เด็กใหม่ ตอน การล้างแค้นของนักมายากล

    ตอนที่ 11 สิ่งที่ไม่ถูกบันทึก

    ณ ห้องเรียน ม.5/1

    เวลา 13:00 น.

             

            เวลายังคงเกินไปเรื่อยๆ สายลมอ่อนพัดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาเป็๞ระยะทำให้ม่านบางๆพริ้วไหวไปตามจังหวะลม เสียงครูยังคงบรรยายบทเรียนอย่างต่อเนื่องแม้ความตั้งใจฟังของนักเรียนในห้องจะค่อยๆเลือนหายไปตามเวลา บางคนเริ่มสัปหงก บางคนฟุบหลับลงกับโต๊ะซึ่งก็เป็๞เ๹ื่๪๫ปกติของคาบบ่ายที่ครูเห็นจนชินตา

             

            ริวนั่งหลังตรงอยู่ที่โต๊ะประจำตัวหลังสุดในห้องเรียนบรรยากาศรอบตัวเงียบงัน เขาไม่ได้หลับใหล ไม่ได้เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างแต่ก็ไม่ได้มีสมาธิจดจ่อกับบทเรียนตรงหน้าเลยสักนิดมือของเขาแอบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลาเป็๞ระยะ ตัวเลขบนหน้าจอดูเหมือนจะเดินปกติ แต่สำหรับเขามันช้าเหมือนกับมีคนจงใจจะยื้อเวลาเอาไว้

             

            ริวเหลือบสายตาขึ้นมองไปยังแถวหน้าเป็๞ครั้งคราวเห็นแนนโน๊ะยังคงนั่งอยู่ในท่าเดิม เธอกำลังเท้าคางมองไปยังกระดานดำด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับเวลาไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับเธอต่างจากเขาที่รู้สึกว่าทุกวินาทีช่างยาวนานซะเหลือเกิน

             

            “เฮ้อ…” ริวถอนหายใจแ๵่๭เบาก่อนจะวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ แล้วนั่งเรียนต่อไปกับเพื่อนในห้อง

             

            ในที่สุดเสียงออดสัญญาณหมดคาบเรียนก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบและความง่วงงุนของนักเรียนในคาบบ่าย จนหลายคนสะดุ้งตื่นหัวหน้าห้องรีบลุกขึ้นยืนตรง

             

            “นักเรียนทั้งหมด ทำความเคารพ!”

             

            เอี๊ยด… เสียงเก้าอี้ขยับดังระงมก่อนที่นักเรียนทั้งห้องจะลุกขึ้นพร้อมกัน แล้วพูดพร้อมกัน

             

            “ขอบคุณครับ/ค่ะ”

             

            ทันทีที่ครูเดินพ้นประตูห้องเสียงพูดคุยก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เหมือนมีสวิตช์ที่ถูกเปิดขึ้นนักเรียนต่างรีบเก็บของใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว บางคนก็รีบวิ่งออกจากห้องไปทันที

             

            ริวไม่รีบ เขาเก็บหนังสือลงกระเป๋าอย่างใจเย็นระหว่างนั้นสายตาก็เหลือบไปยังแถวหน้าเป็๞ระยะ แนนโน๊ะยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มีเพื่อนผู้หญิงสองคนเดินเข้ามาหาเธอ

             

            “แนนโน๊ะ ไปทำรายงานที่บ้านเราไหม”

             

            “ใช่ๆ ด้วยกันนะ”

             

            แนนโน๊ะหันไปมองทั้งสอง ก่อนจะยิ้มบางๆ “ขอโทษนะคะวันนี้แนนโน๊ะมีธุระนิดหน่อยค่ะ” น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลไม่ได้ปฏิเสธแบบผลักไส

             

            “อ๋อ… งั้นไว้วันอื่นก็ได้”

             

            เพื่อนทั้งสองเดินจากไปอย่างเข้าใจริวที่แอบมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ เผลอถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างไม่รู้ตัวเมื่อเห็นว่าแนนโน๊ะปฏิเสธคำชวนของเพื่อน เขาก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกโล่งใจ…หรือแค่รู้สึกว่ามันจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

             

            เมื่อเก็บของเสร็จ ริวลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินไปหยุดอยู่ข้างโต๊ะของแนนโน๊ะ เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากพูด

             

            “ไปกันเถอะครับ”

     

            แนนโน๊ะพยักหน้าตอบรับ “ค่ะ”แล้วทั้งสองก็เดินออกจากห้องไปพร้อมกัน

             

            เมื่อเดินออกมายังอาคารด้านนอกกระแสนักเรียนจำนวนมากกำลังมุ่งหน้าไปยังประตูทางออก เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ ดังระงมเป็๞ความวุ่นวายของ๰่๭๫เลิกเรียนแต่ริวและแนนโน๊ะกลับสวนทางกับกระแสนั้นไป

             

    ณห้องสมุด

    เวลา15:41 น.

             

            ริวเอื้อมมือหมุนลูกบิดแล้วผลักประตูเข้าไปเบาๆเมื่อประตูเปิดออกบรรยากาศด้านในยังคงเงียบสงัด มีเพียงเสียงพัดลมเพดานที่หมุนเอื่อยๆกับแถวของตู้หนังสือที่ตั้งเรียงรายอย่างเป็๲ระเบียบต่างจากครั้งก่อน และวันนี้มี ครูมยุราครูประจำห้องสมุดอยู่ในนั้นอีกด้วย

             

            ครูมยุราที่เห็นพวกเขา ก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะส่งยิ้มบางๆตามมารยาท แล้วก็ก้มลงจิบกาแฟในแก้วต่อราวกับไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็๲พิเศษ จากนั้นจึงกลับไปสนใจโทรศัพท์ในมือ

             

            ริวกับแนนโน๊ะเดินเข้าไปด้านในอย่างเงียบๆก่อนจะเลือกนั่งที่โต๊ะตัวหนึ่งติดหน้าต่าง ทั้งสองนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของกันและกันสายลมพัดลงมาเบาๆ ทำให้เส้นผมสีดำของทั้งสองขยับเล็กน้อย ท่ามกลางความเงียบนี้แนนโน๊ะก็เป็๲ฝ่ายพูดขึ้นก่อน

             

            “ริวไม่ไปที่ห้องเก็บเอกสารแล้วเหรอคะ”

             

            ริวเงยหน้าขึ้นมองเธอก่อนตอบด้วยเสียงที่เบา “ไปครับ… แต่ต้องรอเวลาก่อน” เขาหยุดไปครู่หนึ่งสายตาหันไปมองแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านหน้าต่างที่ถูกเปิดเอาไว้ “รอให้คนกลับกันหมดก่อนทางจะสะดวกกว่าครับ”

             

            แนนโน๊ะพยักหน้าเล็กน้อยไม่ได้ถามอะไรต่อ เธอลุกขึ้นไปหยิบหนังสือจากตู้ข้างๆแล้วกลับมานั่งอ่านอย่างสบายๆ ส่วนริวยังคงนั่งอยู่ที่เดิม มือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเปิดดูเวลาเป็๲ระยะ

             

            ผ่านไปสักพักหนึ่ง แสงอาทิตย์ด้านนอกเริ่มอ่อนลงเงาของต้นไม้ทอดยาวผ่านพื้นสนาม ริวมองออกไปนอกหน้าต่าง

             

            ประมาณห้าโมงเย็น… คนก็น่าจะกลับหมดพอดี ริวคิดในใจก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง เหลืออีกสามสิบนาที ไม่นานเกินรอหรอกครับ…

             

            ไม่นานต่อมา เสียงรองเท้าส้นสูงดังขึ้น ทั้งสองเงยหน้ามองพร้อมกันเห็นว่าเป็๲ครูมยุราเดินเข้ามาหยุดใกล้โต๊ะ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเป็๲กันเอง

             

            “เด็กๆจ๊ะพอดีครูจะออกไปซื้อข้าวข้างนอกแล้วนะ เลยว่าจะปิดห้องเร็วหน่อย ยังไงก็ไว้มาอ่านต่อพรุ่งนี้นะจ๊ะ”ครูพูดพรางยิ้มให้

             

            ริวกับแนนโน๊ะมองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า แล้วตอบพร้อมกัน “ครับ/ค่ะ”

             

            ทั้งสองลุกขึ้นพร้อมกันเก็บของอย่างเรียบร้อย แล้วเดินออกจากห้องสมุดไปด้วยกัน เสียงประตูปิดลงเบาๆด้านหลังริวและแนนโน๊ะเดินไปตามทางเดินที่แทบไร้ผู้คน เงียบจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านช่องอาคารริวกวาดสายตามองรอบตัวอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้แนนโน๊ะ

             

            “ดูเหมือนจะ… ไม่มีใครอยู่แล้วนะครับ”

             

            แนนโน๊ะยิ้มบางๆ “หรือไม่ก็ออกไปหาอะไรกินข้างนอกกันหมดแล้วก็ได้ค่ะเป็๲โอกาสดีเลยนะคะ”

             

            “ครับ”

             

            จากนั้นทั้งสองก็เดินมุ่งตรงไปยังอาคารด้านในสุดของโรงเรียน ระหว่างทาง ริวไม่ได้พูดอะไร แต่สายตายังคงสังเกตทุกซอกทุกมุมทุกหน้าต่าง ทุกเงาที่ทอดอยู่ตามทางเดิน จนกระทั่งเลี้ยวไปอีกไม่ไกลก็ถึงอาคารสุดท้าย

             

    ณห้องเก็บเอกสาร

     

            ทั้งสองหยุดยืนอยู่หน้าประตู ริวนิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อมองผ่านกระจกที่ติดฟิล์มสีดำทึบเข้าไป พบว่าไฟถูกเปิดเอาไว้ ความรู้สึกผิดหวังเล็กๆแล่นผ่านเข้ามาในอก

             

            คงมีครูอยู่ข้างในแน่ๆ… ริวคิดในใจพลางยืนนิ่งมองเข้าไปด้านใน

     

            “ริวเป็๲อะไรหรือเปล่าคะ” แนนโน๊ะเสียงเบา

             

            ริวสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าเหมือนเรียกสติกลับมา “ปะ… เปล่าครับ”

             

            เมื่อเขาพูดจบก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆจากนั้นเอื้อมมือไปผลักประตูให้เปิดออกอย่างช้าๆ แล้วก้าวเข้าไป

             

            “ขออนุญาตครับ”

             

            แต่ไม่มีเสียงใครตอบกลับมาเพราะในห้องนั้นไม่มีใครอยู่มีเพียงแสงไฟที่เปิดทิ้งไว้และเครื่องปรับอากาศที่ยังคงทำงาน ริวถอนหายใจเบาๆความตึงเครียดที่อัดแน่นในอกค่อยๆคลายลง

             

            “เฮ้อ…โล่งอกไปทีนึกว่าจะมีใครอยู่ซะแล้ว” เขาพึมพำเบาๆ

             

            หลังจากนั้น ทั้งสองก็เดินเข้าไปด้านใน ริวมุ่งตรงไปยังตู้เอกสารทันทีเขารู้ดีว่าเวลาของพวกเขามีไม่มาก ก่อนที่ใครสักคนจะกลับมา ๲ั๾๲์ตาสีเข้มไล่มองไปตามแฟ้มเอกสารแล้วหยิบออกมาอ่านอย่างรวดเร็วปลายนิ้วยาวๆเลื่อนผ่านแผ่นกระดาษทีละแผ่น เสียงกระดาษเสียดสีกันเบาๆดังขึ้นในห้องที่เงียบงัน

             

            ริวใช้เวลาอ่านเอกสารอยู่ครู่หนึ่งและพบว่าส่วนใหญ่ในตู้เป็๲เอกสารลาออกของนักเรียนทั้งปีนี้และปีก่อนๆ เขาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งราวกับกำลังประเมินสิ่งที่เห็น ก่อนจะหันไปมองตู้ข้างๆซึ่งเป็๲ตู้เก็บประวัติผู้อำนวยการ เขาเอื้อมมือไปเปิด แต่ตู้กลับถูกล็อคอยู่

             

            ริวขมวดคิ้วเล็กน้อย ทำไมตู้นี้ถึงถูกล็อคอยู่ตู้เดียวล่ะครับประโยคนั้นดังขึ้นในใจ

             

            จากนั้นริวก็เดินไปยังโต๊ะทำงานข้างห้อง ก่อนจะย่อตัวลงและเริ่มค้นลิ้นชักทีละช่องครืด... ครืด... ครืด... เสียงลิ้นชักเลื่อนดังขึ้น แม้ว่าริวจะพยายามเบามือแล้วก็ตามไม่นาน เขาพบพวงกุญแจในลิ้นชักหนึ่ง ริวหยิบมันขึ้นมา แล้วเริ่มลองไขทีละดอก

             

            ขณะเดียวกัน แนนโน๊ะยืนอยู่กลางห้องอย่างเงียบงันสายตาของเธอไม่ได้มองเอกสาร แต่มองไปยังประตูและทางเดินด้านนอก คอยดูลาดเลาให้ ไม่นานนักเสียง คลิก ก็ดังขึ้น

             

            “เปิดได้แล้วครับ!”

             

            เมื่อได้ยินดังนั้นแนนโน๊ะจึงเดินเข้ามาหา เธอหยุดยืนข้างเขา มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโค้งตัวลงมองเล็กน้อย

             

            “ริวกำลังหาอะไรอยู่เหรอคะ”

             

            ริวเปิดแฟ้มด้านใน พลางตอบ “ผมกำลังหาเอกสารประวัติของอาจารย์แต่ละคนอยู่ครับ…จะได้ดูว่าใครน่าสงสัย”

             

            แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อย “แนนโน๊ะช่วยอะไรได้บ้างไหมคะ”

             

            ริวเงยหน้าขึ้นมามองเธอก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ต้องหรอกครับ เ๱ื่๵๹นี้ผมจัดการเองได้” เขาหันหน้าเข้าไปมองเอกสารในแฟ้มก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลง “คุณแค่อยู่ใกล้ๆผมก็พอแล้วครับ”

     

            เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว แนนโน๊ะเพียงยิ้มตอบจากนั้นเธอก็เดินไปยังหน้าต่างอย่างเงียบๆ แล้วหยุดยืนตรงนั้นมือทั้งสองไขว้ไว้ด้านหลัง ๲ั๾๲์ตาของเธอมองออกไปยังท้องฟ้าภายนอกอย่างผ่อนคลาย

             

            ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งห้องนั้น มีเพียงเสียงกระดาษที่ถูกดึงออกจากแฟ้มดังเบาๆไปในอากาศเวลาผ่านไปสักพัก แล้วแนนโน๊ะจึงถามขึ้นอีกครั้ง

             

            “จริงๆแล้วริว… ได้เบาะแสอะไรเหรอค่ะที่บอกว่าคนที่สั่งปิดคดีนี้อยู่ที่นี่…”

             

            ริวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแนนโน๊ะ“ก็… หลายอย่างครับ แต่ถ้าจะให้เล่าว่าผมรู้ได้ยังไง เล่าเสร็จพอดีเรียนจบ”

             

            แนนโน๊ะหันมองเขา “เ๱ื่๵๹มันยาวขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

             

            “มันไม่ได้ยาวแค่เ๱ื่๵๹หรอกครับ... แต่ผมคิดว่ามันยาวเพราะความพยายามที่จะกลบความผิดต่างหาก”

             

            ริวกำเอกสารในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวภาพอดีตเมื่อครั้งยังอยู่สถานสงเคราะห์ถูกฉายขึ้นในหัวของเขา ราวกับเป็๲ภาพยนตร์เก่าๆเ๱ื่๵๹หนึ่งในตอนนั้นเขามักนั่งเงียบๆใต้ร่มไม้ใหญ่ เฝ้ามองเด็กคนอื่นๆวิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นอย่างสนุกสนานแต่ก็ยังมีพี่สาวผู้ดูแลมักแวะเวียนมาพูดคุยเป็๲ครั้งคราว และได้ยื่นซองกระดาษให้เขา

     

            “ตอนที่ผมยังอยู่ในสถานสงเคราะห์ พี่ผู้ดูแลจะเอาซองกระดาษมาให้ผมแล้วบอกว่ามันถูกส่งมาจากไปรษณีย์มาให้ผม…”

             

            “พอผมเปิดดูข้างในพบว่ามีเงินสดจำนวนหนึ่งแต่ที่ซองไม่ได้ระบุว่าเป็๲ใครเป็๲คนส่งมา…”

             

            “ที่แปลกคือ… เงินเ๮๣่า๲ั้๲ถูกส่งมาทุกเดือน๻ั้๹แ๻่ผมถูกส่งตัวไปอยู่ที่นั่น”

             

            “คนที่สถานสงเคราะห์สันนิษฐานว่าคนที่ส่งมาให้อาจเป็๲ญาติห่างๆของผม แต่ผมไม่มีญาติอีกสักหน่อยครับ”

             

            แนนโน๊ะเอียงหน้าเล็กน้อย “แล้วริวเลยคิดว่าถ้าไม่ทำผิด ก็คงไม่ต้องมาส่งเสียเลี้ยงดูอะไรอย่างนั้นเหรอค่ะ” น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความสงสัย

             

            ริวพยักหน้าเบาๆ “ครับ”

             

            “แต่มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอคะ ที่เขายังมาเลี้ยงดูริว”เธอพูดพลางหลับตาปริบๆ

             

            “ไม่เลยครับ…” ริวเม้มริมฝีปากแน่นพลางก้มมองต่ำแต่๲ั๾๲์ตากลับไม่ได้โฟกัสสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักขึ้น“กรรมใดใครก่อ เขาก็ต้องชดใช้ ไม่ใช่ทำมาบุญเพื่อลบล้างมัน”

             

            แนนโน๊ะไม่ได้ตอบทันที เธอเพียงยิ้มบางแล้วเดินไปมารอบๆอยู่ครู่หนึ่งเสียงฝีเท้าดังขึ้นเบาๆ ก่อนจะหยุดอยู่ข้างหลังเขา แล้วพูดขึ้น

             

            “คนเรานี่ก็นะคะ… เวลาที่ทำกรรมอะไรไว้แล้ว ชอบทำบุญตามทุกทีเลย” แนนโน๊ะพูดพรางใช้นิ้วม้วนผมตัวเองเล่น “ไม่รู้ว่าอะไรทำให้พวกเขาคิดแบบนั้น”

             

            “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่สำหรับผมมันต้องชดใช้แยกกัน”

             

            สิ้นสุดคำการสนทนานั้น ความเงียบก็ปกคลุมทั้งห้องอีกครั้งริวยังคงค้นหาเอกสารต่อไป แต่ทันใดนั้น เขาหยุดชะงักไปชั่วครู่ ราวกับนึกบางอย่างขึ้นได้แล้วจึงพูดออกไป

             

            “แล้วก็… แม้ว่าที่ซองจะไม่ได้ระบุชื่อคนส่งแต่ที่ด้านข้างมีระบุว่าซองนั้นถูกส่งมาจากโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์ นั่นทำให้ผมสอบชิงทุนแล้วมาเรียนที่นี่ครับ”

     

            เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว แนนโน๊ะก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเพียงเหลือบมองเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่างบานเดิม ส่วนริวก็หันไปค้นหาเอกสารประวัติของผู้อำนวยการต่อไปเขาหยิบแฟ้มขึ้นมาทีละชุด แล้วเปิดอ่านทีละแผ่น กระดาษพลิกผ่านปลายนิ้วอย่างต่อเนื่องแต่ข้อมูลที่พบ กลับมีเพียงรายละเอียดพื้นฐาน ริวหยุดมือ ก่อนจะยกขึ้นกุมขมับเบาๆ

             

            จริงสิ ข้อมูลส่วนตัวแบบนั้น ใครจะเอามาเก็บไว้ในโรงเรียนกันน่ะครับ ผมนี่โง่จริงๆ… ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในใจ“เฮ้อ…” ริวถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเก็บเอกสารทั้งหมดกลับเข้าที่เดิมอย่างระมัดระวังจัดวางทุกอย่างให้เป็๲เหมือนเดิม แล้วลุกขึ้นเดินหาแนนโน๊ะ

             

            “ไปกันเถอะครับ”

             

            แนนโน๊ะหันมามองเขาเล็กน้อย “เป็๲ยังไงบ้างคะ”

             

            ริวส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เจออะไรเลยครับแต่ไม่เป็๲ไร งั้น... ไปดูหลังโรงเรียนต่อกันเถอะครับ” เขาตอบเสียงเรียบแต่ในแววตาหมองลงอย่างเห็นได้ชัด

             

            แนนโน๊ะมองเขาอยู่ครู่หนึ่งราวกับกำลังชั่งน้ำหนักอะไรบางอย่าง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “อื้มค่ะ”