เสียงฮือฮาภายในลานประลองยังคงไม่จางหาย
แม้การต่อสู้ระหว่างหลินเย่กับหลิวหยวนจะจบลงแล้ว
แต่ศิษย์จำนวนมากยังคงพูดคุยกันไม่หยุด
“คิดไม่ถึงจริง ๆ”
“หลิวหยวนยอมแพ้เอง”
“เด็กใหม่คนนั้นมีอะไรพิเศษกันแน่?”
“ข้าว่าเป็แค่โชคมากกว่า ถ้าสู้กันยืดเยื้อ คนที่เสียเปรียบย่อมเป็หลินเย่”
ความคิดเห็นแตกออกเป็หลายฝ่าย
บางคนชื่นชม
บางคนไม่เชื่อ
บางคนเริ่มรู้สึกอิจฉา
...
บนลานประลอง
หลินเย่ประสานมือคารวะ
“ขอบคุณศิษย์พี่ที่ออมมือ”
หลิวหยวนหัวเราะเบา ๆ
“แพ้ก็คือแพ้”
“ข้าไม่ใช่คนที่หาเหตุผลให้ตัวเอง”
“แต่ครั้งหน้า ข้าจะเอาชนะคืนให้ได้”
หลินเย่พยักหน้า
“ข้าจะรอวันนั้น”
คำพูดเรียบง่าย
ไร้ความโอ้อวด
ทำให้หลิวหยวนมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เดิมที
เขาเพียงคิดว่าหลินเย่เป็เด็กใหม่ที่ได้รับความสนใจมากเกินไป
แต่หลังการประลอง
เขากลับรู้สึกว่า
อีกฝ่ายมีบางอย่างที่แตกต่างจากศิษย์ทั่วไป
...
หลังจากการแข่งขันจบลง
หลินเย่เดินกลับไปยังกระท่อมเล็ก ๆ ของตน
ที่พักของศิษย์นอกตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา
ห่างไกลจากเขตศิษย์ในหลายลี้
ห้องพักแคบ ๆ
โต๊ะไม้เก่า
เตียงเพียงหลังเดียว
ไม่มีสิ่งใดโดดเด่น
นี่คือชีวิตที่เขาคุ้นเคยมาตลอด
หลินเย่เปิดถุงผ้าเก่า ๆ
ภายในมีหินิญญาเหลืออยู่เพียงสามก้อน
สำหรับผู้ฝึกตนทั่วไป
จำนวนเท่านี้แทบไม่มีความหมาย
แต่สำหรับเขา
มันคือทรัพยากรที่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง
ทุกก้อน
ล้วนได้มาจากการรับภารกิจเล็ก ๆ ภายในสำนัก
ไม่มีใครคอยสนับสนุน
ไม่มีตระกูลหนุนหลัง
ทุกอย่าง
ต้องพึ่งตนเอง
...
คืนนั้น
แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างไม้
หลินเย่นั่งขัดสมาธิ
ค่อย ๆ ดูดซับปราณฟ้าดินอย่างช้า ๆ
ไม่เร่งรีบ
ไม่ฝืนธรรมชาติ
เขารู้ดีว่า
การฝึกตนไม่ใช่เื่ที่ทำสำเร็จได้ในวันสองวัน
ผู้ที่ก้าวเร็วเกินไป
บางครั้งก็ล้มเร็วเช่นกัน
ทันใดนั้น
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
ก๊อก...
ก๊อก...
หลินเย่ลืมตา
“เข้ามาได้”
ประตูไม้เปิดออกช้า ๆ
เด็กหนุ่มร่างผอมผู้หนึ่งเดินเข้ามา
ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเป็มิตร
“ข้าชื่อซ่งเหวิน”
“อยู่ห้องข้าง ๆ เ้ามาหลายเดือนแล้ว”
“แต่เพิ่งมีโอกาสได้คุยกันจริง ๆ”
หลินเย่พยักหน้า
เขาจำอีกฝ่ายได้ลาง ๆ
ซ่งเหวินเป็ศิษย์นอกเช่นกัน
พร์ธรรมดา
ฐานะไม่ดีนัก
มักทำงานจิปาถะแลกหินิญญาเหมือนกับเขา
“มีธุระหรือ?”
ซ่งเหวินยิ้มเจื่อน ๆ
“ไม่มีอะไรมาก”
“แค่อยากมาบอกว่า...วันนี้เ้าสุดยอดมาก”
“ปกติหลิวหยวนไม่ค่อยยอมรับใครง่าย ๆ”
หลินเย่หัวเราะเบา ๆ
“ก็แค่การประลองธรรมดา”
“ไม่ถึงกับต้องยกย่องอะไร”
“นั่นแหละที่น่ากลัว!”
ซ่งเหวินตอบทันที
“ถ้าเป็คนอื่น ป่านนี้คงเดินเชิดไปทั่วสำนักแล้ว”
“แต่เ้ากลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
หลินเย่เงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“คนที่แข็งแกร่งจริง ๆ ยังมีอีกมาก”
“ข้าเพียงเดินช้ากว่าคนอื่น จึงไม่กล้าหยุดอยู่กับที่”
คำพูดนั้น
ทำให้ซ่งเหวินนิ่งไป
ก่อนจะหัวเราะออกมา
“ไม่แปลกใจเลยที่เ้าชนะ”
...
เช้าวันต่อมา
ข่าวการประลองแพร่กระจายไปทั่วเขตศิษย์นอก
แม้จะเป็เพียงชัยชนะเล็ก ๆ
แต่ก็ทำให้ชื่อของหลินเย่เริ่มเป็ที่รู้จักมากขึ้น
บางคนเริ่มเข้ามาทักทาย
บางคนเริ่มตีตัวออกห่าง
ส่วนบางคน...
กลับมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ
ใต้ต้นสนใหญ่บริเวณลานฝึก
กลุ่มศิษย์สามคนกำลังพูดคุยกัน
“เด็กนั่นกำลังโด่งดังเกินไป”
ชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าว
“แค่ชนะหลิวหยวนครั้งเดียวเอง”
อีกคนพยักหน้า
“ข้าได้ยินว่าอีกไม่นานจะมีการคัดเลือกศิษย์เข้าหอสมุดชั้นนอก”
“โควตามีจำกัด”
“ถ้าเด็กนั่นได้ไป คนอื่นก็เสียโอกาส”
ชายคนสุดท้ายหัวเราะเ็า
“ไม่ต้องรีบร้อน”
“สำนักแห่งนี้ คนมีพร์มีมากมาย”
“เด็กใหม่คนหนึ่ง จะอยู่ได้นานแค่ไหนกันเชียว”
...
ขณะเดียวกัน
บนยอดเขาเมฆาคราม
ชายวัยกลางคนในชุดผู้าุโยืนมองทะเลหมอกเบื้องล่าง
ข้างกายมีชายชราอีกคนยืนอยู่
“ได้ข่าวเื่หลินเย่หรือยัง?”
ชายชราถาม
“ได้ยินแล้ว”
“เด็กที่เอาชนะหลิวหยวนด้วยความสุขุม”
“ท่านคิดอย่างไร?”
ผู้าุโวัยกลางคนเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบ
“ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป”
“ในโลกแห่งการฝึกตน”
“คนที่เปล่งประกายเร็วเกินไป มักดับไวเช่นกัน”
“แต่...”
เขาหยุดเล็กน้อย
“ข้าสนใจแววตาของเด็กคนนั้น”
“มันไม่เหมือนเด็กอายุสิบห้าปีทั่วไป”
“เหมือนคนที่ผ่านความยากลำบากมามากกว่าที่ควร”
ชายชราหัวเราะ
“เช่นนั้นก็คอยดูกันต่อไป”
“อีกไม่นาน การคัดเลือกศิษย์เข้าหอสมุดจะเริ่มขึ้น”
“หากเขาผ่านไปได้”
“บางที...อาจเป็คนที่น่าจับตามองจริง ๆ”
...
ยามค่ำคืน
หลินเย่ยังคงนั่งฝึกตนตามปกติ
เขาไม่รู้เลยว่า
เพียงการประลองครั้งหนึ่ง
ได้ทำให้ผู้คนมากมายเริ่มจดจำชื่อของเขา
แต่สำหรับตัวเขาเอง
ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
หินิญญายังมีจำกัด
ทรัพยากรยังขาดแคลน
เส้นทางข้างหน้ายังคงยาวไกล
และในโลกแห่งนี้
การประลองชนะเพียงครั้งเดียว
ไม่ได้หมายความว่า
จะสามารถยืนหยัดอยู่เหนือผู้คนได้ตลอดไป
ทว่า...
เมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ เมล็ดหนึ่ง
ได้ถูกหว่านลงไปแล้ว
เมล็ดพันธุ์ที่มีชื่อว่า
“หลินเย่”
และมันกำลังค่อย ๆ หยั่งราก
ภายในสำนักเมฆาครามอย่างเงียบงัน