“ตกลง!”
ฟางเซี่ยวหรูไม่คิดจะเกรงใจอีกต่อไป เขากล่าวว่า “ในเมื่อพระนัดดาสามมั่นใจถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็เชิญท่านท่องสี่ตำรา*[1] ทั้งหมดให้กระหม่อมฟังสักรอบหนึ่งเถิด”
สี่ตำรานั้นประกอบด้วย ต้าเสวีย , จงยง , หลุนอวี่ และเมิ่งจื่อ ซึ่งเป็หลักตำราขงจื๊ออันเป็มาตรฐาน
แม้แต่จูอวิ่นเหวินที่มีผลการเรียนเป็เลิศ ก็ยังไม่กล้ารับประกันว่าจะท่องได้ทั้งหมดโดยไม่ติดขัด ด้วยวัยเพียงสิบสี่สิบห้าปี พวกเขายังศึกษาไปไม่ถึงขั้นลึกซึ้งขนาดนั้น
“ย่อมได้ เช่นนั้นเริ่มจากต้าเสวียก่อน…วิถีแห่งมหาบุรุษ อยู่ที่การทำคุณธรรมอันสว่างไสวให้ปรากฏ อยู่ที่การใกล้ชิดผูกพันกับราษฎร อยู่ที่การบรรลุถึงความดีงามอันสูงสุด…”
จูอวิ่นเถิงยังคงรักษาความสงบนิ่ง เขาท่องจำสิ่งเ่าั้ออกมาด้วยจังหวะที่พอเหมาะไม่ช้าไม่เร็ว
ก่อนจะข้ามมิติมา เขาเคยท่องจำตำราคลาสสิกของจีนมาไม่น้อย และปัจจุบันยังคงจำได้ขึ้นใจ
การต้องมาท่องอีกครั้งจึงง่ายดายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก เขาสามารถท่องได้ครบทุกตัวอักษรโดยไม่ตกหล่น
ต่อให้ฟางเซี่ยวหรูจะสั่งให้เขาอธิบายความหมายอย่างละเอียด เขาก็ทำได้ไม่มีปัญหา
ใน่แรก ฟางเซี่ยวหรูและจูอวิ่นเหวินยังไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ แค่บทนำสองสามบทแรก ใครบ้างจะท่องไม่ได้?
แต่ทว่า เมื่อเวลาผ่านไป เนื้อหาที่เขาท่องเริ่มยาวขึ้นเรื่อย ๆ สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป
ใบหน้าของฟางเซี่ยวหรูเริ่มขรึมลง สีหน้าค่อย ๆ เคร่งเครียดมากขึ้น ส่วนจูอวิ่นเหวินเริ่มใจลอยอย่างเสียขวัญ
เขาไม่คิดเลยว่าจูอวิ่นเถิงจะท่องได้จริง ๆ และไม่ใช่การเสแสร้งด้วย เพราะจูอวิ่นเถิงท่องได้ลื่นไหลยิ่งกว่าตนเสียอีก
ทั้งยังจำเนื้อหาได้มากกว่าอย่างชัดเจน เื่เช่นนี้จะเป็ไปได้อย่างไร?
‘เขาซ่อนความสามารถไว้อีกแล้ว!’
ใช่แล้ว... ต้องเป็เช่นนี้แน่ ๆ เ้าหมอนี่ต้องท่องมาจนขึ้นใจนานแล้ว แล้วเก็บไว้มาใช้ขยี้ตนในวันนี้
ทันใดนั้นเอง จูอวิ่นเหวินก็เหงื่อตกจนหลังเปียกชุ่ม
หากเป็เช่นนี้ต่อไป แม้แต่เื่ความรู้เขาก็ดูเหมือนจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจูอวิ่นเถิง ในใจพร่ำคิดวนเวียนว่า 'ทำอย่างไรดี? จะทำอย่างไรดี?'
“เอาตำราต้าเสวียมาให้ข้าที!”
จูกุ้ยเองก็ใเช่นกัน เขาคว้าตำราขึ้นมาเล่มหนึ่ง เปิดไปตรงส่วนที่จูอวิ่นเถิงกำลังท่องอยู่พอดี
เขาอ่านตามทุกตัวอักษรเพื่อตรวจสอบ ส่วนพระนัดดาองค์อื่น ๆ ก็พากันเข้ามารุมดูด้วยความสนใจ
เมื่อเห็นว่าจูอวิ่นเถิงท่องได้อย่างลื่นไหลไร้ที่ติ ทุกคนต่างก็เบิกตากว้าง แม้จะให้พวกเขาดูตำราแล้วอ่านตาม ก็ยังไม่ได้ลื่นไหลเท่ากับที่จูอวิ่นเถิงท่องออกมาจากความจำเลย
ในเวลาไม่นาน ตำราต้าเสวียก็ถูกท่องจนจบ
จูอวิ่นเถิงเปลี่ยนบทสลับไปยัง ‘ตำราจงยง’ ทันทีโดยไม่มีสะดุด ตามด้วย ‘ตำราหลุนอวี่’ และ ‘เมิ่งจื่อ’
ทุกอย่างเชื่อมต่อกันเป็เนื้อเดียว ท่องออกมาได้ลื่นไหลยิ่งกว่าอ่านจากกระดาษเสียอีก
เมื่อสี่ตำราจบลง จูอวิ่นเถิงรู้สึกคอแห้งเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นถามว่า “ท่านอาจารย์ฟาง เป็อย่างไรบ้าง?”
ฟางเซี่ยวหรูย่อมต้องจดจำสี่ตำราได้แม่นยำทุกตัวอักษร เมื่อได้ยินจูอวิ่นเถิงท่องได้ถูกต้องไม่ตกหล่นแม้แต่นิดเดียว เขาก็พลันหน้าร้อนผ่าว รู้สึกเหมือนโดนตบหน้าเข้าอย่างแรง
พอหันไปมองจูอวิ่นเหวินที่ตอนนี้หน้าซีดเผือด เหงื่อโชกตัว แค่ดูจากสีหน้าก็รู้แล้วว่าจูอวิ่นเหวินกำลังเสียขวัญจนทำอะไรไม่ถูก
อีกทั้งความใจเด็ดยังเทียบอีกฝ่ายไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ยามนี้เปรียบเทียบในแง่ของการเรียน ความได้เปรียบเดียวที่เหลืออยู่ก็ดูเหมือนจะมลายหายสิ้นไปแล้ว
จูอวิ่นเถิงเพิ่งจะรับรู้ได้ว่า การสวมรอยเป็หมูไปกินเสือ แล้วรอเวลาแสดงความเหนือกว่าเพื่อตบหน้าพวกที่มาหาเื่นั้น... ช่างเป็ความรู้สึกที่สะใจจริง ๆ !
“ท่านอาจารย์ เป็อย่างไรบ้าง?”
จูอวิ่นเถิงถามซ้ำ ซึ่งนั่นราวกับฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของฟางเซี่ยวหรูซ้ำอีกแผลให้เจ็บยิ่งกว่าเดิม
“ใช้ได้...” ฟางเซี่ยวหรูตอบด้วยเสียงแหบพร่าและแข็งทื่อ
จูอวิ่นเหวินเอ่ยด้วยเสียงตะกุกตะกัก “ท่านอาจารย์ ขะ…ข้าเองก็ท่องได้”
“ช่างเถอะ” ฟางเซี่ยวหรูกล่าวตัดบท “กลับไปนั่งที่ กระหม่อมมีการบ้านให้พวกท่านนำกลับไปทบทวน”
เมื่อเห็นอาการตะกุกตะกักของจูอวิ่นเหวิน ฟางเซี่ยวหรูก็รู้ดีว่าเขาย่อมท่องจำไม่ได้ดีพอ หากดื้อดึงที่จะให้ทำเพื่อกู้หน้า มีแต่จะทำให้เสียหน้ายิ่งกว่าเดิม
ฟางเซี่ยวหรูคิดว่าตนต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดความโดดเด่นที่น่าตกตะลึงของจูอวิ่นเถิงเสียแล้ว
จูอวิ่นเหวินนั่งเหม่อลอยเหมือนคนไร้ิญญา เขามองจูอวิ่นเถิงด้วยความเคียดแค้น เขากำมือแน่นจนเล็บมือแทบจะจิกทะลุเนื้อ
“เฮ้!” พวกจูกุ้ยพร้อมใจกันร้องไชโย
เสียงโห่ร้องยินดีนี้ยิ่งบาดใจจูอวิ่นเหวิน เกียรติยศที่เดิมควรจะเป็ของเขาถูกจูอวิ่นเถิง่ชิงไปจนสิ้น
เขาไม่ยอม และไม่อาจยอมรับได้!
‘ข้าจะต้องแย่งมันคืนมาให้ได้ จูอวิ่นเถิง... เ้าคอยดูเถอะ’
“เงียบได้แล้ว!” ฟางเซี่ยวหรูตวาดขึ้นมา ทำให้ทุกคนจำต้องหยุดเงียบ
แต่ทว่ายังไม่ทันได้เริ่มสั่งการบ้าน ขันทีน้อยคนหนึ่งก็เดินเข้ามาและกล่าวว่า “พระนัดดาสาม ฝ่าามีรับสั่งให้เข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้เลย!” จูอวิ่นเถิงรับคำอย่างอารมณ์ดีแล้วเดินตามขันทีผู้นั้นไปทันที
ฟางเซี่ยวหรูรู้สึกถึงวิกฤตอีกครั้ง เขาต้องรีบช่วยกอบกู้ความได้เปรียบให้จูอวิ่นเหวินโดยเร็วที่สุด
ฝ่ายจูอวิ่นเหวิน เมื่อเห็นเสด็จปู่หันไปสนใจจูอวิ่นเถิงแทนที่จะเป็ตน ก็ยิ่งแค้นเคืองเข้าไปใหญ่
เขากัดฟันกรอด ในใจคิดว่า ‘ทำไม? ทำไมกัน? ของเ่าั้ล้วนต้องเป็ของข้า แล้วเ้ามีสิทธิ์อะไรมาแย่งชิงไป?’
สิ่งที่เกิดขึ้นั้แ่เมื่อวานจนถึงวันนี้ ได้ปลุกปั่นความโกรธเกลียดจนเขาเกือบจะเสียสติ
สิ่งที่เหลืออยู่ในใจของเขาตอนนี้มีเพียงความเกลียดชัง ความอัดอั้น และความไม่ยอมแพ้...
แต่ทว่าความเกลียดชังเหล่านี้ เขาก็ทำได้เพียงกู่ร้องอยู่ในใจ ไม่กล้าแม้จะระบายมันออกมา
เพราะนิสัยพื้นฐานที่เป็คนอ่อนแอและขลาดเขลา เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์จริง สิ่งแรกที่เขามักจะทำคือการถอยหนี
...
สถานที่ที่ฮ่องเต้แห่งต้าิใช้ปฏิบัติราชกิจเป็ประจำคือตำหนักอู่อิง
ทันทีที่จูอวิ่นเถิงมาถึง เขาก็ได้ยินจูหยวนจางกล่าวว่า “เ้าหลานจอมพยศ... เ้าช่างซ่อนความสามารถไว้ลึกจริง ๆ นะ ถึงขนาดท่องสี่ตำราได้ครบถ้วนไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว หากไม่ใช่เพราะฟางเซี่ยวหรูไปบีบคั้นเ้าเข้า ข้าก็คงยังไม่รู้ว่าเ้ามีความสามารถถึงเพียงนี้”
‘เ้าเด็กเหลือขอนี่ ช่างรู้จักซ่อนคมดีจริง’
หากไม่ใช่เพราะเขากำลังเตรียมชิงบัลลังก์ คงไม่คิดจะเผยความสามารถของตนออกมาง่าย ๆ แน่
“เสด็จปู่ทรงเรียกหลานมาเฝ้าตามลำพังเช่นนี้ จูอวิ่นเหวินคงต้องเกลียดหลานตายเลยพ่ะย่ะค่ะ”
จูอวิ่นเถิงพูดพร้อมกับเดินเข้าไปอย่างไม่ถือตัว
เขากวาดตามองกองฎีกาที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วจึงรีบเบนสายตาหนี
ฎีกาเ่าั้เป็กรรมสิทธิ์ส่วนตัวของฮ่องเต้ เขายังไม่ใช่พระนัดดารัชทายาท ย่อมไม่มีสิทธิ์มอง การมีความเกรงใจในส่วนนี้ถือเป็เื่สำคัญยิ่ง
“ถ้าอุปสรรคแค่นี้เขารับมือไม่ไหว เขาก็ไม่ใช่หลานของข้าแล้ว” จูหยวนจางไม่ได้ใส่ใจเลยว่าจูอวิ่นเหวินจะรู้สึกอย่างไร
การใช้ชีวิตที่ราบรื่นจนเกินไปนั้นไม่ดี หากไม่ผ่านความยากลำบากบ้าง มนุษย์ก็ไม่อาจเติบโตขึ้นได้ มีแต่จะล้มทรุดยามเผชิญอุปสรรค
หากจูอวิ่นเหวินเป็เช่นนั้นจริงก็ถือว่าใช้ไม่ได้แล้ว และเขาคงไม่มีวันตั้งคนเช่นนั้นเป็ผู้สืบทอดบัลลังก์
ความจริงแล้วนี่ก็คือการทดสอบที่ตาเฒ่าจูมีต่อจูอวิ่นเหวิน ว่าจะมีปัญญาแบกรับเอาไว้ได้หรือไม่
หากรับไหว ไม่สติแตกพังพินาศไปเสียก่อน จูหยวนจางยังพอจะยอมรับในตัวจูอวิ่นเหวินอยู่บ้าง
แต่หากรับไม่ได้จนถึงขั้นหมดอาลัยตายอยาก เสียสิ้นซึ่งความมุ่งมั่น อนาคตของต้าิก็ย่อมไม่้าฮ่องเต้เช่นนี้
“ทรงเรียกหลานมาที่นี่ มีเื่ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?” จูอวิ่นเถิงถามขึ้น
สำหรับเื่ของจูอวิ่นเหวินนั้น ตอนนี้เขาชักจะเริ่มหมดความสนใจแล้ว
อย่างไรเสีย ด้วยสถานการณ์ตอนนี้เขาก็สามารถกดหัวจูอวิ่นเหวินเอาไว้ได้อยู่แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ขึ้นอยู่กับว่านางหลี่ว์จะออกกระบวนท่าใดมาโต้ตอบ
“ช่วยข้าอ่านฎีกาที”
จูหยวนจางเลื่อนกองฎีกาบนโต๊ะไปตรงหน้าจูอวิ่นเถิงพลางกล่าวว่า
“ในเมื่อเสด็จพ่อของเ้าไม่อยู่แล้ว ฎีกาเหล่านี้ข้าต้องอ่านเองทั้งหมด... ช่างเหนื่อยเหลือเกิน!”
จูอวิ่นเถิง “...”
‘นี่เขารนหาที่เองไม่ใช่หรือไง?’
ยุบตำแหน่งอัครเสนาบดีทิ้ง แล้วจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองแบบนี้ มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
แต่ข้อดีก็คือ อำนาจทั้งหมดจะถูกรวมอยู่ที่ฮ่องเต้เพียงผู้เดียว
“ถ้าเช่นนั้นหลานขอเสียมารยาทเปิดอ่านเลยนะพ่ะย่ะค่ะ แต่พระองค์ห้ามมาเสียพระทัยภายหลังนะ หากจูอวิ่นเหวินรู้เื่นี้เข้า เขาคงได้ใจสลายแน่”
จูอวิ่นเถิงเปิดฎีกาออกดูทันที สำหรับฎีกาของฮ่องเต้ในยุคโบราณ เขาก็ยังรู้สึกสนใจอยู่ไม่น้อย
จูหยวนจางหัวเราะออกมา “เ้าเด็กคนนี้ ไม่รู้จักเกรงใจเสียบ้างเลย ข้าล่ะกลัวจริง ๆ ว่าข้ายังไม่ทันสละราชสมบัติ เ้าก็จะพาหลานอวี้กับพรรคพวก มาแย่งบัลลังก์ของข้าไปเสียก่อน”
จูอวิ่นเถิงพยักหน้าอย่างจริงจัง “หากหลานมีบารมีและขีดความสามารถเท่าเสด็จพ่อ ไม่แน่ว่าอาจจะแย่งจริง ๆ ก็ได้พ่ะย่ะค่ะ แต่หลานรู้ตัวเองดีว่า วันนี้เพิ่งแย่งชิงมา พรุ่งนี้พระองค์ก็อาจจะเตะหลานกระเด็นออกไปแล้ว”
เมื่อจูหยวนจางได้ยินคำพูดอันไร้ความเกรงกลัวของเขา หากเปลี่ยนเป็จูอวิ่นเหวินคงถูกทำให้ใจนตายไปนานแล้ว
ทว่าตาเฒ่าจูกลับไม่โกรธ ซ้ำยังคงเปี่ยมด้วยความชื่นชม
หลานทรพีผู้นี้ช่างใจกล้าบ้าบิ่น แต่น่าทึ่งที่ยังรู้กาลเทศะ ที่สำคัญที่สุดคือ คุยกับเขาได้โดยไร้ช่องว่างระหว่างวัย
ปู่กับหลานพูดคุยกันได้อย่างเป็ธรรมชาติ ไม่ประหม่าตึงเครียด ทำให้ฮ่องเต้เฒ่าได้ััถึงความอบอุ่นในสายใยครอบครัวอย่างแท้จริง
“นี่คือฎีการ้องเรียนเื่ขุนนางทุจริตในซานตงพ่ะย่ะค่ะ” จูอวิ่นเถิงเปิดฎีกาฉบับแรก
จูหยวนจางถาม “เ้าคิดว่าควรจัดการเช่นไร?”
“ปะาพ่ะย่ะค่ะ!”
“ปะาได้ดี!”
…
พวกเขาเปิดอ่านฎีกาฉบับแล้วฉบับเล่า ผ่านไปพักใหญ่ จูหยวนจางก็มีเหตุให้ต้องออกไปข้างนอกครู่หนึ่ง จูอวิ่นเถิงจึงพลิกดูฎีกาที่เหลืออยู่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
และแล้วเขาก็บังเอิญพบเข้ากับฎีกาฉบับหนึ่งของเจี่ยงหวน ผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพร
มันคือฎีกาที่รายงานเื่ที่จางโจว บุตรบุญธรรมของหลานอวี้แอบให้ที่กบดานแก่ผู้สมรู้ร่วมคิดที่เหลือรอดจากคดีของหูเหวยยง!
[1] สี่ตำรา ได้แก่
ต้าเสวีย : ว่าด้วยเื่การศึกษาอันยิ่งใหญ่ การฝึกฝนตนเองและการปกครอง
จงยง : ว่าด้วยเื่ทางสายกลางและการปฏิบัติตนอย่างสมดุล
หลุนอวี่ : ว่าด้วยเื่คำสอนและบทสนทนาระหว่างขงจื๊อกับลูกศิษย์
เมิ่งจื่อ : ว่าด้วยเื่บันทึกคำสอนของ "เมิ่งจื่อ" ปราชญ์คนสำคัญที่สืบทอดแิของขงจื๊อ