บทที่3 หีบปริศนา
"ขอบคุณครับ ฝากจัดการที่เหลือด้วยนะครับ"เสียงนุ่มเอ่ยพร้อมกับโค้งตัวลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อม
"ครับ" นายตำรวจที่นั่งคุยกับเทพินตอบรับก่อนจะเก็บเอกสารมากมายใส่แฟ้ม "นี่ก็ดึกมากแล้ว ให้ไปส่งไหมครับ"นายตำรวจเอ่ยด้วยความหวังดี "เป็กลับคนเดียวมันอันตรายนะครับ"
เทพินหันไปยิ้มละไมให้ก่อนจะส่ายหน้า "ไม่เป็ไรหรอกครับตอนนี้คงยังไม่มีโจรที่ไหนเข้าไปไกลแถวบ้านผมแน่ๆ เพราะเพิ่งมีตำรวจไปเยือนหมาดๆนี่นา"
เมื่อเด็กหนุ่มยืนยันหนักแน่นตำรวจก็ไม่เซ้าซี้ เขาเดินออกจากโรงพักด้วยใบหน้าติดจะยิ้มแย้มพอกลับมาถึงบ้านใบหน้ายิ้มๆ ก็เปลี่ยนเป็ใบหน้าบูดบึ้งเล็กน้อยดวงตาสีม่วงกวาดมองหาจิ้งจอกแคระสีขาวของเขาทันที
"เคไนน์" เด็กหนุ่มเอ่ยเรียกแล้วทิ้งตัวลงนั่งกับโซฟาจิ้งจอกสีขาวที่หลบซ่อนตัวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขาในทันที "เอาล่ะได้เวลากลับมาคุยกันต่อแล้วนะครับ"
ดวงตาสีทองสบเข้ากับดวงตาสีม่วงอ่อนที่ยังคงจับจ้องมันไม่วางตาความลึกล้ำของดวงตาคู่นั้นตรึงให้จิ้งจอกอสูรหยุดอยู่กับที่ รอยยิ้มมุมปากบนใบหน้าที่ดูน่ารักนั่นทำให้จิ้งจอกอสูรใจแกว่ง
มันไม่ชอบรอยยิ้มมุมปากของเทพิน... เพราะรอยยิ้มนั้นเหมือนกำลังจะแสยะและสื่อความว่ามีใครบางคนกำลังจะซวย
และในสถานการณ์นี้จะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากมัน
"เอาล่ะ จะยอมเล่าเองหรือจะให้ผมซักไซ้เองล่ะเคไนน์"
"เอ่อ ที่จริงข้าก็ไม่อยากจะพูดเท่าไหร่หรอกเพราะไม่อยากให้เ้าเข้ามายุ่งกับเื่นี้" จิ้งจอกอสูรเอ่ยดวงตาสีทองเสมองออกไปทางอื่น เทพินเลิกคิ้วขึ้นแล้วส่ายหน้าไปมา
"ไม่ยุ่งไม่ทันแล้วล่ะ ในเมื่อตอนนี้นายเป็สัตว์เลี้ยงของผมเคไนน์"
"ข้าไม่ได้เป็สัตว์เลี้ยงของเ้าเสียหน่อย!"
"แน่ใจนะ?"
"มะ... ไม่รู้สิ" เห็นสายตาที่มองอย่างเ้าเล่ห์พร้อมรอยยิ้มมุมปากนั่นแล้วเคไนน์รู้สึกเกรงใจเด็กหนุ่มตรงหน้าขึ้นมาฉับพลันถึงแม้ใจจะไม่ยอมรับเป็สัตว์เลี้ยงแต่การหาเื่กับเทพินใน่อารมคุกรุ่นไม่ใช่เื่ดี
"ฉันก็ไม่อยากทำให้นายลำบากใจที่จริงไม่รู้ก็ได้เพราะฉันก็ไม่อยากจะยุ่ง แต่นายก็รู้ใช่ไหมว่าฉันไม่ชอบปัญหาโดยเฉพาะปัญหาที่มันเสี่ยงกับชีวิต"
เพราะอยู่ด้วยกันมาหลายปีนิสัยของเทพินเป็อย่างไรเคไนน์ย่อมรู้จักดี เขาเป็คนสุภาพเรียบร้อยเพียงเปลือกนอกมองโลกแง่ร้ายไปหน่อยและ... เกลียดที่สุดคือการถูกปัญหาวิ่งชนการที่มีเื่เกิดขึ้นและมีแววจะสร้างปัญหาให้เขานั้นเทพินไม่มีทางปล่อยมันผ่านไปแน่ๆ
เขาจะหาทางเลี้ยงปัญหา... ไม่ได้แก้ปัญหาแต่อย่างใด
"แม้ว่าเื่ที่รู้จะทำให้เสี่ยงมากขึ้นน่ะเหรอ"เคไนน์ยังคงไม่ยอมง่ายๆ ระหว่างไม่รู้แล้วเสี่ยงน้อยกว่ากับรู้แล้วเสี่ยงมากขึ้นมันว่ามนุษย์ควรเลือกอะไรที่เสี่ยงน้อยกว่า
เทพินโคลงหัวไปมาแล้วถอนหายใจ "จะเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อยมันก็เสี่ยงเหมือนกันนั่นล่ะไม่ว่ายังไงฉันก็ต้องรู้"
"เฮ้อ! เ้านี่มันดื้อด้านเสียจริง"
"ผมก็เป็อย่างนี้มาตั้งนานแล้ว"
"ในเมื่อเ้าอยากรู้ ข้าจะบอกแต่ข้าไม่อยากให้เ้ามายุ่งในเื่นี้ เข้าใจหรือไม่"เคไนน์จ้องหน้าของเทพินอย่างจริงจัง ชายหนุ่มพยักหน้ารับยิ้มประจบเอาใจบางๆ ทันที
"ตามนั้น"
"งั้นข้าจะขอเล่าย้อนความก่อนถึง่ที่พวกเราเจอกันเมื่อแปดปีก่อน...ในตอนนั้นข้าออกมาจากหมู่บ้านของตนเองเพื่อออกตามหาสิ่งนี้เหตุผลที่ข้าออกตามหาก็คือมันเป็สิ่งที่ถูกเล่าขานกันมาของเผ่าพันธุ์ว่าเป็สมบัติที่เทพเ้าได้มอบไว้ให้"
เทพินฟังอย่างตั้งใจจิ้งจอกสีขาวนี่ไม่ค่อยเล่าเื่ของตัวเองนักครั้งนี้เขาเล่าย้อนไปไกลแสดงว่าจะมีรายละเอียดของเื่มากเป็แน่
"พวกเราตามหาอยู่นานในที่สุดก็รู้ว่าของสิ่งนี้อยู่ภายในคฤหาสน์แห่งหนึ่ง...ไม่ใช่คฤหาสน์ของเ้าหรอกไม่ต้องมาเลิกคิ้วมองแบบนั้น มันเป็ของตระกูลอื่นมาก่อนพวกตระกูลที่ได้รับพรจากเทพล้วนเก่งกาจข้าไม่อาจสามารถฝ่าไปได้จนตัดใจเพราะเ้าเกลี่ยกล่อม แต่มันก็น่าแปลกใจจริงๆที่สุดท้ายแล้วมันก็มาอยู่ในมือเ้า"
"เพราะมีคนไปหามาให้แล้วมอบมันให้ผมต่างหาก"เทพินคิดว่าตาแก่ของตระกูลเขาคงรู้เื่นี้เลยใช้ความสามารถและอำนาจในการเอาหีบใบนี้มาแต่เขาค่อนข้างสงสัย ของสิ่งนี้ถ้าเป็ตามเื่เล่าของตระกูลจิ้งจอกจริงๆทางตระกูลภาคีพิทักษ์ควรเก็บไว้เอง
"ต้องขอบคุณคนที่มอบมันมาให้เ้า แต่ก็นึกสาปแช่งด้วยเช่นกัน"เคไนน์บ่นอุบ ดวงตาสีทองมีแววกรุ่นโกรธในใจนึกอยากจะข่วนหน้าคนมอบของชิ้นนี้ให้กับเทพิน
ถ้ามอบมันให้กับคนอื่นอาจจะไม่ได้เลวร้ายแต่การมอบมันให้กับเด็กหนุ่มที่จิ้งจอกอสูรอย่างเขานี่แหละที่เลวร้าย
"แล้วหีบนี่มีคุณสมบัติกับประวัติอะไรล่ะถึงทำให้นายบ่นอย่างนี้"เขายังคงไม่เข้าใจถึงรายละเอียด ได้ยินแต่คำบ่นของจิ้งจอกอสูร
เคไนน์ถอนหายใจก่อนจะหยิบเอาหีบทองคำออกมาในตอนนี้หีบนั้นไม่มีกระดาษติดอยู่แล้ว อัญมณีบนฝาหีบหม่นหมองไร้สีและไร้ประกายเขาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของหีบทองคำแต่ทั้งคู่ยังคงใจเย็นอยู่
"หีบนี่เป็สมบัติเทพ ชื่อของมันคือ 'หีบทวิลักษณ์'ภายในบรรจุพลังของเทพผู้ดูแลมิติและกาลเวลา เปลวเพลิงและสายน้ำ... ท่านเทพีสุริยาและท่านเทพจันทรา"
"อ้อ...เพราะงั้นไอ้พลังสองสายที่พุ่งออกจากหีบหายไปนั่นก็..."
"อะไรนะ พลังพุ่งออกจากหีบ!!"เคไนน์รีบเข้ามาตะปบคอเสื้อของเทพินอย่างรวดเร็ว เหมือนเห็นเด็กหนุ่มพยักหน้าจิ้งจอกอสูรก็เขย่าคอเสื้อเขาทันที "เ้าปล่อยพลังนั่นออกไปได้ยังไงไอ้บ้า! พลังนั่นไม่ควรออกจากหีบนะเว้ย"
"ก็เพราะใครกันล่ะไปตบหน้าโจรที่ถือหีบอยู่พอมันปล่อยมือจนหีบร่วงมันก็เปิดออกสิ" เทพินเลิกคิ้วมองเขาไม่คิดจะเดือดร้อนตามเลยสักนิด
"ก็ได้ ข้าผิดเอง...แต่เ้าเห็นหรือเปล่าว่าพลังนั่นพุ่งไปทางไหน"
"ไม่รู้สิ"
"ไม่ได้เื่"
"อสูรที่ไม่รู้ว่าพลังของหีบเทพหายไปดูไม่ได้เื่มากกว่าอีก"
"นี่เ้า!!"
"แต่เอาเถอะ ผมไม่ได้สนใจในพลังนั่นอยู่แล้วแต่ก็คว้าสะเก็ดพลังของมันไว้ได้เหมือนกันถึงจะรู้สึกว่าพลังมันแปลกๆ ก็เถอะ"เทพินแบมือออกเผยก้อนพลังสีน้ำเงินปนสีส้มที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลังโปร่งแสงมีอักขระวิ่งล้อมรอบเป็วงกลมเขาโยนพลังนั่นลงบนโต๊ะอย่างสิ่งไร้ค่าในขณะที่เคไนน์ผวาเฮือกทันทีที่ลูกพลังนั้นกลิ้งมาทางตน
"จะ... เ้าคว้าพลังนั่นไว้ได้... ได้ไง?"
"อ้อ เผลอยื่นมือไปจับก็คว้าได้เลย"
"แต่นั่นก็เป็พลังเทพนะ!"
"เอ่อ... จริงด้วยแฮะ" เทพินขมวดคิ้วเขาลืมคิดไปว่ามันเป็พลังของเทพทำไมเขาถึงจับต้องและปิดผนึกมันได้อย่างมั่นคงแบบนั้น มันควรมีการขัดขืนมากกว่านี้สิ
แต่ถึงจะขัดขืนเขาก็รู้ว่าพลังเสี้ยวเล็กๆ นั่นสู้เขาไม่ได้อยู่ดี
"เฮอะเื่ของเ้านี่มันมีปริศนาเยอะยิ่งกว่าข้าอีกนะเทน"จิ้งจอกอสูรมองหน้าเด็กหนุ่มอย่างค้นหา แต่กลับพบเพียงการทำลายบนสีหน้าและแววตา
"อย่าว่าแต่นายเลย ผมก็งงกับตัวเองเหมือนกัน"เทพินยกยิ้มมุมปากท้าทายสายตาค้นหาก่อนจะเบี่ยงเบนประเด็นไป "เอ้าสนใจเื่ตรงหน้าก่อนดีกว่า พลังนี่คือของเทพีสุริยากับเทพจันทราใช่ไหมพลังของเทพมาผนึกอยู่ในหีบเล็กๆ นี่ได้ยังไงกัน"
"จากเื่เล่าในหมู่จิ้งจอกอสูรพลังที่อยู่ในหีบคือพลังของเทพทั้งสองที่ปนเปื้อนมลทินซึ่งได้มาตอนเกิดาเทพเ้าส่วนที่ปนเปื้อนนี้ไม่สามารถลบล้างได้เพราะถ้าลบหมายถึงต้องลบพลังทั้งหมดของเทพเ้า หรือการดับสูญ ฉะนั้นจึงทำการผนึกพลังปนเปื้อนไว้ในหีบทวิลักษณ์มากกว่าครึ่งและเก็บมันไว้ในแดนมนุษย์"
เทพินฟังและคิดตามเขาเคยได้ยินเื่าเทพเ้านี้มาบ้างเหมือนกัน เมื่อประมาณหมื่นกว่าปีก่อนได้เกิดาระหว่างเทพเ้าด้วยกันเองเป็าครั้งใหญ่ที่ทำให้เกิดการล้างโลกโดยแบ่งฝ่ายเป็เทพแห่งการก่อเกิดและเทพแห่งการทำลาย
มีการสันนิฐานไว้ว่าเกิดความขัดแย้งของเหล่าทวยเทพในด้านการปกครองสามภพจึงได้ต่อสู้กันโดยมีมนุษย์และปีศาจเข้าร่วมด้วย โดยเทพทั้งสองฝ่ายมอบพลังให้ผู้ที่เข้าร่วมทัพโดยเรียกพลังนั้นว่า'พร' และมีเทพจำนวนน้อยนิดและอสูรวางตัวเป็กลางพวกเขาไม่ได้เข้าร่วมา ทำเพียงเฝ้ามองและคล้อยตามผู้ชนะในาเท่านั้น
ซึ่งผลสุดท้ายแล้วผู้ชนะก็คือเทพแห่งการก่อเกิด
แต่เพราะาที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากทำให้เทพเ้าอ่อนแอลง เทพเ้าจึงกลับแดน์ไม่ได้ลงมาข้องเกี่ยวกับมนุษย์แล้วแต่เพราะการคงอยู่ของสิ่งที่เรียกว่าพรทำให้พลังของเทพเ้ายังคงหมุนวนอยู่บนโลกและคงอยู่ในประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานไม่ลืมเลือน
จากการคาดเดาพลังที่เทพทั้งสองผนึกเอาไว้น่าจะเป็พลังจากเทพที่เท่ากันหรือเหนือกว่าจึงได้มีพลังทำให้ปนเปื้อนมลทินขนาดนี้ซึ่งมีเพียงไม่กี่องค์ในประวัติศาสตร์ที่เขาพอนึกออก...
"ผมพอเข้าใจถึงความพิเศษของหีบแล้วแล้วพลังเทพมีมลทินนี่มีแค่ของเทพีสุริยากับเทพจันทราเท่านั้นงั้นเหรอ ผมไม่คิดว่าเทพที่พลังเปื้อนมลทินจะมีเท่านี้"เทพินหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด เคไนน์ถอนหายใจแล้วกล่าว
"พลังที่อันตรายแบบนั้นถ้าไม่ใช่เทพที่ยิ่งใหญ่โดนเข้าไปมีแต่จะดับสูญ ไม่ต้องหวังว่าจะยื้อชีวิตไว้ได้เลยเพราะพลังนี้เป็ของเทพแห่งการทำลายโดยตรง"
"..." ไม่ต่างจากที่เขาคิด เทพระดับนั้นก็สมควรที่ต้องสละพลังออกมามากกว่าครึ่งเพื่อผนึกยังไงเสียพลังยังดีกว่าดับสูญ
"อีกอย่างนอกจากพลังเทพที่เปื้อนมลทินพลังของเทพแห่งการทำลายยังคงกัดกินอยู่ภายในหีบนี้พลังของมันมากพอที่จะก่อหายนะขนาดใหญ่ให้กับแผ่นดินได้เลยทีเดียว"
"แล้วนายมาเก็บกลับไปสินะ"
"มันเป็คำสั่งจากท่านเทพ เพราะคำทำนายได้ถูกส่งมาในทศวรรษนี้หายนะจากพลังแห่งการทำลายจะบังเกิดจงเก็บหีบทวิลักษณ์กลับมาก่อนจะสายเกินไป"เคไนน์ถอนหายใจยาว "แต่หีบทวิลักษณ์ที่อยู่ในการดูแลของอสูรได้ถูกขโมยไปเนิ่นนานแล้วพวกเราเลยแยกกันออกตามหา จิ้งจอกอสูรอย่างข้าเองก็เป็ห่วงในเผ่าพันธุ์อสูรทั้งหลายแต่พวกข้านั้นมีความสำคัญกว่าเผ่าพันธุ์อื่นตรงที่พลังของเราส่วนหนึ่งเสมือนเทพจึงสามารถผนึกหีบไว้ได้เป็การชั่วคราวแต่ในขณะเดียวกันก็เปิดผนึกได้ด้วย"
"หืม? พลังเสมือนเทพก็คงคล้ายๆ พรสินะ"
"ไม่ใช่ พวกเราคือเผ่าพันธุ์ที่สืบสายเืจากเทพโดยตรงเพียงแต่มันเจือจางลงเพราะการสืบสายเืกับพวกที่ไม่ใช่เทพนานๆ ครั้งจะเกิดผู้มีสายเืใกล้เคียงกับบรรพบุรุษ ซึ่งในเผ่าพันธุ์อสูรตอนนี้มีอยู่เจ็ดตน"
"อ้อ เพราะแบบนั้นเลยบอกว่าเสมือนเทพ"เทพินหัวเราะนิดหน่อย "ขอเดาว่าหนึ่งในเจ็ดตนนั้นเป็นายใช่ไหมที่มีพลังเสมือนเทพ"
เคไนน์เดาะลิ้น "ใช่ มีข้าด้วย แต่ช่างมันเหอะข้าไม่อยากพูดถึง"
"งั้นเหรอ... อืมเข้าใจแล้วเื่ทั้งหมดเป็อย่างนี้เอง"
"ดูเข้าใจอะไรเร็วดีนี่"
"ก็ไม่ใช่เื่ซับซ้อนสรุปก็คือหีบที่อยู่กับเรามีพลัง เป็ที่้าของหลายเผ่าพันธุ์พอสมควรทั้งในเื่ของการเก็บรักษาและดูดกลืนพลังแต่เพราะความสะเพร่าของจิ้งจอกบางตัวพลังเลยหลุดหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้แต่ในโชคร้ายก็ยังมีโชคดีที่ฉันคนนี้นอกจากจะไม่โดนผลกระทบของพลังเทพแล้วยังเก็บก้อนพลังกลับมาไว้ได้ด้วยอืมๆ ฉันนี่เก่งจริงๆ"
"ไอ้เ้าคนหลงตัวเอง เดี๋ยวปั๊ดกัดหูขาด!!"
"หลงตัวเองตรงไหน ผมพูดความจริงนะ"เทพินกอดอกเลิกคิ้วมองจิ้งจอกอสูรด้วยสายตาที่มีประกายขบขัน เคไนน์อ้าปากค้างเถียงไม่ออก
"ชะ... ช่างมันก่อนตอนนี้ต้องมาคิดก่อนว่าจะเอายังไงกับพลังเทพนี่ดี"จิ้งจอกอสูรเปลี่ยนเื่ไป ก่อนจะเลื่อนดวงตาสีทองมามองพลังเทพที่เทพินผนึกไว้"เอาพลังสองสายมารวมกันเป็ก้อนเดียวแบบนี้...นี่เ้ายังเป็มนุษย์อยู่ไหมเทน"
"ไม่รู้สิ"
"แล้วเ้ามีความเห็นว่าจะจัดการกับพลังนี้ยังไง"
"ก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน"คำตอบนี้ของเทพินดูไม่เป็ที่พอใจนัก จิ้งจอกอสูรจ้องหน้าเขาเขม็งอย่างเอาเื่เด็กหนุ่มเลยต้องยอมเสนอความเห็นด้วยท่าทางเกียจคร้าน"ใส่กลับเข้าหีบไปเหมือนเดิมไม่ได้หรือไง"
"ไม่ได้หรอก หีบเสียหายไปแล้วการที่จะใช้มันผนึกได้อีกจำต้องนำมันไปให้เทพเ้าซ่อมเท่านั้นส่วนตัวข้าเองก็ผนึกได้เพียงไม่นานอย่างมากก็เจ็ดวัน เพราะร่างกายข้าไม่สมบูรณ์"
"..."
"ทำหน้าบู่ทู่ทำไมเทน"เคไนน์มองหน้าเทพินอย่างฉงนเมื่ออีกฝ่ายเบ้ปากกลอกตาไปมาท่าทางคล้ายจะเหยียดหยามก็ไม่ใช่จะเหนื่อยหน่ายก็ไม่เชิง
"ร่างกายนายก็ไม่สมบูรณ์มาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอจิ้งจอกแคระ"
"แคระบ้านเ้าสิ! ที่ข้าอยู่ในร่างนี้เพราะแกนพลังของข้าโดนทำร้ายจนปริร้าวรวมพลัง ไว้ในร่างกายมากๆ ไม่ได้"
"อ้าว ไม่ได้แกนพลังอสูรพังแต่กำเนิด?"
"มันจะไปใช่ได้ยังไงกันเล่าไอ้บ้า!"จิ้งจอกอสูรพุ่งเข้าไปหมายจะตะกรุยหน้าอีกฝ่ายให้เสียโฉมแต่เทพินไวกว่ายกมือขึ้นตบจิ้งจอกลงโต๊ะเสียงดัง
"ใครมันจะไปรู้ฉันไม่ได้มองไปให้ถึงแกนพลังแบบนั้นนี่นา"เด็กหนุ่มจ้องจิ้งจอกบนโต๊ะแล้วยิ้มออกมาอย่างขบขันเพราะร่างนั้นนอนแผ่อย่างกับพรมเช็ดเท้า
"อย่างเ้าน่ะเรอะจะมองไม่เห็น!!"เคไนน์เงยหน้ามอง ดวงตาสีทองเต็มไปด้วยความเครียดแค้นหางสีขาวฟูฟ่องตบลงบนโต๊ะหลายครั้งอย่างไม่พอใจ เทพินได้ยินคำถามก็หุบยิ้มฉับดวงตาสีม่วงกลับไปว่างเปล่าไร้อารมณ์อีกครั้ง
"บางทีนายอาจลืมไป ถึงฉันจะมองเห็นภูต ผี ปีศาจหรืออสูรแต่ฉันก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรมากเกี่ยวกับการใช้พรของเทพ เพราะผมไม่ใช่ไกรา เป็แค่เพียงคนนอกคอกของตระกูลเท่านั้น"
"ขะ... ข้าขอโทษ"
"รู้ว่าผิดก็ดีคราวหลังก็อย่าพูดเื่นี้อีกล่ะ"
ดูเหมือนเื่ของตระกูลภาคีพิทักษ์จะเป็จุดอ่อนไหวของเทพินแม้สีหน้าท่าทางจะไร้อารมณ์แต่ภายในคงเดือดดาลไปหมดแล้วเคไนน์จดจำไว้ขึ้นใจอย่างดี แต่มันก็อาจมีบ้างที่เผลอไผล
มันไม่สงสัยว่าทำไมเ้าเด็กนี่ถึงไม่ค่อยชอบตระกูลตนเองนักเป็มันถ้าเจอแบบเดียวกันก็คงไม่ชอบจิ้งจอกอสูรเก็บความคิดตนเองแล้วพูดเข้าเื่ต่อไป
"เื่พลังเทพนี่คงต้องให้อยู่ในผนึกของเ้าสักพักว่าแต่มันอยู่ได้นานขนาดไหนเหรอ"
"นานตราบเท่าที่ผมยังมีพลัง"
"แล้วพลังเ้าจะหมดเมื่อไหร่เล่า!"
"ถ้าพักผ่อนทุกวันโดยไม่ใช้พลังทำอย่างอื่นก็อยู่ได้นานนับสิบปีมั้งแต่พลังไม่เสถียรเท่าไหร่อาจจะมีบ้างทีผนึกแตกแต่ก็ซ่อมได้อยู่"
"นี่ก็เก่งเกินไปเฟ้ย! เ้าเป็มนุษย์จริงเรอะ!"
"ต้องมนุษย์ที่เก่งกาจอยู่แล้วสิ"คำพูดชมตัวเองหลุดออกมาอีกครั้ง เคไนน์ตบโต๊ะอีกหลายๆ ครั้งระบายอารมณ์ทีตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่นเป็เด็กร่าเริงสดใส น่าเอ็นดูสำหรับผู้ใหญ่แต่ทำไมพออยู่กับมันแล้วถึงได้กลายเป็เด็กเถียงคำไม่ตกฟากและหลงตัวเองได้ขนาดนี้
ตัวตนของเทพินมันเกินพอดีไปแล้ว!
"ถ้าผนึกได้นานขนาดนั้นก็หมดห่วงแล้ว" เคไนน์ถอนหายใจเบาๆ
เทพินสะกิดขาหน้ามัน "แต่ให้ผมผนึกตลอดก็เปลืองแรงนะ"
"จะเปลืองแรงขนาดไหนเชียวเหอะ!"
"ก็ทำให้ไม่มีแรงทำอย่างอื่นนอกจากกินกับนอนไง"
"โอ้ย..." เคไนน์ถึงกับพูดอะไรไม่ออกอารมณ์พุ่งขึ้นมาจุกอกอยากจะด่าทอออกมาสักคำแต่ก็ไม่รู้จะด่าว่ายังไงจนใจเหลือจะกล่าว
"เอาอย่างนี้ไหม ให้ผมดึงพลังเทพมาซ่อมแกนพลังให้นายใหม่แบบนี้แล้วมันน่าจะดีกว่าให้ผมผนึกนะ"เทพินเสนอความคิดเห็นพลางหยิบเอาก้อนพลังเทพขึ้นมาโยนเล่น
"เ้าทำแบบนั้นได้เรอะ"
"พอทำได้ ถึงผมจะไม่รู้วิธีใช้พรของเทพ แต่ผมก็เรียนรู้พลังของตัวเองจนใช้ได้อย่างหลากหลายอยู่เหมือนกันแค่การดึงพลังออกมามันไม่ยากหรอก"
"แต่พลังเทพนี้มีมลทินนะ..."
"อ้อ จริงสินะ แต่มันคงไม่เป็ไรพลังในส่วนที่เป็มลทินผมน่าจะดึงออกมาได้จากนั้นก็ใช้พลังเทพสร้างแกนพลังให้นายใหม่ เพียงแต่นี่มันพลังของเทพชั้นสูงร่างแคระๆ นั่นจะรับไหวไหม"
"อย่ามาเรียกแคระสิเฟ้ยเ้าหน้าพะโล้เป็ดย่าง!ร่างข้าทนทานอยู่แล้วเพราะมีสายเืใกล้เคียงบรรพบุรุษที่เป็ครึ่งเทพฉะนั้นพลังเทพนี้ก็น่าจะรับไหว"
"น่าจะ... สินะ"
"รับไหวก็ได้! พอใจเ้าหรือยังทำไมต้องทำสายตาแบบนั้นใส่ข้าตลอดเลย เ้าไม่พอใจอะไรข้าก็พูดออกมา"เห็นหน้าระรื่นของเทพินและมองสมเพชมาที่มันแล้วจิ้งจอกอสูรเจ็บแค้นนัก
"ก็เปล่านี่" คนหน้าระรื่นตอบกลับ"เอาเป็ว่าจะระมัดระวังก็แล้วกัน จะระลึกไว้เสมอว่าจิ้งจอกแคระของผมเปราะบาง..."
"ข้าไม่ได้เปราะบาง ไม่ต้องประชด!"
"หึๆ" เทพินหัวเราะขบขันในลำคอจากนั้นก็กวักมือเรียกอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้ "มานี่ ผมจะเริ่มแล้วถ้าดึกมากไปกว่านี้ผมจะนอนไม่หลับ"
เขาเป็คนเลือกเวลานอนถ้าหลังเที่ยงคืนไปแล้วเขาจะตาสว่างนอนไม่หลับ จะนอนอีกทีก็พรุ่งนี้เย็นเลยเพื่อไม่ให้เสียสุขภาพจนทำให้เขาสมองฟ่อก็ควรจะเข้านอนอย่างเป็เวลาและพักผ่อนให้เพียงพอ
เคไนน์เดินเข้ามาใกล้เทพินด้วยท่าทางฮึดฮัดเด็กหนุ่มมองแวบหนึ่งก่อนจะหยิบก้อนพลังที่เขาผนึกไว้เองขึ้นมาถือก้อนพลังที่ใหญ่เพียงแค่ลูกเทนนิสนี้อัดแน่นไปด้วยพลังเทพที่เขาััได้อย่างชัดเจนแต่พลังนั้นไม่ได้สูงไปกว่าผนึกที่เขาสร้างขึ้น
ที่จริงผนึกเขาก็ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าไหร่นักเพียงแต่พลังที่ปนเปื้อนนี้อ่อนลงไปมากกว่าการปนเปื้อนพลังเทพทำให้พลังเทพทั้งสองสายอ่อนแอลงอย่างชัดเจนอย่างนี้ไม่ว่าเขาหรือเคไนน์ก็ล้วนแต่ผนึกได้อย่างยาวนานทั้งนั้นแต่ถ้าเทพินดึงพลังปนเปื้อนออกพลังนี้จะค่อยๆ ฟื้นฟูแรงต่อต้านผู้ที่ไม่เ้าของพลังน่าจะมีอยู่ระหว่างซ่อมแซมแกนพลังอาจจะเ็ปเจียนตายเลยก็ได้
มันช่วยไม่ได้ อยากเก่งต้องอดทน
เทพินวาดมือเป็สัญลักษณ์เหนือก้อนพลังด้วยพลังที่ผิดแปลกนี้แยกพลังสีน้ำเงินและพลังสีส้มออกจากกันไอพลังที่ปนเปื้อนเขาไม่สามารถมองเห็นได้แต่รับรู้ได้ถึงการคงอยู่ดวงตาสีม่วงอ่อนหรี่ลง ปลายนิ้วมีพลังที่มองไม่เห็นจิ้มลงไปที่พลังเทพทั้งสองดึงเอาพลังแปลกปลอมออกมาอย่างใจเย็น
พลังนั้นถูกดึงดูดเข้าหาพลังของเทพินมันวนเวียนไปมาอย่างรื่นเริงรอบปลายนิ้วของเขาเมื่อพลังัักันพลังแปลกปลอมเ่าั้ก็แตกสลายหายไป เทพินขมวดคิ้วยุ่งขึ้นมาทันทีพลังนั่นเขาไม่ได้ดูดกลืนแต่มันหายไปราวกับไม่มีอยู่จริง
หมายความว่ายังไง?
"เป็อะไรไปเทน ดึงพลังออกไม่ได้หรือ?"เคไนน์ถามอย่างเป็ห่วง ใบหน้าของเทพินเคร่งเครียดพอสมควรท่าทางการดึงพลังเทพจะกินแรงกว่าที่คิดไว้
"พลังดึงได้แล้ว จะเริ่มเลยนะ"เทพินยิ้มนุ่มนวลแต่ดวงตาเป็ประกายแวววาวเริ่มสะท้อนภาพจิ้งจอกอสูรสีขาวที่แสดงสีหน้าเหลอหราออกมาก่อนจะตอบรับเขาเสียงมั่นใจ
"อื้ม!"
"อาจจะเจ็บมากต้องอดทนนะ"
"อื้ม!"
"อนุญาตให้กรีดร้องได้แต่อย่าดีดดิ้นมากมันจะทำให้ซ่อมยากอ้อ แล้วก็... ห้ามมาโทษกันทีหลังด้วยล่ะ"
"หมายความยังไงนั่น"เคไนน์เริ่มขมวดคิ้วมองหน้าเด็กหนุ่มั์ตาสีม่วงอ่อน คำพูดฟังดูประหลาดๆและน่าตะขิดตะขวงใจอย่างบอกไม่ถูก
ยังไม่ทันที่จิ้งจอกอสูรจะทันได้คิดอย่างถี่ถ้วนเทพินก็ชิงลงมือก่อนแล้ว พลังเทพบริสุทธิ์ที่เขาสกัดออกมาได้ถูกเขายัดเข้าไปในแกนพลังที่ปริร้าวดึงพลังส่วนเกินที่แกนพลังรับไม่ไหวออกมาสานและถักทอซ่อมแซมแกนพลังอย่างสงบนิ่งใจเย็น...
"อ๊ากกก!!!"
ไม่ได้สนใจเสียงร้องโหยหวนเลยว่าจิ้งจอกอสูรสีขาวตนนี้กำลังจะขาดใจตายอยู่รอมร่อแล้วบ้าที่สุด!