เวลาผ่านไปไม่นาน... ฉิวฟงมองเห็นผู้เป็พ่อเดินกลับมาพร้อมกับแบกใครคนหนึ่งไว้บนหลัง สีหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความงุนงง แต่ก็รีบวิ่งเข้าไปหาทันที
“ท่านพ่อ! นี่ผู้ใดหรือขอรับ? ดูจากสภาพแล้วาเ็สาหัสยิ่งนัก!”
ฉิวหลงพยักหน้า สีหน้าตึงเครียด “เขาาเ็สาหัสมาก ตอนนี้พวกเราต้องรีบกลับบ้านไปรักษาเขาโดยด่วน ไปกันเถอะ!”
ฉิวฟงพยักหน้ารับคำ ทั้งสามคนรีบเร่งเท้าเดินทางกลับเรือนพักทันที
เมื่อมาถึงลานบ้าน ภรรยาของฉิวหลงที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ ยิ้มทักทายเมื่อเห็นสามีและลูกชายกลับมา “กลับมากันแล้วหรือ... อ้าว! แล้วนั่นพาใครมาด้วยน่ะ?”
นางสังเกตเห็นว่าสามีแบกเด็กหนุ่มสภาพเือาบร่างไว้บนหลัง สีหน้ายิ้มแย้มพลันเปลี่ยนเป็จริงจังทันที
“เข้าบ้านกันก่อนเถอะน้องหญิง รักษาเขาก่อนแล้วค่อยคุยกัน” ฉิวหลงเอ่ยตัดบท
ภรรยารีบลุกขึ้นไปเปิดประตูห้องนอนของฉิวฟง ฉิวหลงประคองร่างของเด็กหนุ่มาเ็ลงบนเตียงอย่างเบามือ แล้วถอดเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นออก พร้อมเรียกภรรยาเข้ามาตรวจดูาแ
นางก้มลงพิเคราะห์าแอย่างละเอียด ก่อนจะเอ่ยสั่งเสียงด่วน “แผลฉกรรจ์สองแห่ง ที่ขากระดูกหักสองท่อน! ท่านพี่... ไปเอายาผสานกระดูกกับยาผสานกายมาให้ข้าที! ส่วนลูกฟง ไปเตรียมน้ำสะอาด ผ้าสะอาด และเสื้อผ้าของเ้ามาหนึ่งชุด รีบไปกันทั้งคู่เลย!”
“รับทราบ!” สองพ่อลูกรีบแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเองอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็กลับเข้ามาในห้องพร้อมของที่้า
“น้องหญิง... ยาผสานกระดูกและยาผสานกายได้แล้ว!” ฉิวหลงยื่นขวดยาให้ภรรยา
นางรับมาแล้วเปิดจุกขวดยาผสานกระดูกทันที “ท่านพี่ ช่วยพยุงเขาที ข้าจะกรอกยา”
ฉิวหลงรีบช้อนหัวเด็กหนุ่มขึ้นมา ประคองปากให้อ้ารับยาอย่างระมัดระวัง เมื่อกรอกยาเสร็จจึงค่อยๆ วางร่างลงตามเดิม ภรรยาของเขานำผ้าชุบน้ำที่ฉิวฟงเตรียมไว้มาเช็ดทำความสะอาดรอบาแอย่างเบามือ ก่อนจะเทยาผสานกายที่เป็ของเหลวพอกลงบนาแฉกรรจ์ทั้งสองแห่ง แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ของฉิวฟงให้แก่เด็กหนุ่ม
เมื่อขั้นตอนการรักษาเสร็จสิ้น ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกก็ออกมานั่งคุยกันที่ลานหน้าบ้าน
ผู้เป็ภรรยาเปิดฉากถามด้วยความสงสัยทันที “ท่านพี่... บอกข้าได้หรือไม่ว่าหนุ่มน้อยคนนั้นเป็ใคร มาจากไหน แล้วท่านไปพบเขาได้อย่างไร?”
คำถามพรั่งพรูทำเอาฉิวหลงทำหน้าเหยเก ก่อนจะตอบตามจริง “พี่ไปพบเด็กคนนั้นในป่าขณะพาลูกฟงไปฝึกยุทธ์ เห็นเขากำลังถูกเสือร้ายไล่ล่าเลยยื่นมือเข้าช่วย ส่วนเขาเป็ใครมาจากไหนนั้น พี่เองก็ยังไม่ทันได้ถามเหมือนกันจ้ะ”
ภรรยาพยักหน้ารับฟัง “าแสาหัสถึงเพียงนั้น... รอดมาได้ถือเป็วาสนาโดยแท้ ดูจากเค้าโครงหน้า อายุน่าจะไม่เกินสิบสองปี แก่กว่าลูกฟงไม่กี่ปีเอง”
นางหันไปมองลูกชายตัวน้อย “ฟงเอ๋อ... ่นี้เ้าต้องช่วยดูแลหนุ่มน้อยคนนี้ให้ดี หากมีสิ่งใดผิดปกติให้รีบมาบอกพ่อกับแม้นะ เข้าใจหรือไม่?”
ฉิวฟงทำหน้าหงอยเล็กน้อย “ลูกเข้าใจขอรับท่านแม่... แต่ข้าจะไปนอนที่ไหนล่ะขอรับ เตียงของข้ามีคนป่วยนอนไปเสียแล้ว”
ฉิวหลงหัวเราะเบาๆ พลางตบไหล่ลูกชาย “เื่นั้นไม่ต้องห่วง พ่อจะทำเตียงใหม่ให้เ้าเอง ส่วนเื่การฝึกยุทธ์... พรุ่งนี้ก็ยังต้องฝึกเหมือนเดิม!”
ดวงตาของฉิวฟงเป็ประกายขึ้นมาทันที เขายิ้มจนตาหยีด้วยความดีใจ
ฉิวหลงหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งออกมายื่นให้ภรรยา “น้องหญิง... ต่อจากนี้พี่จะให้ลูกฟงเริ่มแช่ตัวในน้ำยาสมุนไพรเพื่อเคี่ยวกรำร่างกาย พี่เก็บสมุนไพรมาครบหมดแล้ว ฝากเ้าช่วยปรุงยาให้ทีนะ”
ภรรยารับกล่องไม้ไปพยักหน้ารับคำ “ได้เลยท่านพี่ ข้าจะจัดการให้”
หลังจากรับประทานอาหารเย็นเรียบร้อย ภายในห้องนอนของฉิวฟง บัดนี้มีเตียงไม้ตัวใหม่ที่ฉิวหลงต่อขึ้นอย่างแข็งแรงวางไว้อีกฝั่ง
ฉิวฟงะโขึ้นไปทดลองนอนบนเตียงใหม่ด้วยความตื่นเต้น “ว้าว! เตียงใหม่แข็งแรงทนทานดีจริง! ข้านอนเตียงนี้แหละ ส่วนเตียงนั้นยกให้เ้าคนป่วยนอนไป ฮ่าๆ!”
เมื่อหยุดหัวเราะ ฉิวฟงก็หันไปมองเด็กหนุ่มที่ยังคงนอนสลบไสลไม่ได้สติ พลางพึมพำกับตัวเอง “เ้าเป็ใครกันแน่... เหตุใดถึงไปวิ่งหนีเสืออยู่ในป่าลึกเช่นนั้น? เอาเถอะ รอเ้าฟื้นขึ้นมาก่อน ข้าจะเค้นถามให้หมดเลย! นอนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นไปฝึกยุทธ์อีก” พูดจบเด็กหนุ่มก็ล้มตัวลงนอนหลับไป
รุ่งเช้าของวันใหม่...
ฉิวหลงและฉิวฟงเดินทางไปยังจุดฝึกยุทธ์เดิม ่เช้าเป็การฝึกฟันใบไม้กลางอากาศ ศักยภาพของฉิวฟงพัฒนายิ่งยวดขึ้นทุกวัน จนฉิวหลงต้องเพิ่มความเร็วลมปราณในการบังคับใบไม้ให้พุ่งเข้าหาเร็วขึ้นเป็เท่าตัว!
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ฟับ! ฟับ! ฟับ!
คมกระบี่ไม้ในมือฉิวฟงตวัดวูบวาบ เสียงเท้าเคลื่อนย้ายทิศทางว่องไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อสิ้นสุดการฝึก ฉิวฟงล้มลงไปนอนหอบเหนื่อยอยู่บนพื้นหญ้า
ฉิวหลงยื่นกระบอกน้ำให้ลูกชาย “นับแต่วันนี้ ความเร็วของใบไม้จะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวเป็เวลาหกเดือน และในเดือนที่เจ็ด พ่อจะเพิ่มให้อีกเท่าตัว... เ้าคิดว่าเ้าจะไหวหรือไม่ ฟงเอ๋อ?”
ฉิวฟงดื่มน้ำแก้กระหาย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวแม้จะยังหอบเหนื่อย “ข้าพร้อมเสมอขอรับท่านพ่อ! ปณิธานในใจของข้าไม่เคยเปลี่ยน... ข้าจะต้องกลายเป็ยอดจอมยุทธ์ให้ได้!”
ฉิวหลงยิ้มรับด้วยความภาคภูมิใจ “ดีมาก! พักผ่อนสักครู่ แล้วกลับบ้านกัน ่บ่ายพ่อจะเริ่มสอน ‘เคล็ดวิชากระบี่’ ให้แก่เ้า”
เมื่อกลับมาถึงเรือนพัก ทั้งสองเห็นภรรยาและผู้เป็แม่นั่งรออยู่ที่โต๊ะลานบ้าน
“น้องหญิง... เด็กหนุ่มคนนั้นเป็อย่างไรบ้าง?” ฉิวหลงเอ่ยถาม
“ข้าเข้าไปตรวจดูเป็ระยะ าแภายนอกเริ่มสมานตัวได้ดีแล้ว กระดูกที่หักก็ประสานกันดี หากพักรักษาตัวสักหนึ่งเดือนน่าจะหายเป็ปกติ... แต่มีบางครั้งที่เขาละเมอเรียกชื่อคนหลายคน คงจะฝันถึงเื่ราวในอดีต”
จ๊อกกก~
เสียงท้องร้องของฉิวฟงดังขึ้นขัดจังหวะ ทั้งพ่อและแม่หัวเราะออกมาพร้อมกัน ผู้เป็แม่ลุกไปเตรียมอาหารให้สองพ่อลูกทันที
หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงเสร็จ ฉิวหลงพาลูกชายมานั่งใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ข้างบ้าน เขาหยิบหนังสือปกสีน้ำตาลเข้มออกมาจากอกเสื้อ ยื่นให้ฉิวฟง
“วิชานี้มีชื่อว่า ‘เคล็ดจิตกระบี่เทวะ’ เป็วิชาสำหรับฝึกฝนจิตแห่งกระบี่โดยเฉพาะ... ก่อนอื่น เ้าต้องฝึกนั่งสมาธิให้จิตนิ่ง สงบ ไร้ความลังเล หากจิตไม่นิ่ง จิตกระบี่ในกายเ้าจะไม่วันตื่นขึ้นมาได้ เมื่อจิตแข็งแกร่ง เ้าจะสามารถดูดซับลมปราณจากธรรมชาติได้เอง ลองเปิดอ่านดู ไม่เข้าใจตรงไหนค่อยถามพ่อ”
ฉิวฟงรับหนังสือมาเปิดอ่านทันที ใบหน้าของเด็กหนุ่มแสดงสีหน้าเข้าใจสลับสับสนอยู่เป็ระยะ ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ปิดหนังสือลง
“ลูกอ่านจบแล้วขอรับ... เข้าใจประมาณห้าส่วนในสิบส่วน”
ฉิวหลงชะงักไปในใจ ‘อ่านรอบเดียวเข้าใจถึงห้าส่วนรึ?! ตอนข้าเด็กๆ อ่านรอบแรกยังเข้าใจแค่สี่ส่วนเอง! เ้าเด็กคนนี้อัจฉริยะเกินไปแล้ว!’
ฉิวหลงเก็บอาการประหลาดใจไว้ แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ “เข้าใจห้าส่วนถือว่ายอดเยี่ยมมาก แล้วตรงไหนที่เ้ายังไม่เข้าใจล่ะ?”
“ข้ายังไม่เข้าใจเื่การกระตุ้นให้จิตกระบี่ตื่นขอรับ ต้องทำอย่างไรหรือ?”
“สิ่งสำคัญคือการทำให้จิตของเ้าหลอมรวมเข้ากับจิตกระบี่ โดยการกำหนดนิมิตจิตของตนให้มีรูปร่างเป็กระบี่ตามที่้า... เ้าลองทำดูเดี๋ยวนี้เลย”
ฉิวฟงวางหนังสือลง นั่งขัดสมาธิเข้าสู่ความสงบทันที ผ่านไปครู่ใหญ่ ร่างของเด็กหนุ่มเริ่มสั่นไหวเบาๆ เหงื่อเม็ดโตผุดซึมทั่วใบหน้า ก่อนจะลืมตาขึ้นมาหายใจหอบลึก!
“ท่านพ่อ! ลูกััถึงจิตกระบี่ได้ลางๆ แล้วขอรับ! แต่เหมือนมันยังคงนิ่งเฉย ไม่ยอมขยับเลย”
ฉิวหลงพยักหน้าชื่นชม “ทำได้ขนาดนี้ในการลองครั้งแรกก็เก่งมากแล้ว! จงเพียรพยายามต่อไป”
ฉิวฟงนั่งฝึกสมาธิสื่อสารกับจิตกระบี่ต่อเนื่องอีกสามชั่วโมง จนกระทั่งตกเย็น ทั้งสองจึงพักการฝึกเพื่อเตรียมตัวสำหรับขั้นตอนสำคัญในคืนนี้
ตกดึก... ภายในห้องนอนของฉิวฟง
ตรงกลางห้องมีอ่างไม้ใบใหญ่ตั้งอยู่ ภายในบรรจุน้ำยาสมุนไพรสีดำเข้ม ส่งกลิ่นหอมสมุนไพรตลบอบอวล
“ฟงเอ๋อ... ถอดเสื้อผ้าแล้วลงไปนั่งแช่ในอ่างซะ เ้าต้องแช่จนกว่าน้ำสีดำนี้จะเปลี่ยนเป็สีเขียว” ฉิวหลงสั่งการ
ฉิวฟงถอดเสื้อผ้าออกจนหมด แล้วค่อยๆ ก้าวลงไปในอ่าง ไอความร้อนและสรรพคุณยาทำให้รูขุมขนทั่วร่างขยายออกทันที
“ยาสมุนไพรจะซึมผ่านรูขุมขนเพื่อปรับปรุงโครงสร้างร่างกายและเส้นลมปราณของเ้า มันจะทรมานมาก แต่เ้าต้องอดทน ห้ามลุกออกจากอ่างเด็ดขาดจนกว่าน้ำจะเปลี่ยนเป็สีเขียว!” พูดจบ ฉิวหลงก็เดินออกจากห้องไป
ความเงียบปกคลุมห้องนอน...
เพียงห้านาทีผ่านไป ร่างกายของฉิวฟงเริ่มสั่นสะท้าน น้ำในอ่างกระเพื่อมเป็ระลอก ควันสีขาวพวยพุ่งออกจากศีรษะ ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เสียงกัดฟันแน่นด้วยความเ็ปเริ่มดังขึ้น ใบหน้าของเด็กหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็สีดำสลับขาวจากการฟื้นฟูของตัวยา!
ฉิวฟงกัดฟันทนความทรมานจนเวลาผ่านไปครบสามชั่วโมง... น้ำสีดำในอ่างพลันเปลี่ยนกลายเป็สีเขียวเข้ม พร้อมส่งกลิ่นคราบไคลเสียๆ ลอยออกมา รูขุมขนทั่วร่างปิดลงทันที
ฉิวฟงลืมตาขึ้นมาอย่างอ่อนแรง “เหอ... น้ำกลายเป็สีเขียวเข้ม แถมยังส่งกลิ่นแปลกๆ แล้ว ลุกดีกว่า”
แอด...
ฉิวหลงเปิดประตูเข้ามาพอดี เมื่อเห็นสีน้ำและสภาพของลูกชายก็พยักหน้าด้วยความพอใจ “ดีมาก! สวมเสื้อผ้าแล้วพักผ่อนเสีย พรุ่งนี้เราต้องฝึกกันต่อ”
วันเวลาหมุนเวียนผ่านไป...
ฉิวฟงฝึกฝนอย่างหนักหน่วงทุกวัน ่เช้าฟันใบไม้ ่บ่ายฝึกจิตกระบี่ ่ดึกแช่น้ำยาสมุนไพร ทำเช่นนี้ต่อเนื่องจนกระทั่งเข้าสู่เช้าวันที่แปด...
ขณะที่ฉิวฟงกำลังหลับสบาย เสียงไอเบาๆ จากเตียงข้างๆ ทำให้เขาประสาทไว สะดุ้งตื่นทันที!
แคกๆ! แคกๆ!
“เ้าฟื้นแล้ว! รอเดี๋ยว ข้าไปเรียกท่านพ่อท่านแม่ก่อน!” ฉิวฟงรีบวิ่งพรวดพราดออกจากห้องไป
ไม่นานนัก ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกก็เข้ามาในห้อง ผู้เป็แม่ตรงเข้าไปจับชีพจรและตรวจดูาแอย่างละเอียด ก่อนจะหันมายิ้มให้สามีและลูกชาย
“อาการดีขึ้นมากแล้ว าแภายนอกเกือบหายสนิท ส่วนกระดูกขาเริ่มเชื่อมติดกัน คาดว่าอีกหนึ่งเดือนคงหายเป็ปกติ”
ฉิวหลงก้มมองเด็กหนุ่มบนเตียง “เ้ารู้สึกตัวแล้วใช่หรือไม่?”
เด็กหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้น พยักหน้าแ่เบา กำลังจะเอ่ยปาก แต่ผู้เป็แม่ห้ามไว้ก่อน
“อย่าเพิ่งรีบพูดเลย ร่างกายเ้ายังอ่อนแอนัก พักผ่อนให้มาก อีกสักครู่ข้าจะนำอาหารและยามาให้”
เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองออกไปแล้ว ฉิวฟงก็นำถาดอาหารและขวดยาเข้ามาให้เด็กหนุ่มตามคำสั่งแม่
“ตื่นมาทานข้าวและกินยาก่อน แม่ข้าบอกว่าต้องพักผ่อนเยอะๆ” ฉิวฟงประคองเด็กหนุ่มให้อยู่ในท่านั่ง “ให้ข้าป้อนไหม?”
เด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย “เอ่อ... ข้ากินเองได้ ไม่รบกวนเ้าหรอก”
“ฮ่าๆ ข้าหยอกเล่นน่า! ฝีมือแม่ข้าอร่อยที่สุดในสามโลก กินเยอะๆ ล่า!”
เด็กหนุ่มพยักหน้า แล้วลงมือกินอาหารตรงหน้าจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เม็ดข้าว
ฉิวฟงตาโตด้วยความใ “เ้ากินจุพอๆ กับข้าเลยนะเนี่ย! ร้ายกาจจริง!”
เด็กหนุ่มเห็นท่าทางของฉิวฟงก็อดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้ “เ้าก็กินจุเหมือนกันหรือ? เอาไว้ข้าหายดี... เรามาแข่งกินกันไหมล่ะ?”
“คนอย่างข้าไม่เคยกลัวเื่กินอยู่แล้ว! อีกหนึ่งเดือนเจอกัน!” ฉิวฟงยิ้มร่า ก่อนจะยื่นแก้วยาให้ “เอ้า... กินยาซะ จะได้หายไวๆ ข้าต้องไปฝึกยุทธ์ต่อแล้ว”
ดวงตาของเด็กหนุ่มพลันส่องประกายเมื่อได้ยินคำว่า ‘ฝึกยุทธ์’ “เ้าฝึกยุทธ์ด้วยหรือ... สอนข้าฝึกบ้างได้หรือไม่? ข้าอยากฝึกยุทธ์เหลือเกิน”
ฉิวฟงทำหน้าหงอย “ข้าก็เพิ่งเริ่มฝึกเอง ยังสอนเ้าไม่ได้หรอก... แต่ถ้าเ้าอยากเรียน จริงๆ ลองขอให้ท่านพ่อสอนสิ เดี๋ยวข้าจะช่วยลองเลียบเคียงถามท่านพ่อให้”
เด็กหนุ่มจับไหล่ฉิวฟงด้วยความซาบซึ้ง “ขอบใจเ้ามาก... หากพ่อเ้ายินดีสอนข้า ข้ายินดีเป็ผู้รับใช้เ้าหนึ่งเดือนเลย!”
“ฮ่าๆ! ข้าจะพยายามแล้วกัน ข้าไปฝึกก่อนล่ะ” ฉิวฟงโบกมือแล้วเดินออกจากห้องไป
เมื่อประตูปิดลง... ดวงตาของเด็กหนุ่มพลันแปรเปลี่ยนเป็เ็า จิตสังหารอันเข้มข้นลุกโชนขึ้นในดวงตา เขากำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดเกร็ง
‘อีกไม่นาน... ข้า ไป๋หลงหยาง จะกลับไปทวงแค้น! พวกเ้าที่ทำลายตระกูลไป๋ของข้า ข้าจะลากพวกเ้ามาลงอัศจรรย์ชดใช้แค้นทั้งหมด! ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอา... โปรดรอข้า ข้าจะกอบกู้ตระกูลไป๋ขึ้นมาใหม่ให้ยิ่งใหญ่เหนือผู้ใดในแผ่นดินนี้ให้ได้!’
เช้าวันถัดมา...
ฉิวฟงนำอาหารและยามาส่งให้เช่นเคย หลังจากกินเสร็จ ฉิวฟงยังไม่ยอมออกจากห้อง แต่นั่งจ้องหน้าเด็กหนุ่มด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“พี่ชาย... ข้าอยากรู้จักเ้าให้มากขึ้น เ้าพอจะจำได้ไหมว่าตนเองเป็ใครมาจากไหน เหตุใดถึงไปอยู่ในป่านั้นได้?”
เด็กหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับและเริ่มเอ่ยเื่ราวที่แต่งขึ้นเพื่อปกปิดตัวตน
“ข้ามีนามว่า ‘ชิงหยาง’... เป็เด็กกำพร้ามาจากเมืองทางเขตกลาง พ่อแม่เสียชีวิตไปั้แ่ข้ายังเล็ก ข้ารับจ้างทำงานหาเลี้ยงตัวไปวันๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ข้ากำลังขนส่งสัตว์เลี้ยงจากป่า ก็ถูกพวกโจรค้าทาสบุกปล้นและจับตัวไว้ ข้าหาทางหลบหนีลงมาทางใต้ ถูกพวกมันไล่ล่าจนต้องหนีเข้าป่าลึก และบังเอิญไปเจอเสือั์เข้า จึงถูกมันไล่ล่าจนกระทั่งพ่อของเ้ามาช่วยไว้นี่แหละ... พ่อและแม่ของเ้าคือผู้มีพระคุณชีวิตข้า ข้าสัญญาด้วยชีวิตว่าจะหาทางตอบแทนพวกท่านให้ได้”
ฉิวฟงฟังเื่เล่าด้วยความถอนหายใจและสงสารจับใจ “เื่ราวของเ้าน่าสงสารยิ่งนัก... แต่ไม่เป็ไร! เมื่อมาเจอครอบครัวข้าแล้ว เ้าก็อยู่ที่นี่ด้วยกันเสียเลยสิ พ่อกับแม่ข้าใจดีมาก และข้าจะได้มีเพื่อนด้วย เ้าอยากอยู่ที่นี่ไหมล่ะ?”
ชิงหยางยิ้มออกมาจากใจจริง “หากพวกเ้ายินดีรับข้า... ข้าก็ยินดีจะอยู่ที่นี่”
“ย่อมยินดีอยู่แล้ว! งั้นข้าจะไปถามท่านพ่อท่านแม่เดี๋ยวนี้เลย!... เออว่าแต่ พี่หยาง ท่านอายุเท่าไรแล้วหรือ?”
“ข้าอายุสิบปีแล้ว... แล้วเ้าล่ะ?”
“ข้าอายุแปดปี! ท่านแก่กว่าข้าสองปี งั้นข้าจะเรียกว่า ‘พี่หยาง’ ส่วนท่านก็เรียกว่า ‘น้องฟง’ ก็แล้วกันนะ! ข้าไปถามท่านแม่ก่อนล่ะ!” ฉิวฟงวิ่งออกจากห้องไปอย่างร่าเริง
ชิงหยางมองตามหลังเด็กหนุ่มน้อยด้วยรอยยิ้มอบอุ่น...
‘ก่อนหน้านี้ข้ามีเ้าม้าขาวเป็สหายเพียงหนึ่งเดียว แต่มันก็มาจากข้าไปแล้ว... บัดนี้ฟ้าส่งเด็กคนนี้มา งั้นข้าจะรับเ้าไว้เป็สหายอีกคนแล้วกันนะ... น้องฟง’