ภายในบริษัทแห่งหนึ่งที่ถูกประดับตกแต่งอย่างหรูหรามีชายแก่ร่างท้วมใส่แว่นผมสีขาวโพลนและมีแววตากราดเกรี้ยวกำลังยืนประชันหน้ากับชายวัยกลางคนผมทรงอันเดอร์คัตสีดำสนิทที่มีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
“ว่าไงนะ เื่ใหญ่ขนาดนี้ทำไมคุณไม่รีบแจ้งผม!”
เสียงของชายแก่ร่างท้วมได้ดังสนั่นไปทั่วบริเวณห้องทำเอาเหล่าพนักงานคนอื่นต่างจ้องมองมายังพวกเขา
“ผมสั่งแล้วใช่มั้ยให้ตรวจสอบให้ดีก่อนจะประกาศเปิดตัวถ้าผู้เล่นมาพบเข้าจะเกิดอะไรขึ้นคุณรู้ไหม?”
“ขอโทษครับ ผมไม่นึกว่าเธอคนนั้นจะสามารถทำได้ถึงขนาดนี้”
“ได้แต่แก้ตัวไปวันๆผมจ้างคุณมาแก้ไขข้อผิดพลาดไม่ใด้ให้มาแก้ตัวเข้าใจไหม!”
“ถ้าเกิดความเสียหายกับบริษัทขึ้นคุณจะรับผิดชอบไหวไหม?”
“ขอโทษครับหัวหน้า”
“เหอะๆ เอาเถอะยังไงเื่มันก็เกิดไปแล้วไปแก้ไขให้มันดีและอย่าทำอีกแล้วกันและผมหวังว่าคุณจะไม่ทำผิดพลาดแบบนี้อีกนะถ้าไม่อย่างนั้น......”
“คุณเตรียมหมดอนาคตได้เลย”
“จะไม่เกิดเื่แบบนี้อีกแน่นอนครับหัวหน้า”
“อ้อแล้วคุณก็ช่วยจำใส่กะลาหัวไว้ด้วยนะว่าที่คุณยังยืนอยู่ตรงนี้ได้เป็เพราะใคร”
“ครับ ผมทราบดีครับ”
สิ้นสุดเสียงตอบรับของลูกน้องชายแก่ร่างท้วมก็ได้เดินออกไปด้วยสีหน้าไม่พอใจทำเอาเหล่าพนักงานคนอื่นรู้สึกเกรงกลัวว่าถ้าหากตนทำผิด จะโดนแบบนั้นบ้างรึเปล่านะ?
“หน๋อย ทำเป็กร่างไปเถอะไอ้แก่เอ๊ยอย่าให้เหลืออดนะจะแฉให้หมดเลยว่าบริษัทปกปิดอะไรไว้บ้าง”
พนักงานหนุ่มผู้ถูกดุด่าได้แต่กำหมัดแน่นด้วยความโมโหและได้สบถคำด่าต่างๆนาๆออกมาอย่างเบาๆ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กริ๊ง ~ กริ๊ง ~ เสียงนาฬิกาปลุกได้บ่งบอกว่าถึงเวลายามเช้าอันสดใสแล้วแต่สำหรับคนบางคนนั้นมันช่างเป็เวลาที่ดูหม่นหมองซะเหลือเกิน
“เฮ้อ ยังง่วงอยู่เลยต้องตื่นไปทำงานอีกแล้วหรอ?”
“เมื่อคืนไม่น่านอนดึกเลยแหะ ปวดหัวชะมัด”
“ว่าแต่ทำไมกันนะ? ใครเป็คนคิดให้ต้องตื่นไปทำงานตอนเช้าๆด้วยเนี่ย”
ฟราน หนุ่มวัยยี่สิบต้น มีผมรองทรงสีดำเฉกเช่นเดียวกับั์ตาของเขาเขาได้พูดด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายใจเป็อย่างมาก
“เอาเถอะ ยังไงวันนี้ก็วันศุกร์แล้วพรุ่งนี้คงได้หยุดยาวๆแล้วไปเล่นเกมที่ดองไว้ซะที”
“อืม~ หรือจะเล่นเกมที่เปิดใหม่ดีได้ข่าวว่ามีการแจกไอเทมชดเชยที่เปิดตัวช้ากว่ากำหนด เพราะระบบมีปัญหาด้วยนี่นา”
ชายหนุ่มได้รำพึงรำพันอยู่กับตัวเองสักครู่ก่อนที่จะลุกไปทำกิจวัตรประจำวันของเขา
หลังจากที่ฟรานได้แต่งตัวเสร็จก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา
“สวัสดีครับ ฟรานพูดสายครับ”
“ผมมาจากบริษัทขนส่งครับพี่ไม่ทราบว่าวันนี้พี่สะดวกรับของไหมครับ”
“ฝากไว้ที่นิติบุคคลของคอนโดได้เลยครับ”
หลังจากวางสาย ฟรานได้ยิ้มออกมาและทำตาอย่างมีประกาย
“หลังจากที่อดหลับอดนอนทำงานเพื่อสะสมเงินมาหลายปีในที่สุดเราก็ได้เครื่องเล่นเกมเสมือนจริงนี่ซะที”
“แถมเกมออนไลน์ใหม่ที่ต้องเล่นผ่านไอ้เ้าเครื่องนี้ก็ดันเปิดตัวพรุ่งนี้พอดี”
“และพรุ่งนี้ก็วันเสาร์ด้วย อ่ามันช่างเหมาะเจาะอะไรขนาดนี้น้า”
“นี่สินะที่เรียกว่าอดเปรี้ยวไว้กินหวาน”
หลังพึมพำกับตัวเองจบ ฟรานก็ได้ยิ้มอย่างร่าเริงก่อนออกไปทำงาน
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ภายใต้แสงไฟสลัวจากร้านกาแฟแห่งหนึ่งซึ่งถูกประดับตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ พร้อมด้วยเสียงดังโหวกเหวกมาจากพนักงานหลังร้านและความสับสนวุ่นวายต่างๆในการสั่งออเดอร์ของลูกค้าทำให้เมื่อมองโดยรวมแล้วมันช่างดูมีเสน่ห์ไม่น้อยเลยทีเดียว เพียงแต่ว่าเสน่ห์มันนั้นไม่ได้มาจากความหรูหราหรือเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย กลับกันเสน่ห์และความน่าหลงไหลนั้นมันมาจากความรู้สึกและกลิ่นอายในวันวานทำเอาเหมือนได้ย้อนยุคไปในสมัย 90 เลยทีเดียวและด้วยการนี้ทำให้ลูกค้ามักมีแต่วัยกลางคนขึ้นไปซะส่วนใหญ่
“สวัสดีจ้าฟรานวันนี้ก็มาทำงานแต่เช้าเหมือนเดิมเลยนะ”
“สงสัยต้องบอกให้เถ้าแก่ขึ้นเงินเดือนแล้วล่ะมั้งเนี่ย”
เสียงสดใสดังเจื้อยแจ้วมาจากคนตรงหน้าเธอเป็ผู้หญิงที่มีรูปร่างเล็กและบอบบาง ในส่วนผมของเธอนั้นยาวเป็ลอนและมีสีบลอนั์ตาเธอนั้นเป็สีฟ้า ซึ่งดูรวมๆแล้วหน้าตาช่างสะสวยเป็อย่างมากหากเธอคนนั้นบอกว่าเป็ดาราหรือนางแบบหลายๆคนที่ได้ยินก็คงจะเชื่อได้ในทันทีโดยไม่ลังเล
“ฮ่าๆ ถ้าเป็อย่างนั้นก็ดีสิครับคุณเอมม่า”
“ดูเหมือนวันนี้จะลูกค้าเยอะเหมือนเดิมเลยนะจ้ะ”
“สงสัยคงติดใจฝีมือของบาริสต้าเก่งๆอย่างเธอกันหมดแน่เลยฟราน”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ”
ฟรานรีบพูดปฎิเสธออกมาด้วยความเขินอายเพราะั้แ่เกิดมาฟรานก็ไม่มีอะไรดีสักอย่าง เรียนก็ด้อย กีฬาก็แย่คงจะมีแค่เื่เกมกับการชงกาแฟล่ะมั้งที่พอจะพูดอวดกับใครเขาได้บ้าง
“เอ๊ะ ว่าแต่เธอมีเืกำเดาออกที่จมูกนะจ้ะ”
“ไม่สบายรึเปล่า ไปหาหมอแล้วรึยังจ้ะ?”
“หวา ออกจริงด้วยแหะ ขอบคุณนะครับคุณเอมม่าที่เตือนผม”
“ผมแค่ปวดหัวนิดหน่อย แต่ทานยาไปแล้วครับเดี๋ยวก็คงดีขึ้นครับ”
“ยังไงก็อย่าหักโหมมากนะ”
“ขอบคุณที่เป็ห่วงครับ"
หลังฟรานพูดจบประโยคก็รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดเืกำเดาขึ้นพร้อมกับเปลี่ยนเื่ในทันทีเนื่องจากกลัวว่าคนที่แอบชอบอาจจะรู้สึกรังเกียจในเืกำเดาของเขา
“ว่าแต่วันนี้รับอะไรดีครับคุณเอมม่า”
“เหมือนเดิมเลยจ่ะ”
“ได้เลยครับ”
เวลาผ่านไปเพียงแค่สามนาทีฟรานก็ยกกาแฟแก้วโปรดของเอมม่ามาวางตรงหน้า
“ได้แล้วครับ อเมริกาโน่เพิ่มวิปครีมไซส์ L”
“ขอบคุณมากจ่ะ”
เอมม่าจ่ายเงินพร้อมยิ้มให้ฟรานก่อนเดินออกจากร้าน
“เฮ้อ ปวดหัวเป็บ้าทั้งๆที่ทานยาไปตั้งขนาดนั้นแล้วแท้ๆหรือเราควรไปให้หมอตรวจดูบ้างดีมั้ยนะ”
“แต่เดือนนี้รายจ่ายเราเยอะจนติดลบซะแล้วสิคงต้องเป็เดือนหน้าล่ะนะ”
ฟรานพึมพำกับตัวเองพลางคิดไปว่าตัวเองเป็โรคอะไรหรือเปล่านี่ก็ถึงขั้นมีเืกำเดาไหลแล้ว แต่เมื่อได้ยินเสียงเถ้าแก่ะโเรียกชื่อฟรานฟรานจึงรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกแล้วรีบกลับไปทำงานของตน.....