จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 37 ไปโรงประมูลกับพี่สาวไป๋ 1 Re

            “เราได้ผู้ชนะ4 อันดับแรกแล้ว อันดับที่ 1 ได้แก่ ไป่เจ๋อ กินไปทั้งหมด 40 ชาม อันดับที่ 2ผิงฮัว สาวกระเพาะเหล็ก กินไป 38 ชาม อันดับที่ 3 ...”พิธีกรประกาศชื่อผู้เข้าแข่งขัน 4 อันดับแรก

             

             

            “ตอนนี้เราต้องกล่าวลากับผู้เข้าแข่งขันที่ตกรอบด้วยนะครับขอบคุณมากครับ สำหรับผู้ที่ผ่านเข้ารอบเราจะขึ้นรถบัสไปยังโรงแรมที่พักที่ทางรายการได้จองไว้ให้วันพรุ่งนี้เราจะแข่งกันต่อ เพื่อคัดให้เหลือ 1คนเป็นตัวแทนของเมืองหลวงไปแข่งในรอบชิงนะครับ” พิธีกรกล่าวก่อนพากันขึ้นรถไปยังโรงแรมที่พัก

             

             

            “เฮ้อเหนื่อยใช่เล่นเลยนะครับเนี่ย” ไป่เจ๋อพูดลอย ๆ ขึ้นมาหลังจากขึ้นมาบนรถ

             

             

            “การแข่งไม่มีคำว่าง่ายหรอกนะ”พิธีกรที่เดินตามขึ้นมากล่าว

             

             

            “ทำมาเป็นพูดนายมีแบล็คโฮลในกระเพาะรึไง กินไปตั้งขนาดนั้นยังไม่พะอืดพะอมเลยสักนิด” ผิงฮัวแซว

             

             

            “ตอนแรกของเก่ามันยังไม่ย่อยนี่นาผมเลยต้องกินช้า ๆ รอมันย่อย ถ้าผมอ้วกขึ้นมาก็โดนปรับแพ้สิ” ไป่เจ๋อยิ้ม

             

             

            “นายเนี่ยนะเฮ้อ ว่าแต่คุณพิธีกรคะ แชมป์ต่านต้านไปไหนล่ะค่ะ” ผิงฮัวถามขึ้น

             

             

            “อ้อเขาไปกับรถของพวกทีมงานน่ะ จะว่าไปก็นึกขึ้นได้ ไป่เจ๋อ นายเล่นเกมเป็นดีนี่”พิธีกรหันมาหาไป่เจ๋อ ไป่เจ๋อทำหน้างงราวกับไม่เข้าใจสิ่งที่พิธีกรพูด

             

             

            “อ๊ะแบบนี้นี่เอง ไป่เจ๋อ นายร้ายกาจมาก” ผิงฮัวได้ยินคำพูดของพิธีกรทำให้เธอนึกถึงเหตุการณ์ตอนแข่งได้ หากคิดดูดี ๆแล้วไป่เจ๋อกินช้าเพื่อให้ต่านต้านพูดสบประมาทเขาจากนั้นก็กินให้ชนะเพื่อเป็นการตบหน้าแชมป์ผ่านการออกอากาศ

             

             

            “นายดูเชี่ยวชาญไม่เบาเลยรู้อยู่แล้วสินะว่าฉากพูดสบประมาทนั่นจะต้องถูกนำออกอากาศน่ะ” พิธีกรกล่าว

             

             

            “แน่อยู่แล้วครับการข่มรุ่นน้องเป็นสิ่งที่ต่านต้านชอบทำแต่นี่เขาคงไม่ชอบขี้หน้าผมตั้งแต่แข่งรอบแรกแล้วล่ะครับ ตัวเขาเหมือนม้าพยศส่วนผมก็ชอบที่จะปราบม้าพยศซะด้วยสิ” ไป่เจ๋อพูดจบทั้งรถก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน หากต่านต้านมาได้ยิน เขาคงอารมณ์ขึ้นอีกเป็นแน่

             

             

            เมื่อถึงโรงแรมที่พักไป่เจ๋อสอบถามทีมงานว่าจะสัมภาษณ์อะไรอีกไหม เพราะเขาจะเข้านอนเลยไม่อยากให้ใครรบกวน ซึ่งทางทีมงานที่ทราบความต้องการของไป่เจ๋อ เขาให้พิธีกรมาสัมภาษณ์อีกนิดหน่อยก่อนที่ไป่เจ๋อจะเข้าห้องและแขวนป้ายห้ามรบกวนไว้หน้าห้องพร้อมกับทำการล็อคห้องทันที

             

             

            ภายในห้องพัก

             

            ไป่เจ๋อทำการเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อวอร์มกับกางเกงวอร์มสีดำส่วนรองเท้านั้นเป็นรองเท้าผ้าใบสีดำเช่นกัน เสื้อพวกนี้ไป่เจ๋อซื้อเอาไว้ใช้เวลาจะไปติดต่อกับคนในโลกยุทธภพหากเขาใส่เสื้อผ้าที่เด่นสะดุดตาเกินไป มันจะไม่ดีกับตัวเขาเอง

             

             

            ไป่เจ๋อได้ทำการติดต่อไป๋กุ้ยอิงเขาบอกเธอว่าจะปลอมตัวไป โดยส่งรูปวาดใบหน้าที่เขาจะใช้ในการปลอมตัวครั้งนี้ให้เธอเพื่อที่เวลาเธอเจอเขาจะได้ไม่สับสน ซึ่งเธอก็เข้าใจเรื่องที่ไป่เจ๋อทำได้เป็นอย่างดี

             

             

            ไป่เจ๋อหยิบโอสถแปลงโฉมขึ้นมาโอสถชนิดนี้สำหรับไป่เจ๋อนั้นใช้ส่วนผสมมาก แต่ราคาถูกต้องขอบคุณการทดลองปรุงโอสถที่เขาทุ่มเทมาหลายสิบปีในต้าเซียนทำให้เขามีสูตรโอสถที่ใช้งานได้หลากหลายและมีราคาถูกอยู่มากมาย

             

             

            ไป่เจ๋อทำการกลืนโอสถลงไปเขาโคจรปราณเพื่อย่อยมัน ไม่นานรูปร่างหน้าตาของไป่เจ๋อก็เปลี่ยนไปกลายเป็นชายหนุ่มอายุราว 25 ปี สูง 190 ซม. ใบหน้าเรียวสันกรามที่แสดงออกถึงความเป็นบุรุษปรากฏเด่นชัดกว่าเดิม ดวงตาเฉียบคมเหมือนเหยี่ยวคิ้วหนา ทำให้ใบหน้าดูคมเข้มและหล่อเหลา

             

             

            ใบหน้านี้เป็นของ1 ในอาจารย์ของเขาที่ชื่อ อวี้กงแม้อวี้กงที่ไป่เจ๋อรู้จักจะแก่ชรามากแล้วตอนพบกันแต่อีกฝ่ายมีเคล็ดวิชาที่ชื่อว่า “เทพกระบี่หวนคืน”มันจะทำให้ผู้ใช้วิชานี้กลับไปเป็นหนุ่มได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งถึงจะใช้ได้ไม่นานก็ตาม แต่อาจารย์ของเขาเวลาเอาจริงจะใช้วิชานี้เสมอทำให้ไป่เจ๋อได้เห็นหน้าตาของอวี้กงตอนหนุ่ม และจดจำได้เป็นอย่างดี

             

             

            ไป่เจ๋อเปิดประตูเลื่อนที่ระเบียงห้องพักเขาเดินออกไปที่ระเบียง และปิดมันจากนั้นก็กระโดดจากระเบียงห้องของเขาลงไปยังระเบียงด้านข้างที่ถัดลงไปจากชั้นของเขา1 ชั้น เขากระโดดสลับไปมาจนลงมาถึงที่ชั้น 2จากนั้นเลือกห้องที่มีระเบียงอยู่ด้านหลังของโรงแรม ซึ่งมีคนน้อยมากก่อนจะกระโดดลงมาที่ชั้น 1

             

             

            ไป่เจ๋อทำการวาดอักขระลมปราณ“พราง” ทำให้เขาหายตัวได้ และออกวิ่งไปยังจุดนัดพบที่นัดไป๋กุ้ยอิงไว้

             

             

            คฤหาสน์ตระกูลไป๋

             

            ไป๋กุ้ยอิงได้รับข้อความไลน์จากไป่เจ๋อเธอรีบเปิดอ่าน ก่อนที่ดวงตาของเธอจะเบิกกว้างขึ้นไป่เจ๋อบอกว่าเขาจะปลอมตัวโดยเปลี่ยนใบหน้าเป็นคนอื่น แถมยังส่งใบหน้าที่เขาใช้มาให้เธอดูด้วย

             

             

            รูปที่ไป่เจ๋อส่งมานั้นเป็นหน้าของชายหนุ่มอายุราว25 ปี ดูหล่อเหลาไม่แพ้พวกนายน้อยตระกูลใหญ่เลย หากไป๋กุ้ยอิงพบคน ๆ นี้ข้างนอกเธอคงคิดว่าเขาจะมาจีบเธอ และเธอคงไม่สนใจ เธอรู้สึกใจเต้นรัวเมื่อคิดถึงไป่เจ๋อก่อนจะรีบเดินลงไปขึ้นรถที่ให้พ่อบ้านเตรียมไว้

             

             

            ระหว่างที่ไป๋กุ้ยอิงกำลังเดินไปที่รถมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อวิ่งเข้ามาหาเธอ

             

             

            “พี่กุ้ยอิงแต่งตัวสวยแบบนี้กำลังจะออกไปเที่ยวที่ไหนเหรอ” เด็กหนุ่มถาม เขาเป็นน้องชายของเธอชื่อ ไป๋หู่ตอนนี้อีกฝ่ายอยู่ในชุดเสื้อยืดแบบไม่มีแขนกับกางเกงวอร์มที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบเนื้อเผยให้เห็นมัดกล้ามที่เกิดจากการฝึกฝนอย่างหนักได้ชัดเจน

             

             

            “พี่จะพาเพื่อนไปสมาคมการค้าตะวันจันทราน่ะเพื่อนของพี่ต้องการให้พี่ช่วยเรื่องบัตรสมาชิก” ไป๋กุ้ยอิงเปิดประตูรถแต่ขณะที่เธอกำลังจะก้าวเข้าไปในรถ จู่ ๆ ไป๋หู่ก็จับข้อมือเธอไว้ทำให้เธอหันไปมองแบบไม่พอใจ

             

             

            “ไปด้วย”ไป๋หู่พูดด้วยสีหน้าจริงจัง

             

             

            “ปล่อยเลยสกปรก แล้วเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของพี่ นายไม่เกี่ยว” ไป๋กุ้ยอิงหรี่ตามอง

             

             

            “ถ้าไม่ยอมให้ผมไปด้วยผมจะไปบอกแม่ว่าพี่แอบนัดพบผู้ชาย” ไป๋หู่ทำหน้าตากวน...

             

             

            สุดท้ายไป๋กุ้ยอิงก็ถอนหายใจสาเหตุที่เธอยังโสดเพราะตัวเธอไม่ชอบพวกนายน้อยตระกูลต่าง ๆที่อยากแต่งกับเธอเพื่อหวังผลประโยชน์ต่อให้คนพวกนั้นจะหล่อหรือฐานะดีขนาดไหนก็ตามส่วนอีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะน้องชายของเธอที่คอยขัดขวางชายหนุ่มที่พยายามจะสานสัมพันธ์กับเธอไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนที่เธอคิดว่าในอนาคตเธอจะแต่งงานด้วย

             

             

            “ก็ได้แต่พี่ขอเตือนไว้ก่อน อย่าหาเรื่องเขาเด็ดขาด” ไป๋กุ้ยอิงกล่าวเตือนเธอรู้ว่าไป่เจ๋อไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาข่มเหงเขาได้ง่าย ๆ

             

             

            ไป๋หู่ยิ้มร่าก่อนจะขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าสักครู่ และกลับมาขึ้นรถด้วยชุดเสื้อยืดสีขาวพอดีตัวกับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินซีด

             

             

            “พี่กุ้ยอิงผมดูเป็นไงบ้าง พอจะข่มให้เพื่อนพี่กลัวได้ไหม” ไป๋หู่ทำหน้าเข้มพร้อมกับเบ่งกล้ามให้ดู ส่วนไป๋กุ้ยอิงทำตาลอยก่อนจะรีบขึ้นไปบนรถแล้วปิดประตูไป๋หู่เห็นพี่สาวไม่สนใจก็รีบตามขึ้นรถไปทันที

             

             

            หน้าห้างสรรพสินค้ามิดการ์ด

             

            ใช้เวลาไม่นานรถของไป๋กุ้ยอิงก็มาถึงที่ห้างสรรพสินค้ามิดการ์ดสถานที่นัดพบกับไป่เจ๋อคือลานจอดรถ 1B หน้าลิฟต์

             

             

            “ขับไปชั้น1B หน้าลิฟต์จะมีชายใส่เสื้อกับกางเกงวอร์มสีดำยืนอยู่” ไป๋กุ้ยอิงบอกคนขับ

             

             

            ไป๋หู่แทบจะเอาหน้าแนบกับกระจกรถเขาเคยเห็นนายน้อยหน้าตาหล่อเหลาหลายตระกูลแต่ไม่เคยมีใครที่พี่สาวของเขายอมที่จะแต่งงานด้วยเลยขนาดยอมออกมาตามนัดของอีกฝ่ายก็ยังไม่เคย แล้วนี่อะไรพี่สาวของเขาตอบรับนัดของชายปริศนา

             

             

            เมื่อรถขับมาถึงชั้น1B ไป๋หู่เห็นชายหนุ่มอายุประมาณ 25 ปีสวมชุดวอร์มสีดำ แววตามุ่งมั่นกล้าหาญแถมบุคลิกก็ดูโดดเด่นกว่าพวกนายน้อยที่เคยมาหาพี่สาวเขาราวฟ้ากับเหว

             

             

            เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่สาวถึงคบหาชายคนนี้ด้วยบรรยากาศที่ทรงอำนาจราวกับทั่วทั้งโลกนี้ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนดูพึ่งพาได้มากกว่าพวกนายน้อยที่คอยแต่อยู่ภายใต้การปกป้องของตระกูลตนเองเสียอีกแต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เขาจะยอมรับคน ๆ นี้มาเป็นพี่เขยของเขาหรอกนะ

             

             

            รถมาจอดตรงหน้าไป่เจ๋อไป๋หู่ลงจากรถแล้วมายืนประจันหน้ากับไป่เจ๋อ(เปิดเพลงเรื่องบุพเพสันนิวาสจะเข้ากับบรรยากาศมาก)เมื่อไป๋กุ้ยอิงเห็นเธอจึงรีบลงมาห้าม แต่ก็ถูกไป่เจ๋อยกมือห้ามเอาไว้

             

             

            “นี่เหรอคนที่พี่สาวฉันคบด้วยระดับปราณปฐพี ยังกล้าที่จะมาเป็นเขยตระกูลไป๋อีกเหรอ”ไป๋หู่มองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้ภายนอกจะดูดีแต่ระดับพลังปราณถือว่าน้อยเกินไป

             

             

            ส่วนไป่เจ๋อยิ้มเขาไม่คิดเลยว่าจะมาเจอตัวเขาในโลกใบนี้ซ้ำยังมีนิสัยหวงพี่สาวอย่างกับจะแต่งกับพี่สาวซะเองด้วย

             

             

            “ฉันแค่ขอให้พี่กุ้ยอิงช่วยเรื่องสมัครสมาชิกสมาคมการค้าตะวันจันทราไม่มีอย่างอื่น ว่าแต่...” ไป่เจ๋อหยุดพูดแล้วมองไป๋หู่

             

             

            “อะไร”ไป๋หู่พูดห้วน ๆ ใส่

             

             

            “นายเพิ่งฝึกเสร็จสินะอาบน้ำไม่สะอาด มิน่าพี่สาวนายถึงให้นายนั่งข้างคนขับ”ไป่เจ๋อกล่าวพร้อมกับวาดมือออกไปพร้อมกับส่งปราณไปทำความสะอาดร่างกายของไป๋หู่

             

             

            “เฮ้ย”ไป๋หู่ที่ไม่ทันได้ตั้งตัวอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจเขาจะรู้สึกว่ามีปราณพัดผ่าตัวไป จากนั้นเขาก็รู้สึกสบายตัวเหมือนเพิ่งอาบน้ำแบบฟูลออฟชั่น

             

             

            “นายไปนั่งกับพี่สาวนายเถอะเดี๋ยวฉันนั่งข้างคนขับเอง” ไป่เจ๋อเดินไปเปิดประตูแล้วขึ้นไปนั่งที่นั่งข้างคนขับ

             

             

            ไป๋หู่รู้สึกงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เขาสัมผัสได้ถึงปราณที่ผ่านตัวเขา พอลองสังเกตผิวของตัวเองดูเขาแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าผิวเขาขาวขนาดนี้เลยเหรอขนาดสิวที่เพิ่งขึ้นมาเมื่อวานยังหายไปไม่เหลือร่องรอย ‘ชายคนนี้ทำได้ยังไงกัน’นั่นคือสิ่งที่เขาคิด

             

             

            “ไป๋หู่นายจะไปไหม หรือจะไปเดินห้าง” ไป๋กุ้ยอิงลดกระจกลงมาถามเมื่อเห็นน้องชายของเธอกำลังสำรวจร่างกายตัวเอง มันทำให้เธออยากจะหัวเราะที่ไป่เจ๋อพูดเรื่องความซกมกของน้องชายเธอแถมยังจัดการทำความสะอาดให้อีก

             

             

            “ไปสิพี่วันนี้อาจจะมีอะไรน่าสนใจเข้ามาขายก็ได้” ไป๋หู่ตอบรับก่อนจะขึ้นรถไปนั่งข้างพี่สาวของเขา

             

             

            “ออกรถได้จุดหมายคือสมาคมการค้าตะวันจันทรา” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว

             

             

            “อวี้กงฉันขอโทษกับความไร้มารยาทของน้องฉันด้วย เขาแค่หวงฉันน่ะ” ไป๋กุ้ยอิงลูบหัวไป๋หู่(ไป๋กุ้ยอิงเรียกชื่อปลอมของไป่เจ๋อ)

             

             

            “นายโชคดีนะที่มีพี่สาวที่เข้าใจนายดูจากระดับพลังปราณของนาย คงถูกวางตัวให้เป็นผู้นำรุ่นต่อไปสินะ” ไป่เจ๋อกล่าว

             

             

            “นั่นมันแน่อยู่แล้วและหากนายทำให้ฉันยอมรับในตัวนายไม่ได้ ก็อย่าหวังจะได้แต่งกับพี่สาวของฉันเลย”ไป๋หู่กล่าว

             

             

            “พี่กุ้ยอิงที่นั่นผมสามารถนำของไปประมูลขายได้ใช่ไหม” ไป่เจ๋อถาม

             

             

            “ได้สิหรือหาซื้อของที่นั่นก็ได้ คราวก่อนที่ประลองกัน นายไม่ใช้แม้กระทั่งอาวุธแสดงว่ายังไม่มีอาวุธประจำตัวใช่ไหม” ไป๋กุ้ยอิงถาม

             

             

            “ผมไม่เหมือนพี่ที่มีห้องเก็บอาวุธเป็นสัดส่วนหรอกนะบ้านของผมไม่ได้กว้างขนาดนั้น” ไป่เจ๋อตอบ

             

             

            “เหนายจนงั้นเหรอ” ไป๋หู่ยิ้มเยาะ ตอนแรกที่เห็นอีกฝ่ายหน้าลิฟต์ เขาให้คะแนนที่ 9เต็ม 10 แต่หลังจากรู้ถึงระดับพลังปราณ ฐานะการเงินคะแนนที่เขาให้ไว้ตอนแรกก็ถูกหักออกจนแทบไม่เหลือแล้ว

             

             

            “ไป๋หู่นายเงียบไปเลย” ไป๋กุ้ยอิงคิดว่าการพาไป๋หู่มานั้นเธอคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่แบบนี้ความสัมพันธ์ของเธอกับไป่เจ๋อมีแต่จะแย่ลงเพราะเจ้าน้องชายตัวแสบนี่น่ะสิ

             

             

            “ไม่เป็นไรหรอกฉันเชื่อว่าจะต้องมีคนที่เหมาะสมกับพี่สาวของนายแน่” ไป่เจ๋อหันไปพูดกับไป๋หู่

             

             

            “หึเข้าใจก็ดีแล้ว” ไป๋หู่พ่นลมออกจากจมูก จากนั้นก็หันไปมองวิวข้างทางบรรยากาศในรถจึงไม่ค่อยดีเท่าไหร่

             

             

            ซอยแห่งหนึ่ง

             

            รถขับเข้ามาในซอยตันซึ่งซอยนี้เกิดจากตึกสูง 3 ตึกเรียงกัน มันดูเหมือนซอยที่เป็นที่ทิ้งขยะแต่น่าแปลกตรงที่มันสะอาดมาก ไม่มีขยะให้เห็นสักชิ้น

             

             

            หลังรถจอดกำแพงที่อยู่ด้านหน้ารถก็แยกออก เผยให้เห็นอุโมงที่สามารถขับรถเข้าไปได้พอไปถึงปลายอุโมงอีกฝั่งก็จะพบลานจอดรถ สุดทางของลานจอดรถมีประตูไม้สลักลวดลายสวยงามมีป้ายติดไว้ว่าสมาคมการค้าตะวันจันทรา ด้านหน้ามีชายแก่ยืนอยู่รถได้ขับไปจอดตรงหน้าประตูนั้น

             

             

            ไป๋กุ้ยอิงไป๋หู่ และไป่เจ๋อได้เดินลงจากรถส่วนคนขับรถตระกูลไป๋ก็ขับไปจอดรถและรอคุณหนูทั้งสองกลับออกมาจากสมาคมการค้า

             

             

            “คุณหนูไป่คุณชายไป่ ยินดีต้อนรับสู่สมาคมการค้าตะวันจันทราครับไม่ทราบว่าวันนี้พาใครมาหรือครับ” ชายแก่กล่าวทักทายอย่างนอบน้อมเขาสังเกตุเห็นชายหนุ่มที่ไม่คุ้นหน้า จึงเอ่ยปากถามคุณหนูไป๋ไป

             

             

            “เพื่อนของฉันเองเขามาเพื่อสมัครเป็นสมาชิกสมาคมการค้าตะวันจันทราน่ะ” ไป๋กุ้ยอิงตอบ

             

             

            “เช่นนั้นคุณหนูไป๋จะเป็นคนรับรองเขาใช่ไหมครับ หรือจะให้เขาผ่านการตรวจสอบเอง” ชายแก่ถาม

             

             

            “เอายังไงไป่เจ๋อ”ไป๋กุ้ยอิงถาม

             

             

            “การทดสอบมีอะไรบ้างครับ”ไป่เจ๋อถาม

             

             

            “ก็แค่ทดสอบความสามารถเล็กน้อยเช็กประวัติอาชญากรรมยุทธภพ แล้วก็สถานะทางการเงินเพื่อจัดระดับสมาชิกโดยทางเราจะแบ่งเป็น ทองแดง เงิน ทองคำ ทองคำขาว และศิลาปราชญ์” ชายแก่กล่าว

             

             

            “ผมมีเงินอยู่ไม่มากประมาณ 2-3 ล้านหยวน แต่ว่าความสามารถจะทดสอบกันที่ไหนครับ” ไป่เจ๋อกล่าว

             

             

            “โอ้อยากให้กระผมทดสอบด้านไหนดี” ชายแก่ถาม

             

             

            “เอาเป็นการต่อสู้ก็แล้วกัน”ไป่เจ๋อตอบ

             

             

            ‘ในเมื่อการทดสอบนี้เกี่ยวข้องกับระดับสมาชิกเช่นนั้นบิดาผู้นี้จะแสดงพลังสูงสุดที่ทำได้ในตอนนี้ออกมาให้ดู’ ไป่เจ๋อคิด

             

             

            “ฮ่าฮ่า ฮ่า คุณเลือกเองนะ บททดสอบก็คือคุณจะต้องต่อสู้กับสัตว์อสูรที่ทางเราจัดมาให้ถ้าเอาชนะมันได้ กระผมจะตัดสินให้คุณเป็นสมาชิกระดับทองแดง” ชายแก่กล่าว

             

             

            “แล้วถ้าผมให้พี่กุ้ยอิงรับรองล่ะ”ไป่เจ๋อถาม

             

             

            “กระผมให้ได้เต็มที่แค่ระดับเงินเท่านั้นครับ”ชายแก่ตอบ

             

             

            “ถ้างั้นพี่กุ้ยอิงคอยดูผมสู้กับสัตว์อสูรก็แล้วกัน มันคงดูไม่ดีถ้าให้พี่ออกหน้าให้” ไป่เจ๋อกล่าว

             

             

            เมื่อเห็นว่าชายหนุ่ม(ไป่เจ๋อ) ตัดสินใจเลือกได้แล้ว ชายแก่จึงนำทางไป่เจ๋อไปที่ลานประลองซึ่งไป๋กุ้ยอิงกับไป๋หู่แยกไปอีกทางเพื่อไปยังที่นั่งบนอัฒจันทร์

             

             

            ระหว่างเดินไปยังลานประลองชายแก่สังเกตเห็นว่าชายหนุ่มเดินอย่างมั่นคง ไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อยปกติคนทั่วไปพอได้ยินคำว่าสัตว์อสูร พวกเขาก็กลัวกันแล้วเพราะในโลกนี้สัตว์อสูรที่แท้จริงได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้วแต่พวกมันถูกสร้างขึ้นมาใหม่จากการใช้เหล็กลมปราณใส่เข้าไปในร่างของสัตว์ชนิดต่างๆ ซึ่งจะทำให้พวกมันเกิดการกลายพันธุ์เป็นสัตว์อสูร

             

             

            ด้วยเทคโนโลยีตอนนี้ทางสมาคมสามารถสร้างสัตว์อสูรที่มีความความแข็งแกร่งสูงสุดอยู่ที่ระดับปราณจิตซึ่งต้องใช้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณปฐพี ขั้น 8-10 หรือปราณนภาในการฆ่าพวกมันซึ่งเทคโนโลยีการสร้างสัตว์อสูรนั้นถูกใช้เพื่อธุรกิจความบันเทิงเท่านั้น

             

             

            นอกจากทางสมาคมจะเป็นตัวแทนในการซื้อขายแลกเปลี่ยนแล้วยังเปิดบ่อนการพนันให้ทายผลการประลองระหว่างผู้ฝึกยุทธ์กับสัตว์อสูรด้วยผู้ฝึกยุทธ์ที่สามารถชนะสัตว์อสูรได้จะได้รับส่วนแบ่ง 10 เปอร์เซ็นต์จากกำไรที่ทางสมาคมได้จากการพนันในรอบนั้นๆ

             

             

            “กระผมขอทราบชื่อของคุณด้วย”ชายแก่กล่าว

             

             

            “เรียกผมว่าอวี้กงครับ”ไป่เจ๋อยิ้ม

             

             

            “ครับเอ่อ คุณอวี้กง กระผมขอถามอะไรสักหน่อย ทำไมตอนที่ได้ยินว่าต้องสู้กับสัตว์อสูรคุณยังสงบอยู่ได้ล่ะครับ” ชายแก่ถาม

             

             

            “พวกมันไม่ต่างจากสัตว์ธรรมดาเท่าไหร่เพียงแค่แข็งแกร่งกว่านิดหน่อยเท่านั้น ยังไงพวกมันก็มีระดับไม่เกินปราณจิตเหตุเพราะพวกคุณไม่มีเหล็กลมปราณขั้นกลาง กับขั้นสูง” ไป่เจ๋อตอบชายแก่หยุดเดินแล้วหันมาจับต้นแขนทั้งสองข้างของไป่เจ๋ออีกฝ่ายจ้องเพื่อต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม

             

             

            “คุณเคยเห็นเหล็กลมปราณขั้นกลางกับขั้นสูงหรือ”ชายแก่จ้องไป่เจ๋อตาไม่กระพริบ

             

             

            “เรื่องนี้ผมไม่จำเป็นต้องตอบคุณนะมันเป็นข้อมูล ผมจะบอกก็ต่อเมื่อได้รับสิ่งแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ” ไป่เจ๋อยิ้มเขาค่อย ๆ นำมือของชายแก่ออก และเดินไปยังอุโมงที่จะพาเขาไปยังสนามประลอง

             

             

            “เป็นชายที่น่าสนใจจริงๆ” ชายแก่เดินตามไป่เจ๋อไป

             

             

            ปลายทางของอุโมงสว่างมากจนไป่เจ๋อต้องหรี่ตาครู่หนึ่งด้านหน้าของเขาเป็นลานดินกว้าง มันไม่มีสนามประลองส่วนชายแก่นั้นรออยู่หลังประตูที่ไป่เจ๋อเดินออกมา

             

             

            “ท่านผู้มีเกียรติวันนี้มีชายหนุ่มเข้ารับการทดสอบเพื่อขอเข้าเป็นสมาชิกสมาคมการค้าตะวันจันทราเขาจะต้องสู้กับสัตว์อสูร ระดับปราณจิตถึง 2 ตัว มาเอาใจช่วยเขากันได้เลย”พิธีกรประจำลานประลองกล่าวขึ้นไป่เจ๋อนั้นรู้ได้เลยว่าในประตูกรงเหล็กฝั่งตรงข้ามมีสัตว์อสูรกำลังเดินมา 2 ตัวประตูด้านหลังของไป่เจ๋อได้ปิดลงแล้วบนอัฒจันทร์ไป๋กุ้ยอิงกับไป๋หู่หาที่นั่งเพื่อนั่งดูการประลองนี้

             

             

            “ผู้ที่เดินเข้ามาคืออวี้กง เขามาเพื่อรับการทดสอบคุณสมบัติสมาชิกของสมาคมการค้าของเราโดยการสู้กับสัตว์อสูร ผมคิดว่าทุกท่านคงจะอดใจรอไม่ไหวแล้ว เช่นนั้นเปิดกรงให้สัตว์อสูรออกมาได้” สิ้นเสียงพิธีกร สิงโตที่มีหางเป็นงูมีปีกค้างคาวใหญ่ที่กลางหลัง เดินออกมา 2 ตัว พร้อมกับคำรามทันที

             

             

            “เมี๊ยวววววววว”สัตว์อสูรส่งเสียงขู่คำรามที่แสนน่ากลัวของมันออกมา

             

             

            “วันนี้เป็นคิไมร่าเหรอหึ พี่สาว เจ้าหมอนั่นไม่รอดแน่ นั่นมันสัตว์อสูรระดับปราณจิตเชียวนะขนาดคนที่มีปราณนภาอย่างผมแค่สู้ตัวเดียวก็ลำบากแล้ว แต่นี่มีถึงสองตัวเลยทางสมาคมเองก็ดูเหมือนจะเตรียมคนเข้าไปช่วยพร้อมแล้วยังทำงานกันได้ยอดเยี่ยมเหมือนเดิมเลย” ไป๋หู่กล่าวเขามองไปบริเวณแถวหน้าสุดของลานประลองมีกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณนภายืนรอให้ความช่วยเหลือหากอวี้กงที่อยู่ในลานประลองพลาดท่า

             

             

            “ทุกอย่างพร้อม...เริ่มการประลองได้” สิ้นเสียงพิธีกร คิไมร่า 2 ตัวพุ่งเข้าหาไป่เจ๋อทันทีพวกมันแสดงความดุร้ายออกมาเต็มที่

             

             

            “ขอโทษแล้วกันฉันไม่อยากเปื้อนเลือดเท่าไหร่แล้วก็ไม่อยากได้การ์ดสมาชิกระดับแค่ทองแดงหรือเงินด้วย”ไป่เจ๋อทำการวาดอักขระลมปราณบนอากาศที่ว่างเปล่า