“ฝ่าา! เกิดเื่ใหญ่แล้วพะยะค่ะ”น้ำเสียงร้อนรนที่หน้าประตูห้องอักษรของอู๋กงกงทำให้ฮ่องเต้กับอ๋องเก้าต่างตกพระทัย
“มีเื่อันใดหรือ?”
“องค์ชายพะยะค่ะเสด็จไปดูเองเถิด” ขันทีาุโสีหน้าหม่นหมองฮ่องเต้ไม่เคยเห็นขันทีประจำตัวพระองค์มีอาการปริวิตกมากเช่นนี้มาก่อนจึงรีบร้อนเดินตามไป
“น้องเก้าเ้าไปดูด้วยกันกับข้าที”
องค์ชายิเหอตี้นอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าซีดเซียวหมอหลวงทั้งสิบคนที่เก่งที่สุดในวังหลวงนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆด้วยสีหน้าไม่แตกต่างกัน “ถวายบังคม ฝ่าา”
“องค์ชายเป็อันใดไป?”
“จู่ก็ทรงสิ้นสติไปพะยะค่ะหม่อมฉันตรวจอาการไปสามครั้งแล้ว ปรากฏว่าเืลมติดขัดโดยไม่ทราบสาเหตุั้แ่ยามเฉินจนถึงยามนี้ยังไม่ฟื้นเลยพะยะค่ะ” “หือ!” ฮ่องเต้หันไปสบตากันด้วยความกังวลกับอ๋องเก้า แล้วหันไปสอบถามอีกครั้ง“ไม่มีวิธีใดจะทำให้ฟื้นคืนมาได้เลยหรือ?”
หัวหน้าหมอหลวงมีอาการอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง“หม่อมฉันกังวลมากที่สุดคือ ชีพจรของชายเต้นช้าลงเรื่อยๆ แล้วพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้หน้าซีดเผือด“พวกเ้าไม่มีปัญญาจะทำให้องค์ชายฟื้นได้แล้วหรือ?”
หมอหลวงทั้งสิบคนหมอบลงพร้อมกันหัวหน้าหมอหลวงน้ำเสียงสั่นเทา “ฝ่าาโปรดไว้ชีวิตหม่อมฉันทั้งสิบทำทุกอย่างสุดความสามารถแล้วจริงๆ พะยะค่ะ”
อ๋องเก้ารีบประคองพระเชษฐาที่คล้ายจะซวนเซ“แม้แต่ลูกชายคนเดียวของข้า ข้าก็ยังรักษาเขาไว้ไม่ได้หรือนี่?”
“องค์ชายล้มป่วยครั้งนี้เ้าได้ตรวจการวางยาหรือไม่?” ท่านอ๋องเก้าพอจะรู้ตื้นลึกหนาบางในวังหลังอยู่บ้างรีบหันมาสอบถาม
“มิพบความผิดปกติใดๆพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้ได้ยินพระอนุชาเอ่ยขึ้นมาเช่นนั้นก็ได้สติรีบสั่งการให้หมอหลวงไปตรวจอาหารและสิ่งของที่องค์ชายเสวยและใช้รวมถึงภาชนะทุกอย่างอย่างเข้มงวดหัวหน้าหมอหลวงจึงให้หมอหลวงอยู่เฝ้าองค์ชายสามคนที่คนที่เหลือไปตามที่คนที่สำนักหมอหลวงออกมาตรวจสอบทุกอย่างตามพระดำรัสของฮ่องเต้อย่างเข้มงวด
หัวหน้าสวีสีหน้าเคร่งเครียด“หัวหน้าหง ข่าวจากในวังหลวงว่าองค์ชายิเหอตี้ตแล้วขอรับ”
“หือ!เพราะเหตุใดเล่า?” หงซือซือรู้ว่าฮ่องเต้มีโอรสเพียงองค์เดียวที่เป็ความหวังในการสืบราชบัลลังก์นางรู้สึกสงสารเขาจับใจที่ต้องสูญเสียเืเนื้อเชื้อไขคนสำคัญเช่นนี้ไป
“สงสัยว่าถูกวางยาขอรับแต่ยังหาหลักฐานและร่องรอยไม่ได้”
“สิ้นพระชนม์เมื่อใด?”
“เมื่อวานนี้ทีแรกก็สิ้นสติไปเฉยๆ จากนั้นชีพจรก็ค่อยเต้นอ่อนลงหมอหลวงเองก็หมดปัญญาจะช่วยเหลือ”สวีเหยียนเล่อเคยได้ยินเื่การแย่งชิงราชบังลังก์ของคนในวังหลังฮ่องเต้พระองค์นี้มีพระโอรสที่สิ้นพระชนม์ใน่แรกเกิดและอายุยังน้อยถึงสามพระองค์แล้วและองค์ชายิเหอตี้ซึ่งเป็พระโอกาสองค์เดียวที่เหลืออยู่ก็ยังมาสิ้นพระชนม์อีก
“คราวนี้ก็เหลือแต่องค์หญิงิซีหลิวสินะ”
“หัวหน้าหงท่านคิดว่าผู้ใดทำการนี้?”
“ก็คงเป็พระสนมองค์ใดองค์หนึ่งเพราะนางพวกนั้นอาจจะหวังจะมีทายาทให้ฮ่องเต้” หงซือซือนึกถึงตอนที่ตนเองไปเรือนพักอานฉวนของเหล่านางกำนัลวงพนันที่อ้างกันว่าอู๋กงกงรับรองจะมีการเลือกตั้งฮองเฮาในปีนี้ “หัวหน้าสวีบางทีเื่ที่เหล่าขันทีกับนางกำนัลเล่าลือกันอาจจะเป็เื่จริงก็ได้เห็นทีข้าจะต้องสืบเื่นี้เสียหน่อย”
หงซือซือที่าแบนต้นแขนหายดีแล้วแต่ยังมีรอยแผลเป็หลงเหลืออยู่แปลงโฉมกลับไปยังวังหลวงอีกครั้งครั้นมามาหลี่ประจำตำหนักร้างเห็นนางเข้าก็มิได้โวยวายใหญ่โต“ท่านไม่แปลกใจหรือที่ข้ากลับมา?”
“เ้ามาเร็วกว่าที่คาด”น้ำเสียงของนางคล้ายเกียจคร้าน “แต่ก็ดีนะที่มาถูกเวลายามนี้องค์ชายิเหอตี้เพิ่งตงานข้างในเยอะแยะนัก เ้ามาได้จังหวะเสียจริงตำหนักเสียนเหลียงนี่ก็มอบให้เ้าช่วยดูแลก็แล้วกันข้าต้องรีบไปช่วยงานที่ตำหนักองค์ชายอีก ไม่งั้นอู๋กงกงเห็นทีจะเล่นงานข้าเป็แน่”
เมื่อไป๋เพ่ยเจินมองเห็นจิ้งจกกลับมาแล้วนางตาเหลือกรีบตรงไปลากหงซือซือไปในที่ลับตาคน“นี่! ดีนะที่เ้ากลับมาเร็ว ไม่งั้นข้าคงถูกสูบเงินหมดตัวแล้ว”
“ทำไมหรือ?”
“ถามได้พอเ้าหายไปข้าก็เอาเงินที่มีไปยัดใส่มือมามาหลี่ไว้มิให้นางโวยวายหาเ้าน่ะสิ นี่ข้าหมดไปสามสิบตำลึงแล้วนะถ้าเ้ายังไม่มาอีกเห็นทีเงินเก็บข้าก็คงหมดจริงๆ”
หงซือซือจึงควักเอาตั๋วแลกเงินห้าสิบตำลึงออกมายัดใส่มือไป๋เพ่ยเจิน“เอานี่ไป ข้าให้เ้า ส่วนที่เหลืออีกยี่สิบตำลึงคิดเสียว่าเป็ดอกเบี้ยก็แล้วกันข้ายกให้” ไป๋เพ่ยเจินเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มแย้ม“เออ...ดีนะที่เ้าหายไป่นี้ถ้าเ้ายังอยู่ข้าต้องสงสัยว่าเ้าลอบเข้ามาในวังเพื่อวางยาองค์ชายเป็แน่”
“เ้าเล่าเื่ขององค์ชายที่ตให้ข้าฟังหน่อย”
ไป๋เพ่ยเจินทำหน้าเคร่งเครียด“เื่นี้เล่าที่นี่ไม่ได้ เรากลับไปที่ตำหนักร้างกันเถอะนี่เป็เื่ซับซ้อนและอันตรายมาก ถ้าพูดที่นี่ข้าเกรงคนจะได้ยิน”
ไป๋เพ่ยเจินเล่าเหตุการณ์ให้หงซือซือฟังโดยละเอียด“แม้ฝ่าาจะทรงให้ตรวจสอบเื่นี้อย่างเข้มงวด ทว่าก็ไม่พบร่องรอยแต่อย่างใดจะว่าไปการสิ้นพระชนม์ขององค์ชายิเหอตี้ช่างเหมือนกับตอนที่องค์ชายใหญ่ตนัก”
หงซือซือที่ยังมิเคยได้ยินเื่ซับซ้อนหลังวังมากนักรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที“อย่างไรหรือ?”
“ตอนนั้นข้ายังอยู่ตำหนักฮองเฮาเคยได้ยินพวกที่ห้องเครื่องสนทนากันว่า องค์ชายใหญ่ที่เกิดจากพระสนมเฉินเฟยเกิดมาได้เพียงหกเดือนก็เสียชีวิต เป็อาการเดียวกันนี่ล่ะ จู่ๆก็หลับไปแล้วก็ชีพจรแ่ลงจนสิ้นพระชนม์ไป หาสาเหตุไม่พบแต่ตอนนั้นทุกคนสงสัยกันว่าเป็ฝีมือของฮองเฮาเถียน”
“อ้าว!เช่นนี้ก็แสดงว่าคราวองค์ชายใหญ่มิใช่ฝีมือนางน่ะสิ”
“อืม....ทุกคนเชื่อกันว่าคนลงมือกับองค์ชายใหญ่และคนลงมือกับองค์ชายิเหอตี้คือคนเดียวกัน”ไป๋เพ่ยเจินสรุปข้อสงสัยที่ได้ยินมาจากการซุบซิบของเหล่าขันทีและนางกำนัลที่จับกลุ่มวงใหญ่หลังรู้ข่าว
“แล้วผู้ต้องสงสัยล่ะมีคนพูดบ้างไหมว่าน่าจะเป็ผู้ใด?”
“คนที่น่าจะได้ประโยชน์ก็มีเสิ่นกุ้ยเฟยเหม่ยเฟย และตงเฟย เ้าคิดว่าผู้ใดน่าจะลงมือมากที่สุด?” ไป๋เพ่ยเจินหันมาโยนคำถามให้คู่สนทนาดื้อๆ
“ข้ายังไม่แน่ใจเ้าต้องให้รายละเอียดของพระสนมทั้งสามกับข้าเสียก่อน ยามนี้ข้ายังไม่กล้ากล่าวโทษผู้ใด?”
********************
