป็ตนเองที่แขวนร่างอยู่ในปากงูแทนที่จะเป็หลงน้อย สองตาเปลี่ยนเป็แดงฉาน ตระเตรียมเข้าจู่โจมช่วยคนเต็มกำลัง
ยังไม่ทันที่ขอนจะเคลื่อนไหวใดๆ ขอนเพียงรู้สึกลมวูบหนึ่งที่ข้างกาย ลมนั้นยังพาต้นหญ้าไหวลู่ไปทั้งแนวโดยรอบหลายวาปรากฏบุคคลลึกลับสองร่างขึ้นที่ด้านข้างของขอน
คนหนึ่งนั้นทั้งสูงทั้งหนา ยังสูงใหญ่กว่าขอน ส่วนอีกคนรูปร่างบางแต่ดูแข็งเกร็งนั้นต่ำเตี้ยกว่า แต่ทว่าสูงกว่าผู้คนโดยทั่วไป ความสูงไล่เลี่ยกับขอน
คนสูงใหญ่ศีรษะโล้น สวมใส่ลูกหินประหลาดห้อยรอบคอ พันกายด้วยผ้าสีหม่นเท้าเปล่าเปลือย ดูไปคล้ายหลวงพ่อฟูแตกต่างกันที่วิธีนำผ้ามาพันกาย ขอนดูออกว่านี่เป็การแต่งกายของพระนิกายหนึ่ง ที่หลวงพ่อฟูเคยสั่งสอนในยามที่ร่ำเรียนกันในโบสถ์ ใบหน้าของท่านคมเข้มคางกว้างหนา จมูกเป็สันตรง ปรากฏร้อยยิ้มอันเปี่ยมด้วยเมตตา
ท่านมีลักษณะเด่นคือมีขนแขนครึ้มไปทั่วจนถึงแผงหน้าอก ดูไปมีอายุสี่ห้าสิบปี ไม่คล้ายเป็คนถิ่นนี้ ลักษณะหน้าตาสมควรเป็ชาวชมพูทวีป
อีกคนมีศีรษะโล้นเลี่ยนเช่นกัน ต่างกันที่มีตรงกระหม่อมมีรอยจุดหกจุดที่ตำแหน่งนั้น เกิดจากการจุดธูปจี้จนทิ้งร่องรอยแผลเป็ไว้ นี่ย่อมเป็การแต่งกายของพระของชาวฮั่นที่เคยได้ยินมา สวมเสื้อกางเกงสีเหลืองหม่น หุ้มห้อเท้าดู้ผ้ารัดพันจนถึงกลางหน้าแข้ง สวมใส่รองเท้าหญ้าฟางสานแบบหนีบอีกชั้น ใบหน้ายาวตายาวรี จมูกเป็สันทว่าบางเป็เส้นตรง อายุสามสิบปีเศษดูเคร่งขรึมจริงจัง ดังนั้นท่านนี้จึงสมควรเป็หลวงจีนชาวฮั่น ทั้งสองต่างสะพายย่ามใบหนึ่ง
น่าประหลาดที่คนสองคน ดูไปคล้ายมีที่มาแตกต่างกลับปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันในเขตเขาห้าลูก อย่าว่าแต่ยังเดินทางมาด้วยกัน
นักบวชชมพูทวีปร่างใหญ่ก้าวไปข้างหน้า กล่าวเป็ภาษาไตด้วยเสียงอันกังวาลว่า
“พยานาคราชเอย ท่านวางร่างเด็กน้อยนี้ลงเถิด”
พยานาค หรือ งูั์นั้น ทำท่าดุจว่าเข้าใจ ส่ายร่างกายไปมา ก่อนโน้มลำตัวลงคายหลงร่วงลงพื้น
ขอนผวาตะครุบร่างหลงน้อยไว้ก่อนร่วงหล่นถึงพื้น ตายังจับจ้องดูงูั์ตรงหน้า เมื่อก้มมองดูหลงน้อยที่เป็ประหนึ่งคู่แค้นมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แต่เมื่อผ่านเหตุระทึกขวัญมาด้วยกันแล้ว ขอนกลับรู้สึกหัวใจหล่นวูบเมื่อััว่าร่างของหลงน้อยนั้นอ่อนปวกเปียกและเนื้อเย็นเฉียบในอ้อมแขน
ขอนเคยเห็นเพื่อนร่วมขบวนการภายใต้กอเข่อ ถูกงูขบกัด ร่างกายเย็นเฉียบลงเรื่อยๆภายในชั่วธูปไหม้ แตทว่าขณะนี้เพียงแค่ชั่วหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง ร่างกายหลงน้อยกลับเย็นเยือกลงจนไอเย็นแทบพวยพุ่งออกจากร่าง นับว่าเป็พิษอันไม่เคยพบเห็นอย่างแท้จริง ขอนมือสั่นเทาล้วงกระปุกออกมาจากอกเสื้อ เมื่อเปิดฝาออกเป็ยาสีขาวใส
ปกติเมื่อต้องเดินป่าหรือไปพบกลุ่มของกอป่าอย่างไรต้องผ่านป่าดงอยู่บ้าง อีกทั้งงูร้ายชุกชุม ยาสีขาวใสนี้เป็ตัวยาหายากที่วิธีทำได้รับสืบทอดมาจากพรานไพรล่องหน ขอนเก็บรักษาไว้และพกติดตัวไว้โดยตลอด แต่มิได้เปิดเผยต่อผู้ใดแม้แต่กับกอเข่อ
ขอนรีบควักยาออกป้ายบนรอยขบกัดสี่แห่ง ต้นแขนข้างขวา ราวนมด้านซ้าย บั้นเอวและตำแหน่งต้นขา เพียงไม่กี่กระพริบตาตัวยาสีขาวใสกลับเปลี่ยนเป็สีม่วงและดำตามลำดับ นี่เป็ปรากฏการณ์ที่ขอนไม่เคยพบเห็น คาดได้อย่างเดียวว่าพิษที่พบพานนี้เป็พิษที่เหนือพิษทั้งหลาย กลับย้อนทำลายตัวยาเสียสิ้น สุดท้ายแหงนเงยหน้าบนท้องฟ้าั์ตาเต็มไปด้วยน้ำตาที่หลั่งเทออกมา หากเปลี่ยนเป็วันวานให้ทุบตีให้ตายยังไม่เชื่อว่าตนเองจะเศร้าเสียใจต่อการตายของคู่แค้นเช่นนี้ แต่ในวันนี้เมื่อผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญที่่หลงน้อยยอมเสียสละตนเองออกมาปกป้องมัน ขอนจึงร่ำร้องออกมาปนสะอื้น “นี่จะได้อย่างไร เ้าจะมาจากไปเช่นนี้ เป็เื่ไม่สมควร แม้แต่ตัวยาอันดับหนึ่งในแผ่นดินยังมิเกิดผล ชื่อพรานไพรล่องหนของท่านบิดาต่อจากนี้คงไม่สามารถกล่าวโอ้อวดต่อผู้ใด”
นักบวชชมพูทวีปยิ้มเปี่ยมเมตตา กล่าวขึ้นมาโดยไม่เฉพาะเจาะจงกับผู้ใด
“นี่นับเป็ชะตากรรม กรรมบันดาลให้เื่ราวเป็เช่นนี้ พยานาคราชปกติไม่ทำร้ายผู้คน แต่ด้วยเหตุที่พวกเ้าเผอิญมาอยู่หน้าถ้ำของพยานาคที่ร้อยปีจึงหวนกลับมาเพื่อพำนักสักหนหนึ่ง กระตุ้นสันดานอันดุร้ายของสัตว์ป่าหวงถิ่นขึ้น"
นักบวชผู้นั้นเห็นขอนหันมามองท่านด้วยน้ำตาที่อาบแก้มอยู่ ท่านกล่าวอย่างอ่อนโยน ด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ขอนรู้สึกคล้ายถูกโอบอุ้มด้วยความกรุณาของท่าน
"เอาเถิดเมื่อวันพรุ่งเป็กำหนดไว้วันสุดท้ายภพชาตินี้ของเรา นี่จึงเป็เื่บังเอิญที่มิใช่เหตุบังเอิญ ดังนั้นช่วยหนึ่งชีวิตไม่นับเป็อย่างไร พุทธองค์ทรงมีพระเมตตา หากเราประกอบด้วยเมตตาจิตย่อมแผ่ไพศาลไปทั้งเจ็ดแค้วนแปดแผ่นดินโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง”
ศีรษะอันโตใหญ่ของงูั์โคลงไปมา นักบวชชมพูทวีปทรุดนั่งลงข้างกายขอนที่ประคองร่างหลงเอาไว้ ขอนมองท่านอย่างมีความหวังหรือว่านับบวชชมพูทวีปผู้นี้จะมีตัวยาอันเลิศล้ำใดมาจากแดนไกลกันเล่า
ในขณะที่นักบวชชมพูทวีปล้วงเข้าไปในย่าม สิ่งที่ล้วงออกมาไม่เป็ตัวยาอันใดดังที่ขอนคาดไว้ กลับเป็มีดในฝักเล่มหนึ่ง
ท่านดึงฝักออก เห็นมีดใบสีขาวประกายรุ้งประหลาด
นักบวชชมพูทวีปเอื้อมคว้าข้อมือข้างซ้ายของหลงขึ้น พลางจรดปลายมีดลงบนข้อแขนของมัน
ขอนจ้องดูตาไม่กะพริบ เห็นปลายมีดกรีดจิกลงในเนื้อหลง โดยทั่วไปสมควรร่ำร้องอย่างแคลงใจเพราะนี่ไม่คล้ายกับวิธีการรักษาใดที่ตนเรียนรู้มา แต่น่าประหลาดที่ขอนกลับรับรู้เหตุการณ์ตรงหน้าอย่างไม่สงสัยใจแม้แต่น้อย ว่านี่จึงเป็ขั้นตอนการรักษา ด้วยนึกดูแล้วั้แ่แรกพบท่านได้ปรากฏรัศมีความเมตตาที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเต็มเปี่ยมแผ่ทั่วบริเวณ เช่นนั้นวิธีการที่ท่านจะช่วยเหลือนั้นต่อให้ประหลาดล้ำกว่านี้ย่อมไม่แปลกปลอม
อย่าว่าแต่ทุกวิชาที่ร่ำเรียนมาของมันไม่ว่าทางใดไม่สามารถยื้อความตายของหลงน้อยได้ จึงสะกดใจรอดูอย่างใจจดจ่อ
ขณะนั้นเห็นโลหิตหลั่งไหลออกมาจากรอยแผลนั้น เห็นนักบวชท่านพลิกผ้าคลุมข้อแขนหลวมกว้างข้างซ้ายขึ้น ยกท่อนแขนค้างกลางอากาศ สักครู่มองเห็น่ข้อมือถึงกลางแขนของท่าน ปรากฏขนแขนอันเป็เอกลักษณ์ของท่านพลันร่วงหลุดออกเสียสิ้นเป็ที่อัศจรรย์ ขอนเหม่อมองจนตะลึงลาน
นักบวชชมพูทวีปพลิกใบมีดในมือขวาลง จรดปลายมีดปาดกลางข้อแขน เป็เส้นขวางขนาดพอดีกับรอยแผลบนข้อแขนของหลงไม่ผิดเพี้ยนแม้ขนาดเพียงเส้นผม
นักบวชชมพูทวีปทาบรอยแผลทั้งสองเข้าด้วยกัน ท่านหลับตาลงนิ่งสงบรอครู่ใหญ่เห็นโลหิตสีดำสนิททะลักล้นออกระหว่างแขนต่อแขนที่ทาบกันนั้นจนกระทั่งเปลี่ยนเป็สีแดง จากนั้นจึงหยุดไหลลง
สีหน้าของหลงจากซีดเผือดบัดนี้เปลี่ยนเป็มีเืฝาดปรากฏขึ้นตามลำดับ แม้ว่าดูไม่คล้ายปกติเท่าไหร่แต่นับว่าดูดีขึ้นมากทีเดียว กลับกันที่สีหน้าของนักบวชชมพูทวีปจากเดิมที่เปล่งปลั่งบัดนี้ดูหม่นลงเล็กน้อย ท่านยังหลับตานิ่งเนิ่นนาน ผู้ที่ชมดูอยู่ทั้งคนและสัตว์พากันสงบเงียบอย่างใจจดจ่อ ทั่วบริเวณพลอยเงียบงันจากเสียงสัตว์ป่านานาชนิดโดยพร้อมกัน
ชั่วอึดใจ หลงน้อยส่งเสียงครางออกมา ลืมตาทีละน้อยเห็นนักบวชแปลกหน้าอยู่ตรงหน้า นักบวชชมพูทวีปปล่อยข้อมือหลงน้อยวางลง สิ่งที่ขอนเห็นเป็อัศจรรย์คือรอยแผลของทั้งสองฝ่ายบัดนี้ปิดสนิทเห็นเป็เส้นจางเท่านั้น
หลงน้อยใช้แขนชันกายขึ้นช้าๆอย่างอ่อนเพลีย มีขอนที่ประคองด้านหลังมันไว้ให้ ก้มลงกราบนักบวชชมพูทวีปที่นั่งอยู่เบื้องหน้า ท่านยิ้มรับน้อยๆ
“ท่านอาจารย์ช่วยข้าพเ้าไว้ด้วยเมตตา ข้าพเ้าหลงน้อยไม่ทราบจะตอบแทนพระคุณอย่างไรจึงสมควร”
หลงน้อยกล่าวอย่างตื้นตันใจ สำหรับหลงน้อยแล้ว ท่านอาปานและหลวงพ่อฟูคือบุคคลสองท่านที่มีพระคุณใหญ่หลวง ไม่คิดว่าจะมีผู้ใดอีก
หลวงจีนวัยฉกรรจ์แย้มยิ้มอย่างเมตตา กล่าวว่า
“หนูน้อย เ้านับว่ามีโชคใหญ่หลวงนัก อาจารย์ใหญ่ถอนพิษพยานาคราชให้เ้าด้วยโลหิตของท่านเอง หากเปลี่ยนเป็ผู้อื่นอย่าว่าแต่ช่วยเหลือเ้าได้กระทั่งเอาชีวิตคงยังไม่รอด เพราะนี่เป็วิธีการอันอันตรายยิ่งนัก พิษนาคราชมีฤทธาเหนือพิษใดทั้งปวงในโลกหล้า อาจารย์ใหญ่เชี่ยวชาญวิชาการแพทย์ที่สุดในแผ่นดินชมพูทวีป หรือ แม้กระทั่งในโลกนี้ กระทั่งเืของท่านก็ยังเป็ยาถอนพิษอันพิสดาร”
นักบวชชมพูทวีปท่านถูกเรียกขานเป็อาจารย์ใหญ่โบกมือยิ้มอย่างอ่อนโยน
“เหี้ยนจั้ง เ้ากล่าวไม่ถูกต้อง ในโลกนี้ที่เรียกว่าโชคที่แท้นั้นไม่มี นี่เป็กรรมกำหนดชะตาไว้ เ้าหนูน้อยผู้นี้มีเื่ราวอีกมากมายต้องกระทำ หากแม้นเราไม่ช่วยยังมีเื่ราวอีกมากที่อาจเป็ไป หรือไม่อาจเป็ไป”
หลวงจีนหนุ่มน้อมรับคำสั่งสอนก้มศีรษะรับอย่างนอบน้อม
คำเรียกหาหลวงจีนชมพูทวีปเป็ท่านอาจารย์ใหญ่นั้นคลุมเครือนัก เด็กน้อยทั้งสองรับฟังจนจับต้นชนปลายมิได้ แต่ทราบว่ากล่าวถึงพวกตน เด็กน้อยหลงก้มกราบอีกครา กล่าวว่า
“โชคหรือกรรมบันดาลก็แล้วแต่ แต่ท่านอาจารย์ใหญ่ในเมื่อช่วยเหลือข้าพเ้าแล้ว เด็กน้อยเสียมารยาทแล้ว ขอทราบนามยิ่งใหญ่ของท่านอาจารย์”
หลวงจีนหนุ่มกล่าวแทนว่า
“ท่านนี้คือ ท่านอดีตอาจารย์ใหญ่นาคารชุนะ แห่งมหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทา จากแคว้นกุสินารา”
หลงและขอน รู้สึกคุ้นเคยชื่อนี้ ทบทวนดูหลวงพ่อฟูเคยกล่าวถึง มหาวิทยาลัยสงฆ์อันรุ่งเรือง ณ ชมพูทวีปอันห่างไกล
ท่านนาคารชุนะผู้รับมอบตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ เป็ผู้สร้างชื่อเสียงของสำนักสงฆ์ให้ขจรขจายกว้างไกลรุ่งเรืองไพศาล แต่ละปีมีชาวพุทธมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ออกบวชในพระพุทธศาสนาเดินทางจาริกแสวงบุญไปยังสถาบันของท่านเพื่อศึกษาเรียนรู้ปรัชญาทางศาสนา แต่ทว่านั่นเป็เื่เล่าอันนานนับร้อยปีมาแล้ว
ขอนเมื่อระลึกขึ้นได้ถึงกับร่ำร้องออกมา
“อาจารย์นาคารชุนะ ข้าพเ้ารู้จัก หลวงพ่อฟูเคยกล่าวถึง ท่านเป็อาจารย์ใหญ่เมื่อหลายร้อยปีมาก่อน แต่ว่านี่จะได้อย่างไรกัน”
กล่าวได้เพียงนั้นรู้สึกไม่สมควรกล่าวต่อ
อาจารย์นาคารชุนะท่านยิ้มให้แล้วกล่าวว่า
“แต่ว่าออกจะเหลือเชื่อใช่หรือไม่ ข้าไม่ควรปรากฏอยู่ต่อหน้าเ้า สมควรละสังขารจากโลกไปนานแล้วใช่หรือไม่”
ท่านหยุดเล็กน้อย ขอนขบคิดว่าพระผู้ใหญ่ท่านนี้ดูไปคล้ายคนอายุห้าสิบหกสิบปีเท่านั้น หากบอกว่ามีชีวิตห้าหกร้อยปีก่อนหน้านี้ต่อให้ฟาดตนให้ตายยังไม่ยอมเชื่อ อีกทั้งอายุท่านดูไปยังน้อยกว่าหลวงพ่อฟูผู้ชราเสียอีก แต่เมื่อท่านเพิ่งแสดงปาฏิหาริย์ดึงหลงน้อยกลับจากความตายชัดกับตา บัดนี้ไม่ว่าเื่ใดก็สามารถเชื่อถือได้ทั้งสิ้น
ในตอนนั้นหลงน้อยเพิ่งสังเกตว่า งูั์ที่ขบกัดยังชูกายอยู่ไม่ห่างเท่าใดนัก ยังรู้สึกระแวงระวังสัตว์ร้ายที่เพิ่งฝังเขี้ยวในร่างตน
“อย่าเชื่อสิ่งที่เ้าเห็น เื่จริงอาจไม่เป็อย่างที่เ้าคิด เราผู้นี้ประกอบด้วยฌาณทั้งยามยืน เดิน นั่ง นอน แม้วินาทีหนึ่งที่ว่างเว้นจากการกระทำ จิดเราดิ่งเข้าสู่ฌาณแลนำกายสู่ภาวะจำศีลตลอดเวลา แม้ขณะพูดจากับพวกเ้าอยู่ เมื่อจิตเข้าสู่ภาวะฌาณอันสมบูรณ์เราสามารถเข้าสู่สภาวะไร้ขีดจำกัดของตัวตนและกาลเวลา อายุเพียงเจ็ดแปดร้อยปีไม่นับเป็อย่างไรได้”
สองเด็กน้อยฟังดู ถึงกับปากอ้าตาค้างไปลืมเลือนงูั์ไปชั่วขณะ
ท่านอาจารย์นาคารชุนมีใบหน้าเฉกเช่นนักรบแต่กลับเปี่ยมประกายเมตตาจนผู้คนััได้ ช่างเป็ความขัดแย้งที่น่าอัศจรรย์นัก ท่านกล่าวต่อว่า
“แม้แต่พระพุทธองค์เองเคยปรารภว่า หากให้ท่านตั้งใจคงสังขารไว้ชั่วกัลป์ก็ยังเป็ไปได้อยู่ เราเอง หลังจากสละเืให้เ้าแล้ว วันพรุ่งนี้จึงเป็วันสุดท้ายของชีวิตหกร้อยปีของเรา”
หลงน้อยรับฟังถึงกับสะดุ้ง ใบหน้าซีดเผือดปรากฏแววเศร้าสลดใจ
“นี่จะได้อย่างไร เช่นนี้เป็ว่า เพราะหลงน้อย ท่านจึงต้องละซึ่งสังขาร หากเป็เช่นนั้นหลงน้อยไม่ขอรับความเมตตานี้จะดีกว่า ท่านผู้ทรงศีลมีมหากรุณาจะให้ลาโลกนี้ไปเป็เื่น่าเสียดาย เหตุใดจึงแลกชีวิตที่ยิ่งใหญ่ของท่านกับชีวิตเด็กน้อยต่ำต้อยด้อยค่าของข้าพเ้า”
ท่านอาจารย์ใหญ่โบกมือห้ามปราม
“ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกต้อง ไม่มีชีวิตใดมีค่ากว่าชีวิตใด อย่าว่าแต่สิ่งที่เรียกว่าชีพนั้นแต่เดิมไม่มี ดังนั้นหลังจากนี้เราจึงไม่ได้สิ้นชีพ เราเพียงละจากสังขารจากภพภูมินี้เท่านั้น อย่าว่าแต่การช่วยเ้ายังมิใช่สาเหตุที่เราละสังขาร ครั้งกระโน้นพุทธองค์ทรงละสังขารสู่มหาปรินิพพาน ก็ล้วนแล้วแต่เป็เหตุอันเหมาะสมควรแก่เวลาทั้งสิ้น คราวนี้ก็เช่นกันเราสำเร็จผลตามความตั้งใจ เราจึงมุ่งไปสู่ลำดับขั้นตอนต่อไป”
ขอนเพิ่งคลายจากความรู้สึกขวัญแขวนเมื่อเห็นหลงน้อยปลอดภัยอย่างแน่นอนแล้ว ในตอนนี้เรียนถามท่านนาคารชุนด้วยความสงสัย
“ที่ท่านอาจารย์ใหญ่กล่าวมา ข้าพเ้าล้วนไม่เข้าใจ ขอเรียนถามเช่นนั้นจุดหมายต่อไปของท่านอาจารย์ใหญ่ คือที่ใด”
อาจารย์นาคารชุนท่านไม่ตอบคำถามในทันที
“ก่อนตอบคำถามเ้า เราคิดว่า พวกเ้าควรพักรักษาตัวสักหน่อย พยานาคราชท่านนำทาง”
อาจารย์นาคารชุนะ กล่าวพลางผายมือไปทางงูั์
งูั์ส่ายหัวขึ้นเล็กน้อย ขอนกับหลงสะดุ้งเล็กน้อย เหตุการณ์เมื่อสักครู่เพียงคลายความหวาดหวั่น แต่ยังไม่จางหายไปจากความรู้สึก
หลวงจีนกลางคนตบไหล่สองเด็กน้อยเบาๆเชิงปลอบประโลม
“พยานาคราช ไม่ใช่งูั์ธรรมดา เป็งุใหญ่ที่รู้ภาษาคนทั้งไม่ค่อยดุร้าย แม้ว่ายังกินสัตว์เป็ภักษาหาร”
ขอนอดถามไม่ได้
“เช่นนั้น ไฉนท่านพยานาคราชจึงเข้าโจมตีพวกเราอย่างดุร้ายเล่า”
หลวงจีนท่านเม้มปากก่อนหัวร่อเบาๆ
“เื่ราวในโลกเหนือความคาดหมาย แม้แต่เราเองก็ไม่สามารถเข้าใจเื่ราวได้ทั้งหมด เราเพียงติดตามท่านอาจารย์มาเพื่อดูแลท่านใน่ละสังขาร จึงทราบว่าท่านจะมาละสังขาร ที่แห่งนี้ ที่ซึ่งท่านเคยมาเยือนในครั้งยังหนุ่มแน่น ถ้ำนี้เป็ถ้ำของพยานาคราชที่ร้อยปีจะหวนกลับมาเพื่อจำศีลเป็เวลาสองร้อยวัน จากนั้นจึงจะออกหาอาหารแล้วไปจำศีลในอีกสถานที่หนึ่ง เช่นนี้วนเวียนกันไปหลายสิบแห่ง เพียงครั้งนี้เป็อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าว เป็เหตุบังเอิญที่มิใช่ความบังเอิญ ท่านอาจารย์อย่างไรกำหนดละสังขารในวันพรุ่งก็มีเหตุที่จะต้องมาช่วยเหลือเด็กน้อยตัวดำเ้า”
ขอนรีบกล่าวต่อพระนักบวชทั้งสอง
“ท่านอาจารย์ทั้งสอง ข้าพเ้าเด็กตัวใหญ่เรียกว่า ขอน ส่วนนี้เพื่อนข้าพเ้าตัวดำนี่ ชื่อ หลง พวกเราเรียกหาเป็ หลงน้อย เช่นนั้นท่านงู…พยานาคราชต่อจากนี้คงเข้าใจแล้วว่าพวกเรามิใช่ศัตรูและไม่้ารบกวนการภาวนาของท่าน”
หลวงจีนเหี้ยนจั้งอดยิ้มและหยอกเย้ากลับไม่ได้ กล่าวว่า
“ถ้านั่นคือ หลงน้อย เช่นนั้น เ้าคงเป็ ขอนใหญ่ กระมัง เอาเถอะวางใจเถิด พยานาคราชมีนิสัยดุร้ายเป็พื้นนั้นจริงอยู่ แต่เมื่อเ้าได้รับการรับรองโดยท่านอาจารย์ใหญ่แล้ว พยานาคย่อมจดจำเ้าเป็มิตรและอนุญาตให้อยู่ในบริเวณได้ ดังนั้น พยุงเพื่อนเ้าตามท่านอาจารย์ใหญ่ไปเถอะ”
ขอนจึงสงบปากคำ เห็นท่านอาจารย์ใหญ่ตามหลังพยานาคราชเข้าไปในช่องเขา เป็ตำแหน่งเดียวกับที่หลงแอบซ่อนตัวก่อนหน้านี้นั่นเอง จึงรีบประคองหลงเดินตามหลังไป
ขณะนั้น หลงมีอาการอ่อนแรงลงไปอย่างมากรู้สึกคล้ายหนังตาหนักอึ้ง ทานทนไม่ได้จึงตกไปในนิทราโดยพลัน
“ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ใหญ่ หลงน้อยหมดสติไปแล้วไม่ทราบทำอย่างไรดี” ขอนร่ำร้องออกมา
หลวงจีนเหี้ยนจั้งกล่าวปลอบ
“อย่าได้วุ่นวายไป หลงน้อยเพียงหมดสติชั่วครู่ เป็ธรรมดาของผู้รับพิษร้ายและถูกถอนพิษร้าย ร่างกาย้าการพักผ่อน รีบนำหลงน้อยตามท่านไป”
ดังนั้นขอนจึงกึ่งอุ้มกึ่งประคองหลงน้อยติดตามท่านอาจารย์ใหญ่นาคารชุนผ่านรูโพรงตรงตีนผานั้น เมื่อขอนผ่านพ้นช่องว่างเข้าไป พบทางเดินแคบๆไม่กี่ก้าวทางเดินนั้นเปลี่ยนเป็ช่องกว้างขวางขึ้น จวบจนกลายเป็โถงขนาดใหญ่ มองเห็นอุปกรณ์สร้างจากไม้ท่อนสั้นบ้างยาวบ้าง
ที่สะดุดตาคือท่อนไม้สี่ห้าท่อนตรงกลางลานเป็แท่งยื่นจากพื้นขึ้นมาสูงกว่าศีรษะขอนเล็กน้อย ตาม่กลางมีแท่งไม้บ้างกลมเหลี่ยมยื่นออกมา ขอนทราบว่าหลงน้อยออกไปช่วยมันไว้จากพยานาคราชจากช่องโพรงนี้ จึงคาดว่าเป็หลงน้อยที่ประกอบสร้างอุปกรณ์พวกนี้โดยสมมติว่าเป็คู่ต่อสู้
ขอนได้แต่เหลือบมองดูไม่กล้ารอชักช้า เห็นท่านอาจารย์ใหญ่นาคารชุนหยุดยืนอยู่หน้าสระน้ำด้านในสุด ท่านยื่นมือออกมายังขอนเป็เชิงขอรับตัวหลงน้อย ขอนพยุงกายหลงไปด้านหน้า
ท่านอาจารย์นาคารชุนรับตัวหลงน้อยประคองไว้แล้วหันหลังกลับไปยังสระน้ำ ท่านค่อยๆพาหลงก้าวลงน้ำไป ส่วนขอนเพิ่งรับรู้ว่าหลวงจีนเหี้ยนจั้งทาบมือเข้ากับกลางหลัง ที่จริงขอนน่าจะมีปฏิกิริยาสะดุ้งโดยธรรมชาติ แต่มันรู้สึกถึงพลังอันแปลกประหลาดครอบคลุมร่างกาย ทั่วทั้งร่างรู้สึกอุ่นสบาย โดยแทบไม่รู้สึกตัวหลวงจีนเหี้ยนจั้งผลักขอนไปข้างหน้าก้าวลงสู่สระน้ำ ขอนไม่รู้สึกถึงััของน้ำแทบรู้สึกราวกับล่องลอยไปเพียงเท่านั้น
หลวงจีนเหี้ยนจั้งพาขอนดำน้ำลงไปตามหลังท่านอาจารย์และหลงน้อย ในความหลับตื่นเพียงครึ่งนั้น ขอนคาดว่าหลงคงได้รับการถ่ายเทพลังบางอย่างจากท่านอาจารย์นาคารชุนเช่นเดียวกัน
ลึกลงไปห้าวาเป็ช่องทางน้ำใต้ดินขนาดพอให้คนสองสามคนผ่านไปได้ในคราวเดียวกัน ช่องทางนั้นพาลึกลงไปจากนั้นมุ่งย้อนกลับขึ้นมา ขอนที่อยู่ในห้วงฝันครึ่งหนึ่งไม่อาจจับทิศเหนือใต้ได้แต่อย่างใด ผ่านไปหลายอึดใจหนึ่งท่านอาจารย์พาทั้งหมดผุดพ้นจากน้ำ ขอนก้าวพ้นจากน้ำโดยไม่รู้สึกอึดอัดขัดข้องใดๆแม้แต่น้อยกระทั่งหลวงจีนเหี้ยนจั้งละฝ่ามือออกจากกลางหลัง จึงตระหนักว่าตนเริ่มหายใจอีกครั้งหนึ่ง พลันเกิดความรู้สึกเปียกปอนไปทั่วกายกระทั่งหนาวเหน็บขึ้นมา
ขอนหันมองดูรอบกายจึงพบว่าหากเปรียบถ้ำทางเข้าเป็สวนอันวิจิตรแล้วที่นี่นับว่าเป็สวน์โดยแท้ ความกว้างใหญ่ของถ้าโถงมีขนาดเป็สามสี่เท่าของถ้ำเดิม และอันความวิจิตรตระการของหินงอกหินย้อยนั้นสุดที่จะจินตนาการได้
ที่คาดไม่ถึงคือในก้อนหินงอกย้อยใสราวแก้วนั้น มีหินหลากชนิดอันประกอบด้วยรัตนชาติทั้งเพชรพลอยมรกตปะปนกันอยู่มากมาย หากเพียงหักเอาหินงอกหนึ่งเสาติดตัวไปเป็อันว่าไม่ต้องประกอบอาชีพใดๆไปทั้งชาติทีเดียว ขอนครุ่นคิดแต่ไม่กล้าหยุดชะงักเท้าพินิจนานนัก
ทั้งหมดเดินทะลุโถงทางเดินไปเรื่อยจนมาถึงห้องใหญ่เกิดจากธรรมชาติอันหนึ่ง เห็นพญานาคขดเป็วงรูปเจดีย์ส่วนหัวเชิดสูงตาใหญ่ยาวรีนั้นปิดสนิท เสียงท่านเหี้ยนจั้งดังแว่วมาอธิบายให้ขอนพอเข้าใจ
“พญานาคกำลังเข้าสู่ฌานแล้วเพื่อบำเพ็ญบารมี ถ้ำที่พักอาศัยนี้บางคนเรียกขานเป็วังพญานาค”
ทั้งหมดเดินมาถึงถ้ำหนึ่งขนาดใหญ่พอให้เบียดเสียดกันได้หลายสิบคน ตรงกลางเป็แท่นหินใหญ่สีดำสนิทเรียบลื่น ท่านอาจารย์ใหญ่นาคารชุนะรับประคองร่างอ่อนโรยแรงของหลงจากขอน
ท่านจัดท่าให้หลงน้อยนั่งอยู่บนหินในท่วงท่าขัดสมาธิมือซ้ายวางบนหัวเข่าซ้าย มือขวาวางบนหัวเข่าขวา พลางสั่งว่า
“ไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น ยามหายใจเข้าให้นึกถึงลมวิ่งผ่านแขนลงสู่ขาที่ก้นกบ หายใจออกให้คืนความรู้สึกกลับไปยังจมูกตามเส้นทางเดิม หากรู้สึกเย็นให้นำขึ้นสู่ศีรษะ รู้สึกร้อนให้นำสู่ปลายเท้า เช่นนี้ เข้าใจหรือไม่”
หลงน้อยพยักหน้าอย่างเชื่องช้า ใบหน้ากลับมาซีดขาวขึ้นอีกครั้ง
ท่านอาจารย์นาคารชุนหันกลับมาพูดกับขอน
“ส่วนเ้า คอยดูให้มิให้หลงน้อยหลับ ปกติการหลับพักผ่อนคนทั่วไปย่อมฟื้นฟูกำลัง แต่สำหรับเด็กน้อยนี้ ร่างกายประกอบด้วยพิษและยาถอนพิษที่ไม่เคยมีใครในอดีตได้รับมาก่อน แม้แต่อาตมาเองย่อมไม่ทราบว่าผลสุดท้ายเป็ประการใด แต่ว่ารับรองไม่สิ้นชีพเด็ดขาด
หลงน้อยได้หลับพักผ่อนชั่วครู่มาแล้วเป็การช่วยเหลือตามธรรมชาติได้เบื้องต้น แต่หากหลับไหลนานไปจิตใจกลับวุ่นวายไม่นับเป็ผลดีอาจกลายเป็พิการขยับตัวไม่ได้ไป สู้ให้ประคองสมาธิจิตไว้ร่างกายจะชักนำให้พิษและเืของเราที่มีแก้พิษให้กลมกลืนเข้าหากันเอง”
ขอนรับคำอย่างงุนงง ครั้นคาดคิดว่าพ้นจากพญานาคบำเพ็ญภาวนาอะไรนั่นแล้ว เื่ใดๆตนก็ไม่นึกประหลาดใจอีกแล้ว นั่งลงจับตาดูหลงน้อยที่หายใจรวยรินอยู่ตรงหน้านั้น ไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อยว่าสองนักบวชต่างแดนได้เดินออกจากประตูถ้ำไปแล้ว
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ขอนยังมีจิตจดจ่อ กับจังหวะการหายใจของหลงน้อยไม่ท้อถอย สังเกตเห็นสีหน้าหลงน้อยขมวดคิ้วขึ้น รู้ว่าหลงน้อยมีจิตกวัดแกว่ง คาดว่าคิดถึงเื่อันใดในหนหลังอยู่ รู้สึกร้อนรนใจขึ้นมา หวนคิดถึงท่านอาจารย์นาคารชุนะกล่าวว่า หากปล่อยให้จิตใจหลงน้อยวุ่นวายไปอาจกลายเป็อัมพาตได้ รีบกล่าวว่า
“หลงน้อย ข้าไม่ทราบว่าเ้าคิดอะไรอยู่ คาดว่าเป็เื่อันยากลืมเลือน ข้าก็เช่นกันมีเื่อันยากลืมเลือน”
ขอนหยุดเล็กน้อยเห็นหว่างคิ้วหลงกระตุกขึ้น คาดว่าความนี้คงสะกิดอารมณ์บางอย่าง รีบกล่าวต่อ
“แต่ดูจากพฤติกรรมเ้าแล้ว นอกจากเื่ราวอันยากลืมเลือน ยังมีเื่ต้องกระทำใช่หรือไม่ ไม่เช่นนั้นคงไม่ลงทุนปกปิดตนเองและความสามารถเอาไว้หลายปี ถ้าเช่นนั้น เ้าไม่มีทางเลือกใดอื่น ได้แต่วางเื่ราวลง ไม่เช่นนั้นต่อจากนี้ หากมีร้อยเื่ต้องกระทำ ได้แต่เบิ่งตามองไม่อาจกระทำอันใด เช่นนี้มีอันใดดี สู้ยอมพ่ายแพ้เสียแต่เมื่อหลายปีที่แล้วไม่มีที่ใดต่างกัน”
ตอนจบคิดถึงความมุ่งมั่นตลอดมาของตน รู้สึกขมขื่นใจขึ้นมา พอสังเกตดูหน้าหลงน้อย พบว่าสีหน้าดีขึ้นเป็ปกติ ลมหายใจก็ผ่อนช้าไม่ติดขัด รู้สึกวางใจลง หันมาตามสังเกตลมหายใจของหลงต่อ สักครู่พลางหายใจตามจังหวะนั้นไม่รู้ตัว
เช้าวันต่อมา ขอนรู้สึกตัวตื่นขึ้นพบว่านอนเหยียดยาวอยู่บนพื้น ในใจแตกตื่นไม่ทราบหลับไหลไปแต่เมื่อใด อย่างน้อยตอนยามสามยังติดตามลมหายใจหลงน้อยอยู่ พ้นจากยามสามไปไม่เท่าไหร่พลันง่วงงุนหลับไป รีบยันกายขึ้นมองเห็นหลงน้อยยังนั่งขัดสมาธิอยู่ในท่าเดิมค่อยคลายใจขึ้นมา
พลันหลงน้อยลืมตาขึ้น ขอนโพล่งออกมาว่า
“เป็อย่างไร เ้าไม่ได้ เอ่อ...มีปัญหาใดกระมัง”
หลงน้อยเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม
“พี่ขอน เ้าหมายถึง ข้าจะเดินเหินแบบคนปกติได้หรือไม่หรือ”
เห็นขอนพยักหน้าฝืนยิ้มรับ หลงน้อยจึงกล่าวต่อ
“นี่ต้องนับว่าท่านเป็ผู้มีพระคุณต่อข้าพเ้า ตอนชั่วยามแรก ข้าคิดถึงเื่ราวแต่หนหลังเกือบควบคุมสติไว้ไม่อยู่ ดีที่ท่านกล่าวเตือนจึงค่อยสำรวมใจ รู้แต่ลมหายใจได้ ต้องขอบคุณพี่ขอนท่านมากแล้ว”
ขอนรีบโบกมือ ฝืนยิ้มว่า
“นี่นับว่าเล็กน้อย ไม่สู้เ้าที่ออกรับเขี้ยวท่านพญานาคแทนข้าได้”
หลงน้อยพยักหน้ารับ กล่าวอย่างใจจริงว่า
“ไม่จำเป็ต้องเอ่ยถึง ข้าพเ้ามิได้จดจำใส่ใจ”
ขอนชิงขัดว่า
“ไม่ถูกต้อง ยังนับว่าเ้ามีพระคุณกับข้าก่อน” หยุดเล็กน้อยจึงปรับเสียงเบาลงกล่าวถามว่า “แต่ข้าสงสัยอยู่อย่าง ข้าทั้งกลั่นแกล้งเ้าสารพัด ทั้งดูถูกดูแคลน ใยเ้าไม่เพียงปล่อยข้าให้ถูกขบกัดตายไป ยังมิใช่เื่น่ายินดีกว่าหรือ”
หลงน้อยทำหน้าครุ่นคิด ก่อนตอบว่า
“ข้าไม่ได้คิดซับซ้อนมากความในตอนนั้น เพียงออกไปช่วยเท่านั้น” หลงน้อยตอบด้วยสีหน้าทบทวนเหตุการณ์ก็พบว่ามิได้ขบคิดมากมายแต่อย่างใดในตอนนั้น ขอนกลับรู้สึกละอายใจขึ้นมา ผู้อื่นเพียงคิดออกไปช่วยไม่ถือสาหาความเื่เก่า หลงน้อยปกติคล้ายคนไม่มีน้ำใจไมตรี ไม่ข้องแวะผู้ใดที่แท้ภายในกลับเป็ผู้มีน้ำใจกว้างขวางนัก ที่แม้แต่กระทั่งตัวหลงน้อยของมันเองอาจจะมิได้ตระหนักว่ามีน้ำใจเช่นนี้อยู่ภายในความเฉยชานั้น
ขอนอดพึมพำมิได้ว่า “เ้าที่แท้มีจิตใจกว้างขวางนัก”
หลงน้อยคิดได้อย่างหนึ่งขึ้นมา
“แต่ท่านสิน่าประหลาดนัก ก่อนหน้านี้หากผู้อื่นบอกข้าพเ้าว่า ท่านมีน้ำใจดูแลข้าพเ้าไม่หลับนอนครึ่งค่อนคืน ต่อให้ทุบตีข้าพเ้าให้ตายยังไม่ยอมเชื่อ หนำซ้ำท่านยังกล่าวถึงขอบใจนั่นขอบใจนี่จนวุ่นวาย ธรรมดาท่านไม่เป็เช่นนี้”
ขอนยิ้มแหยอันที่จริงมันทราบถึงความคิดอ่านที่เปลี่ยนแปลงอยู่เช่นกัน พลอยให้รู้สึกละอายใจกับพฤติกรรมในอดีต
“นั่นสิ ข้าก็ไม่เข้าใจนักเหมือนกัน ั้แ่เมื่อวานนี้ข้าได้รับข้อมูลข่าวสารอันมีความสำคัญ เื่นี้เปลี่ยนความคิดข้าไปมาก ข้ารู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจมิได้รู้สึกหนักอึ้งตลอดเวลาเหมือนที่ผ่านมา ดูสิข้าเองยังไม่อยากเชื่อว่ากำลังพูดกับเ้าได้เนิ่นนานขนาดนี้ แต่กลับรู้สึกปลอดโปร่งยิ่ง” กล่าวพลางยิ้มอย่างแช่มชื่น
ขณะที่ทั้งสองสนทนาปราศัยกันอย่างถูกคอ หลวงจีนเหี้ยนจั้งได้ก้าวเข้ามาในห้อง กล่าวว่า
“น่ายินดีนัก หลงน้อยกลับฟื้นขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป หากเ้าทั้งสองยังมีกำลังเหลือพอให้วุ่นวายได้บ้าง อย่างนั้นติดตามเราไปพบท่านอาจารย์ใหญ่เป็อย่างไร ไม่นับเวลานี้เป็เวลาดียิ่ง ก็อาจจะไม่มีเวลาไหนอีกแล้ว”
ทั้งสองเห็นหลวงจีนหนุ่มกล่าวอย่างกระตือรือร้น แม้ว่าไม่อาจเข้าใจได้มากนัก แต่ต่างรับคำ รีบลุกติดตามไป
แม้ว่าหลงน้อยจะยังรู้สึกอิดโรยและล้าแรงอยู่บ้างแต่หวนนึกถึงการหลับยาวของตนก้าวเข้าสู่วันใหม่แล้ว ดังนั้นเหลือเวลาไม่มากที่จะได้พบพานผู้มีพระคุณจึงคิดออกจากห้องพักแต่แรกแล้ว
ขณะเดินผ่านกลับห้องโถงใหญ่อีกครั้งถึงกับต้องตะลึงลานกับความตระการตาของธรรมชาติ เมื่อตอนถูกนำเข้ามาตนอยู่ในสภาพร่อแร่ปางตาย อย่าว่าแต่มองดูแม้รับฟังยังไม่ได้ใจความ หลงน้อยชมดูหินพลอยอัญมณีเลอค่าฝังอยู่ในหินงอกหินย้อยเพราะมันน่าดูยิ่ง แต่ทว่าพื้นนิสัยอันไม่หลงไหลต่อวัตถุสิ่งมีค่าใดๆ จึงเพียงแต่เสพรับความงดงามเพียงเท่านั้น หาได้มีความโลภอยากเก็บเป็สมบัติไม่
ส่วนขอนเองเมื่อผ่านพ้นเหตุการณ์มากมายทั้งยังรู้สึกโล่งใจที่หลงน้อยปลอดภัย เื่อัญมณีที่อยู่รอบกายนี้ย่อมไม่ได้ใส่ใจมากมายอันใด ในใจยังตระหนักรู้ถึงความปลอดโปร่งยินดีอยู่ตลอดเวลา ช่างเป็ความรู้สึกอันน่าประหลาดนัก คล้ายผ่านความฝัน คล้ายเพิ่งสลัดพ้นคราบร่างเดิมทิ้งกลายเป็บุคคลใหม่ที่รู้สึกถึงความพิศดารของชีวิตยิ่งนัก เป็ความรู้สึกอันไม่เคยเสพรับมาก่อน
ทั้งหมดเดินมาถึงปากทางห้องถ้ำหินแห่งหนึ่งที่มีสีขาวบริสุทธิ์และดูสงบเป็พิเศษ
เมื่อก้าวผ่านเข้าไป กลับเป็ห้องถ้ำหินผนังเรียบลื่นน่าประหลาดที่กึ่งกลางห้องมีแท่นหินทรงกระบอกกลมสูงขนาดหนึ่งศอกที่้าราบเรียบราวกับใช้มีดคมกริบปาดทิ้งไป
อาจารย์ใหญ่นาคารชุนนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหิน ตาทั้งสองข้างของท่านหลับพริ้มแน่วนิ่งไม่ไหวติง ท่านนั่งหลังตรงสองมือทาบทับกันบนหน้าตัก ทั้ง่ไหล่ของท่ายดูผึ่งผายและตั้งฉากกับพื้น ลมหายใจที่แ่บางจนแทบไม่มีให้สังเกตเห็นทำให้ร่างทั้งร่างไม่ไหวติง ดูเผินๆกลับคล้ายรูปปั้นอันสง่างาม มากกว่าเป็มนุษย์ผู้หนึ่ง
หลวงจีนเหี้ยนจั้งและเด็กน้อยทั้งสองพากันสงบปากคำ เพียงทรุดนั่งลงบนพื้นด้านหน้าท่านอย่างเงียบสงบ
เพียงชั่วครู่ท่านนาคารชุนลืมตาขึ้น ทุกครั้งที่ท่านมองผ่านไม่ว่าผู้ใดสามารถรับความรู้สึกอันเปี่ยมเมตตานั้นได้ ขอนยิ่งได้พบเห็นท่านยิ่งรู้สึกยอมรับนับถือจนหมดใจ
ท่านนาคารชุนกล่าวโดยหันไปทางหลงน้อย
“เ้านี่ไม่ธรรมดาทั่วไปจริง คนทั่วไปเห็นเพชรนิลจินดา จะมากน้อยย่อมรู้สึกใคร่ได้ แต่เ้ากลับไม่สนใจมากไปกว่าพบเห็นเหล่านกน้อยอันสวยงามหรือต้นไม้อันสูงใหญ่”
หลงนึกทบทวนดู ตนไม่หวั่นไหวใดๆจริง ที่ผ่านมาเื่คิดทรัพย์สินมีค่าอันใดมิเคยมีอยู่ในหัวสมองเป็ปกติ ชั่วชีวิตนี้ที่รอคอยมีเพียงภารกิจที่มุ่งหมายจัดการกับผู้ที่ทำให้ครอบครัวตัวเองต้องแตกสลายและตามหาพี่สาวที่สาบสูญไปเท่านั้น แต่ที่น่าประหลาดคือท่านอดีตอาจารย์ใหญ่แห่งนาลันทานั่งหลับตาอยู่ที่นี่กลับรู้เื่ภายในใจของตนได้เช่นไร
ท่านนาคารชุนกล่าวจบหันไปทางขอน
“ส่วนเ้าเห็นเพชรนิลจินดา รู้สึกใคร่ได้ตามประสาปถุชนทั่วไป” ขอนรู้สึกเืสูบฉีดหน้าแดงเข้มขึ้นมารู้สึกละอายใจ
ท่านนาคารชุนแย้มยิ้มอย่างเมตตากล่าวต่อ
“แต่อย่าได้เกิดความละอายใจไป นั่นเป็ความรู้สึกของคนทั่วไป แต่ใจเ้าแม้ปรารถนากลับไม่แปรเป็ละโมบโลภมาก คิดนำพาจากไป นี่ก็นับว่าหาได้ยาก”
ขอนนั้นประหลาดใจกับความสามารถของท่านนาคารชุนะจนแทบไม่รู้สึกประหลาดใจมากไปกว่านี้อีกแล้ว รับฟังอย่างจดจ่อรู้สึกคลายความละอายไปได้หลายส่วน
ท่านนาคารชุนกล่าวต่อว่า
“เรามีเวลาน้อยฟังเราพูดให้ละเอียดถี่ถ้วน ความนี้ยังทำประโยชน์ให้เ้าได้อีกมากหลายในอนาคต อันว่าคนเราหากรู้ธาตุแท้ตนเองอย่างครบถ้วนแล้ว การส่งเสริมตนเองให้มีความก้าวหน้าย่อมเป็ไปอย่างสมควร”
ท่านหันมากล่าวกับหลงน้อยต่อ
“เ้าที่ไม่สนใจสิ่งมีค่าใดๆ เพียงเพราะเ้าหล่อหลอมมาด้วยเื่ราวเพียงหนึ่งเดียว คือ แก้แค้นให้กับบิดามารดา สิ่งนี้ทำให้เ้าเปรียบประดุจยืนอยู่บนหุบเหวสองข้างทางเป็เหวลึกไม่เห็นก้น เพียงแค่เส้นทางเดินกึ่งกลางเท่านั้นที่เป็ทางอันปลอดภัยให้เ้าเดิน เราในเวลานี้ไม่อาจทำให้เ้าออกจากหุบเหวนั้นได้ และเราก็จะไม่ขอให้เ้ากระทำการใดๆอันขัดแย้งกับปณิธานเดิมของเ้า เราเพียงอยากขอเพียงเื่เดียวเท่านั้น ไม่ทราบเ้าจะรับปากได้หรือไม่”
หลงน้อยหัวใจเต้นแรงอีกครา พระผู้ชราจากต่างแดนท่านนี้กล่าวราวกับรับรู้เื่ของมันแต่แรกอีกแล้ว ดังนั้นรีบกล่าวตอบ
“ชีวิตของหลงน้อย ล้วนเป็ท่านอาจารย์ประทานให้ แม้ท่านบอกให้สะบั้นหัวใจ ณ บัดนี้ หลงน้อยรับรองไม่นิ่วหน้าแต่น้อย”
ท่านนาคารชุนยิ้มอย่างยินดี
“ดี ดี ดี เื่นี้ไม่ถึงขนาดนั้น เราอยากให้เ้าเพียงแค่ปฏิบัติตามสิ่งที่ หลวงพ่อฟู ของเ้าสอนไว้ นั่งสมาธิวันละครึ่งชั่วยามเป็อย่างน้อยไม่คิดเื่อื่นใดจากนี้ตลอดไป เท่านี้ทำได้หรือไม่”
“เื่แค่นี้หลงน้อยย่อมกระทำได้ไม่ยากเย็นครับ” หลงน้อยรับคำรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างที่เป็เื่อันธรรมดาสามัญและง่ายดาย แต่แรกยังกังวลว่าท่านจะขอให้ถือศีลปาณา อย่างนั้นก็นับว่าแย่แล้ว หากเป็เช่นนั้นไม่ทราบจะทวงถามความแค้นอย่างไร คิดจบรู้สึกตัวว่าเื่นี้ท่านนาคารชุนย่อมอ่านใจออก ยามนั้นแลบลิ้นออกมาอย่างอับอาย
ท่านนาคารชุนไม่ว่ากระไร หันไปทางขอน
“ส่วนเ้า สองวันนี้ทำให้เ้าเปลี่ยนไปเป็คนละคน เื่ที่เ้าตามหาอยู่นั้นรับรองอยู่เพียงปลายจมูก อย่าได้ร้อนใจไปเื่ราวทั้งหลายล้วนมีทิศทางของมัน มีสิ่งที่เป็เหตุและยังให้เกิดผลของมันเอง เรารู้สึกได้ว่าจิตใจเ้าขณะนี้ผ่องใส ธาตุแห่งพุทธะเปิดออก"
ท่านอาจารย์ใหญ่หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวต่อ
"ดังนั้น ต่อจากนี้ความคิดและการกระทำของเ้าจักเป็ไปตามธาตุอันดั้งเดิม ก่อนหน้านี้เื่วัยเยาว์ของเ้ารบกวนและเคลือบฉาบให้จิตใจกระด้างเ็า แต่บัดนี้เ้าได้ถูกปลดเปลื้องภาระนั้นออกเสียแล้ว อย่าได้โทษหลวงพ่อฟูไปที่ไม่เคยบอกเ้ามาก่อน บอกก่อนหน้านี้ใช่ว่าจะดี บอกหลังจากนี้ก็นับว่าสายไป สมควรแล้วที่เป็สมณะฟูเสียน ผู้หยั่งรู้”
ขอนทบทวนดูรู้สึก ท่านนาคารชุนกล่าวได้ถูกต้อง การบอกเล่าเื่ราวของหลวงพ่อฟูเป็จังหวะเวลาที่สมควรทั้งสิ้น หากบอกก่อนหน้านี้ ขอนย่อมหมดความรู้สึกอันผลักดันตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้าถึงกับมืดหม่นยิ่งกว่าเดิม ครั้นบอกหลังจากนี้ หากตนได้กระทำเื่ร้ายแรงอันใดไปคงหวนกลับคืนเส้นทางวิญญูชนมิได้ ยิ่งคิดยิ่งให้รู้สึกเลื่อมใสในยอดคนทั้งสองท่าน
ขอนใคร่ครวญแล้วจึงกล่าวอย่างสงสัย
“เมื่อครู่ท่านอาจารย์ กล่าวถึงหลวงพ่อฟูถึงสองครั้ง และกล่าวราวกับรู้จักดี หรือท่านอาจารย์อ่านใจเราทั้งสอง”
ท่านนาคารชุนยิ้มน้อยๆกล่าวว่า
“ฟู หรือ ฟูเสียน ไฉนเราจะไม่รู้จัก ฟูเสียนเป็ลูกศิษย์ของเราเอง เพียงแต่เป็ศิษย์เมื่อตอนห้าหกสิบปีที่แล้ว ฟูเสียนพบเราตอนวัยกลางคน เราเป็ผู้บวชให้”
ขอนแลบลิ้นออกมา อุทานว่า
“อย่างนั้นหลวงพ่อฟูอายุไม่เกือบร้อยปีแล้วหรือครับ”
หลวงจีนเหี้ยนจั้งกล่าวอย่างเอ็นดูเด็กน้อยทั้งสองจึงยิ้มพลางไปด้วย
“นี่มีอันใดน่าประหลาด ท่านอาจารย์ใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า ดูไปเพียงคนสี่ห้าสิบปีเท่านั้น”
ท่านนาคารชุนกล่าวต่อ
“ถูกแล้ว เราและฟูเสียนล้วนเป็ข้อพิสูจน์ของพุทธวัจนะ บุคคลใดผู้เจริญอิทธิบาทสี่ให้ถึงพร้อมแล้วหาก้าอยู่ถึงหนึ่งกัลป์ล้วนเป็ไปได้ อย่างที่เราเคยบอก ตลอดเวลาเจรจากับเ้าเราอยู่ในสมาธิตลอดเวลา ทั้งยังสามารถเข้าสู่ฌาณได้ทุกลมหายใจ เป็ผลของการฝึกอย่างช่ำชอง ประดุจผู้ชำนาญการขับขี่ม้าย่อมสามารถบังคับไปทางซ้ายขวาได้ตาม้า”
หลงน้อยนึกถึงตัวเองกว่าจะรวบรวมให้เกิดสมาธิชั่วครู่ยังยากเย็นนัก แต่หากให้รวมจิตใจติดตามการเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆยังง่ายกว่า ท่านนาคารชุนกล่าวต่อดังว่าจะตอบปัญหาข้อนี้
“อันว่าสมาธินั้นมีหลายระดับ ระดับเราย่อมอยู่สูงกว่าเ้ามากมายนักนี่เป็ธรรมดา เด็กน้อยเ้ากำหนดจิตใจจดจ่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ล้วนเป็สมาธิแต่ทว่าเป็สมาธิขั้นต่ำไม่ต่างอันใดกับ สิงโตเฝ้าจ้องเหยื่อ จำเป็ต้องใช้สมาธิเช่นกัน สมาธิขั้นต้นจริงจึงเป็ดังฟูเสียนสั่งสอนเ้าให้ดูตัวเอง นี่นับว่าง่ายและยากในเวลาเดียวกัน เมื่อเป็ตัวเองย่อมไม่น่ามีอันใดยากเย็น แต่ครั้นให้ติดตามสิ่งที่น่าจะง่ายกลับยากเย็นนัก เมื่อเ้ารับปากเราแล้วก็ให้ปฏิบัติตามนั้นเถิด วันหนึ่งจะเข้าใจได้เอง”
“ส่วนเ้า” ท่านนาคารชุนหันไปทางขอน ผู้ถูกทักจนเกือบสะดุ้ง “ฟูเสียนที่ไม่สอนเ้าเนื่องจากจิตใจเ้าหนักอึ้งมืดมัวหากสอนไปก็ไม่เกิดประโยชน์ จึงให้เ้าสวดมนตร์เพื่อรั้งใจเ้าให้อยู่กับสิ่งดีงาม แต่ต่อจากนี้จิตใจเ้าสว่างกระจ่างใส ดังนั้นหากปฏิบัติตามเ้าตัวน้อยนี้ย่อมเกิดประโยชน์ หรือจะท่องสวดมนตร์ก็ล้วนแล้วแต่ดีทั้งนั้น”
ขอนกำลังครุ่นคิดเื่ท่องบ่นมนตร์อยู่จึงได้คำตอบพอดี คิดขึ้นมาเื่หนึ่งจึงถาม
“ท่านอาจารย์ใหญ่ครับ ขอนมีเื่หนึ่งคิดอยากถามท่าน ไม่ทราบบิดาของขอนน้อย อยู่ที่ใดท่านอาจารย์ใหญ่กรุณาทำนายให้ได้ใหมครับ”
หลวงจีนเหี้ยนจั้งหัวร่อเบาๆกล่าวว่า
“เ้าขอนใหญ่ เรียกอย่างนี้จึงสมควรกว่า เ้ากลับถามท่านอาจารย์ใหญ่ราวกับท่านเป็นักพยากรณ์ หมอดูดวงชะตาเสียอย่างนั้น”
ขอนหน้าแดงวูบหนึ่ง ท่านนาคารชุนโบกมือ กล่าวว่า
“ไม่เป็ไร แต่อย่างที่เราบอกเื่บางเื่สมควรรู้เมื่อถึงเวลา เวลาที่ว่านั้นไม่ใช่เวลานี้ เป็เมื่อใดก็ย่อมตามสมควรเท่านั้น”
หลงน้อยเอ่ยถามตะกุกตะกักบ้าง
“ถ้าอย่างนั้นเื่ของหลงน้อย ถึงเวลาหรือไม่ครับ หลงน้อยอยากทราบว่าพี่สาวของหลงน้อยยังมีชีวิตอยู่หรือไม่”
ท่านนาคารชุนยิ้มแย้มกล่าวว่า
“นี่ก็ยังไม่ถึงเวลาที่เ้าจะรู้ เมื่อต้องรู้เมื่อใดก็เมื่อนั้น เรามีเื่สำคัญกว่านั้นในเวลาที่เหลือนี้”
ท่านหยุดครู่หนึ่ง รอว่าทั้งหมดตั้งอกตั้งใจฟังดีแล้ว
“นั่นคือ รู้ตัวของเ้าเอง และความจริงของฟ้าดิน”
“ขอถาม ท่านอาจารย์ความจริงของฟ้าดินเป็อย่างไร” ขอนถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
ท่านนาคารชุนไม่ตอบกลับกล่าวว่า
“นี่เป็นิสัยอันเปิดเผยกว้างขวางของเ้า เมื่อสนใจสิ่งใดแล้วใคร่อยากรู้ไปเสีย มีทั้งดีและเสียจดจำไว้ พื้นธรรมชาติเป็ผู้ใผ่ศรัทธา เมื่อศรัทธาต่อสิ่งใดล้วนแต่มอบความมุ่งมั่นไปสู่สิ่งนั้น ขอนเอยขอน วันนี้สิ่งนี้เป็สิ่งดี วันหน้าเ้าต้องข้ามผ่านสิ่งนี้ไปจึงจะเรียกว่าดียิ่งกว่า”
ขอนเกาศีรษะแกรกๆ รู้สึกงุนงนและแจ่มใสในเวลาเดียวกัน หลงน้อยจึงถามว่า
“ถ้าเช่นนั้น ฟ้าดินเมื่อมีความจริง ใยจึงต้องมุ่งหมายให้ ผู้เยาว์ต้องสิ้นครอบครัวสิ้นที่พักพิงเล่า”
ท่านนาคารชุนยิ้มกว้างกว่าเดิม
“นี่ยิ่งสอดรับกับนิสัยพื้นฐานของเ้า ธาตุแท้เป็ผู้รู้เหตุผลด้วยปัญญา แต่ถูกบดบังด้วยเมฆหมอกแห่งความรันทด และอคติ ยิ่งเมื่อเ้าถามยิ่งแสดงให้เห็นว่าเ้าไม่้ารับอรรถาธิบาย เ้าเพียง้าประณามโลกเท่านั้น เอาเถอะเราจะขอให้เ้าต่อจากนี้เว้นการสอบถาม และให้ขอนเป็ผู้ตั้งคำถามเมื่อ้าถาม เท่านี้อดทนได้หรือไม่”
หลงน้อยพยักหน้ารับคำ
“ความจริงของฟ้าดิน คือไม่มีฟ้าไม่มีดิน ไม่มีมนุษย์ไม่มีสัตว์ ทุกสิ่งล้วนสมมติขึ้นมาทั้งสิ้น”
ขอนเอ่ยถามว่า
“เมื่อไม่มีสิ่งใดแล้ว เหตุใดมีผู้เยาว์นั่งอยู่ที่นี่ และมีท่านอาจารย์อยู่ที่นั่นอยู่ครับ”
“นี่ความจริงยิ่งสมมติ ยกตัวอย่างเช่น หากเราเป็สมมติใหม่ สมมติให้เ้าเรียกว่าอาจารย์ และ เรียกเราเป็ผู้เยาว์ เ้าว่าได้หรือไม่”ท่านอาจารย์ถามกลับให้เด็กน้อยได้คิดตาม
“นี่ยิ่งไม่สมควรครับ อย่างนั้น คนจะติฉินเอาได้ว่า ผู้เยาว์ลบหลู่ผู้มีาุโกว่า”
“อย่างนั้น ถ้าสมมติว่าคนบนโลกนี้ทั้งโลก เรียกคนแก่ว่าผู้เยาว์ และเรียกคนหนุ่มว่าผู้าุโ ด้วยศักดิ์ศรีดุจเดิม คือเ้ายังต้องเคารพเรา อย่างนี้ เรียกหาได้หรือไม่”
“ถ้าเช่นนั้น หากไม่เรียกหาตามยิ่งแปลก เข้าไปใหญ่” ขอนเกาหัวยอมรับ
หลงน้อยอึดอัดคับข้องใจ การเรียกหาย่อมเปลี่ยนแปลงได้ เช่นสมมติขณะนี้ ตนคือหลง แต่ว่าอันที่จริงตนคือ หานบุตรชายของขุนศึกใหญ่ไร้พ่าย แต่หาได้เปลี่ยนความจริงของการเป็เด็กบ้านแตกสาแหรกขาดไม่
ส่วนท่านนาคารชุนกล่าวอย่างชื่นชมต่อขอน ราวกับไม่สนใจความคิดของหลงแต่อย่างใด
“ถูกแล้ว ถูกแล้ว หากเรายกตัวอย่างใกล้กว่านั้น เ้าได้สุนัขตัวหนึ่งมาใช่หรือไม่” ขอนพยักหน้ารับ ก่อนหน้านี้ขอนพบสุนัขข้างทางตัวหนึ่งเกเรกัดไม่เลือก ถึงกับกัดขอนไปแผลหนึ่ง แต่ที่แปลกก็คือขอนหัวโจกจอมอันธพาล กลับไม่ทุบแดดิ้นเสียกลับปล่อยให้มันกัดค้างไว้อย่างนั้น จนมันหายพยศ ตอนหลังนำมาเลี้ยงไว้ที่ข้างกุฏิกลายเป็เรียบร้อยไปมาก ขอนมานึกดูตอนนั้น ขอนเห็นสุนัขนั้นเสมือนเห็นตัวเองที่ไร้ที่พึ่งพิงได้แต่อาละวาดฟาดฟันไปเพื่อความอยู่รอด
ท่านนาคารชุนจึงกล่าวต่อ
“ตอนแรกเ้าสุนัขตัวนั้น เป็สุนัขป่าตอนหลังเป็สุนัขในวัด เป็ของเ้า อย่างนั้นตัวไหนจึงเป็ตัวแท้ของมันเล่า” ขอนพยักหน้าหงึกหงัก หลงน้อยรับฟังจนคิดคล้อยตาม
“หรือเปรียบเ้าเอง ขอน เ้าวันนี้กับเ้าสองวันที่แล้ว อย่างไหนเล่าจึงเป็ตัวจริงของเ้า” ท่านนาคารชุนถาม
หลงมานึกดูหากท่านถามตนยังไม่ยังผลอันใด วันนี้หรือก่อนนี้ล้วนไม่แตกต่าง แต่ขอนนั้นมีความต่างอย่างเห็นได้ชัดเจน
ส่วนขอนถึงกับตะลึงลาน กล่าวว่า
“อย่างนั้นแล้ว ผู้เยาว์คนใดจึงเป็ตัวแท้เล่า”
ท่านนาคารชุนโบกมือ
“ทั้งสองล้วนเป็ตัวจริงของเ้า ที่ไม่มีตัวแท้ ยกตัวอย่างเช่นวันข้างหน้าหากเ้าโตขึ้นตัวตนของเ้าก็เปลี่ยนทั้งร่างกายและจิตใจ เป็ธรรมดา”
“ผู้เยาว์ชักเข้าใจลางๆ แต่หากให้กล่าวว่าไม่มีตัวตนอันแท้ กระนั้นแล้วก็ยังไม่อาจรู้สึกได้อยู่ดี ก็ในเมื่อผู้เยาว์ยังรู้สึกของการรับรู้อยู่ที่นี้ไม่แตกต่าง”
หลงน้อยพยักหน้ารับสิ่งที่ขอนกล่าว
ท่านนาคารชุนไม่แสดงว่ารู้สึกอ่อนอกอ่อนใจกล่าวต่อว่า
“เช่นนั้นเราจะแสดงตัวอย่างสองอัน ซึ่งทำให้เ้าได้เห็นว่าทุกอย่างเป็ใจเ้าเองที่วาดขึ้น หากแต่เปลี่ยนคราวนี้เป็เราที่วาดให้” กล่าวจบท่านหลับตาลง
พริบตานั้น ทั้งหลงและขอนเปลี่ยนเป็เห็นตัวเองนั่งอยู่บนยอดหินที่สูงเสียดฟ้า เห็นท่านนาคารชุนนั่งอยู่บนยอดหินหนึ่งที่สูงขึ้นไป และเห็นหลวงจีนเหี้ยนจั้งนั่งอยู่บนยอดหินอีกยอดหนึ่งถัดจากตนไป ทั้งสองรู้สึกหวาดวูบขึ้นมา รู้สึกถึงลมโชยปะทะใบหน้าและกลิ่นหอมสะอาดของสายลมบนยอดสูง
ขอนละล่ำละลักกล่าวว่า
“ท่านอาจารย์แสดงอภินิหารแล้ว ท่านพาผู้เยาว์มาสูงถึงเพียงนี้ในพริบตาได้อย่างไร”
ท่านนาคารชุนกล่าวเสียงกังวานว่า
“ถ้าเราบอกว่าเ้ายังอยู่ที่เดิมในถ้ำห้องหับเดิมไม่เปลี่ยน เ้าจะเชื่อเราได้หรือไม่”
ขอนยังกล่าวอย่างหวาดหวั่นว่า
“เป็ไปได้อย่างไรครับ มันดูเป็จริงจังถึงขนาดนี้ กระทั่งลมปะทะหน้ายังเย็นถึงขนาดนี้”
หลวงจีนเหี้ยนจั้งกล่าวว่า
“ขอนเอย ล้วนเป็จิตเ้าปรุงแต่งคล้อยตามท่านอาจารย์ใหญ่ หากเปลี่ยนเป็ผู้มีอวิชชา ยิ่งสามารถพาให้รู้สึกราวกับร่วงลงเขา ผู้มีจิตอ่อนถึงกับปรุงให้ตนถึงตายได้ทีเดียว”
ท่านนาคารชุนกล่าวว่า
“หลงน้อยถึงเ้าจะเห็นเป็จริงจัง แต่เ้ากลับไม่เชื่อความรู้สึกนี้ใช่หรือไม่ ดีมาก ดีมาก เ้าจงพิสูจน์ให้ขอนดูด้วยการก้าวออกจากที่นั่งสิ”
หลงน้อยกัดฟัน ตนที่ไม่เชื่อมีเพียงสาเหตุเดียวคือก้อนกรวดทรายทุกกรวดััของร่างกายที่นั่งอยู่เป็ดุจเดิม แต่หากให้ก้าวออกไปเป็อีกเื่หนึ่ง หากเพียงตัดใจว่าแม้ชีวิตท่านก็ประทานมาให้อย่างนั้นจะเป็ไรกัน
หลงน้อยยันกายที่อยู่บนพื้นที่หลงเหลือเพียงน้อยนิด จากนั้นก้าวเท้าออกจากยอดหินนั้น เื่ที่ปรากฏแก่สายตาขอนคือหลงน้อยไม่ร่วงหล่นไปแต่กลับยืนสะท้านลมอยู่กลางอากาศ
“ยากจะเชื่อใช่หรือไม่ หากจิตใจเ้ากวัดแกว่งเป็เชื่อในสิ่งที่เห็นทั้งหมดเพียงนิดเดียว เ้าจะร่วงจากที่ตรงนั้นสู่พื้นดิน” กล่าวจบมายาทั้งหมดกลับกลายหายไป คืนกลับสู่ห้องในถ้ำอันอบอุ่น ท่านนาคารชุนมองหลงน้อยด้วยสายตามที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา
“เราเหลือความรู้สึกบนที่นั่งไว้ให้เ้าเพื่อให้เ้าได้รับรู้ััเดิมเอาไว้ หากเราเปลี่ยนเป็บังคับให้เ้าไม่รู้สึกถึงสิ่งรองรับทั้งสิ้น หรือเปลี่ยนเป็ััสิ่งอื่นแทนเช่นใบหญ้าเป็ต้น ความเชื่อมั่นแต่เดิมทั้งหมดต้องสูญสิ้นไป จนต้องร่วงหล่นตามมายาภาพ” ท่านนาคารชุนกล่าวราวกับเป็เื่ธรรมดา
ขอนโพล่งว่า
“นี่ช่างน่าอัศจรรย์นัก จมูกของขอนน้อย ยังเย็นเยียบอยู่เลย แม้อากาศในถ้ำจะอบอุ่นก็ตาม”
“นี่เป็ใจเ้าสั่งให้เชื่อเอง เราไม่ได้บังคับสภาวะหนาวร้อนแต่อย่างใด” ท่านนาคารขุนกล่าว
หลงน้อยรู้สึกว่า นี่ออกจะเหลือเชื่อร่างกายที่อยู่ในถ้ำอันอบอุ่น แต่กลับเย็นราวกับเพิ่งััลมหนาวมา เช่นนี้เป็ว่าจิตใจช่างทรงพลังถึงกับบังคับให้ร่างกายคล้อยตามได้ หากว่าเป็การต่อสู้แล้วผู้ที่บังคับสิ่งเหล่านี้ได้คงเป็ยอดคนหาผู้ใดต่อต้านได้ไม่
“นี่หาใช่ผู้ใดนึกจะทำก็ทำได้ไม่”
หลวงจีนเหี้ยนจั้งกล่าวเสริมว่า
“ถูกแล้ว เท่าที่อาตมาประสบพบมา ไม่มีผู้ใดสามารถสร้างมายาได้สมจริงจังดังท่านอาจารย์ใหญ่เลย”
ท่านนาคารชุนกล่าวว่า
“แต่มายานี้ไม่ใช่ของอันดีงามใด เราเพียงยกขึ้นมาเพื่อสั่งสอนเ้าเท่านั้น เ้าทั้งสองเพียงแต่มีจิตใจอันยอมคล้อยตามเราแต่แรก บวกับยอมรับนับถือเรา หากเปลี่ยนเป็ผู้อื่นที่มีจิตใจอันเข้มแข็ง มายานี้มีผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
ท่านหยุดเล็กน้อยจึงกล่าวต่อ
“ตัวอย่างสุดท้ายที่เราจะให้เ้าได้เห็นว่า ทุกอย่างเป็สิ่งสมมติ มีผู้ที่ทำได้เยี่ยงนี้แต่นั่นเป็วิชาการยุทธ วิชาต่อสู้ แต่สำหรับเรารับรองไม่ได้ใช้สิ่งเ่าั้แม้แต่น้อย แม้ว่าเราจะรู้จักวิชายุทธเป็อย่างดี เพียงแต่เราไม่จำเป็ต้องใช้มัน”
ท่านกล่าวจบยกมือขึ้นช้าๆ ข้างหนึ่งยกสูงขึ้นเสมออก อีกข้างแบออกไปข้างหน้าหน้าตัก ท่านกล่าวอย่างแช่มช้าว่า
“เราจักสมมติให้มือขวาของเราเป็มีดที่คมที่สุด”
กล่าวจบท่านวาดมือขวาที่ยกสูงลงช้าๆ ไปที่มือซ้ายที่แบมือ หลงน้อยและขอนนั่งดูจนเงียบกริบ เห็นนิ้วก้อยซ้ายของท่านขาดหลุดร่วงหล่นลงไป เห็นเืทะลักไหลออกจากาแ ท่านนาคารชุน กล่าวต่อว่า
“จากนั้นเราสมมติให้มือเราเสมือนไม่มีนิ้วก้อยมาแต่ก่อน”
เด็กทั้งสองเห็นปากแผลนั้นค่อยค่อยสมานตัวทีละน้อยสักครู่ตำแหน่งนั้นกลมมนดูไปไม่คล้ายแผล ไม่คล้ายว่ามีเค้าถูกตัดขาดทิ้งไปแต่อย่างใด
“เ้าเห็นว่าเป็อย่างไร” ท่านนาคารชุนหันไปหาหลงน้อย
หลงน้อยรู้ตัวว่าท่านอาจารย์ใหญ่อนุญาต ให้พูดได้ทั้งโล่งใจ แต่ก็สุดที่จะหาคำใดกล่าว อ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า
“ท่านอาจารย์ใหญ่ ได้ใช้สองเื่ยืนยันความจริงที่ท่านกล่าว หนึ่งนั้นคือ หากสมมติว่าเห็น ก็สามารถเห็น หากสมมติว่าหนาว ก็จักหนาว นึ่เป็การสมมติจากสิ่งที่ไม่มีจริง แต่อีกด้านท่านสมมติจากสิ่งที่เป็จริงให้เห็นชัด หากสมมติว่าเืเนื้อเป็เหล็กย่อมเป็เหล็กได้ฉันใด หากสมมติให้เืเนื้อก่อเกิดย่อมสามารถก่อเกิดเป็เืเนื้อได้ฉันนั้น”
ขอนพยักหน้าหงึกหงัก เป็ทำนองว่าเห็นพ้องต้องตาม แล้วโพล่งว่า
“ถ้าเช่นนั้น เช่นนี้ไม่เป็ว่าท่านอาจารย์สมมติให้เป็หนุ่มสาว ะไม่ตายย่อมทำได้เช่นกัน”
ท่านนาคารชุนยิ้มแย้มหันมาทางขอนน้อย
“สมมติให้เืเนื้อก่อเกิด เป็เื่หนึ่ง สมมติให้ไม่ตายนี่เป็เื่ต่างหากอีกเื่หนึ่ง แม้พระบรมศาสดาพระพุทธเ้าเองท่านยังไม่ทรงกล่าวว่า หากเจริญอิทธิบาทสี่ให้ถึงพร้อมผู้นั้นอยู่เป็ะก็ย่อมได้ หากพระพุทธองค์ยังทรงกำหนดให้อยู่ได้ถึงหนึ่งกัปล์ก็เป็ได้ นี่เพราะเ้าต้องเข้าใจเื่ราวอีกสองเื่ แต่ก่อนอื่นเฉพาะเื่นี้เ้าทั้งสองเข้าใจหรือไม่”
ทั้งสองรับคำพร้อมเพรียงกัน พร้อมกับรอรับฟังคำสอนต่อไปด้วยใจอยากรู้อยากเห็นยิ่งนัก