บทที่ 43 ส่งเด็กโสโครกนั่นมาให้ฉันแล้วไสหัวไปซะ
ในลานบ้าน เจียงหนานกำลังรวบรวมรับซื้อสมุนไพร ทุกคนแจกแจงหน้าที่กันชัดเจน ลู่เซิ่งหมินเห็นตนเองไม่มีประโยชน์จึงตัดสินใจกลับบ้าน
สวี่อวี้ฉินรออยู่นาน เห็นลู่เซิ่งหมินก้าวเข้ามาในบ้านด้วยท่าทีเหม่อลอยก็ถามว่า “คุณเห็นแล้วใช่ไหม ที่นั่นรับซื้อสมุนไพรจริงหรือเปล่า?”
ลู่เซิ่งหมินจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ได้ยินคำพูดสวี่อวี้ฉินก็พยักหน้าเออออ “ใช่ เจียงหนานกำลังรับซื้อสมุนไพร”
“เจียงหนาน?” ทันทีที่ได้ยิน สวี่อวี้ฉินก็มีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
หญิงอ้วนคนนั้นน่ะหรือรับซื้อสมุนไพร?
จริงหรือหลอกลวง?
ลู่เสี่ยวเยว่ได้ยินคำพูดของบิดาแล้วก็อดไม่ได้ที่จะออกมาจากห้อง เยาะเย้ยเจียงหนานอย่างดูถูก “เหอะ คงเป็นพี่ใหญ่รับซื้อสมุนไพร แต่ถูกยัยอ้วนชุบมือเปิบเอาไปล่ะสิไม่ว่า อย่างยัยนั่นจะมีความสามารถได้อย่างไร”
ในใจลู่เสี่ยวเยว่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ไม่อยากยอมรับว่าเจียงหนาน สาวชนบทจะมีความคิดริเริ่มทำธุรกิจสมุนไพร
ขนาดตัวเธอเองยังทำไม่ได้เลย
ดังนั้นสาวชนบทอย่างเจียงหนานก็ต้องทำไม่ได้เหมือนกัน
เวลาลู่เสี่ยวเย่วกล่าวถึงเจียงหนาน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย ลู่เซิ่งหมินได้ยินเลยกล่าวเตือน “ระวังคำพูดของลูกหน่อย”
ลู่เสี่ยวเยว่ขมวดคิ้ว กล่าวอย่างโกรธเคืองกับสวี่อวี้ฉิน “แม่อย่าไปยอมพวกเขานะ ถ้าพวกเขาฉวยโอกาสเอาเปรียบไม่ให้เงินพวกเรา ไม่ใช่ว่าต่อไปเราจะขุดสมุนไพรแบบเสียเปล่าเหรอ?”
“เป็นไปไม่ได้หรอก” สวี่อวี้ฉินเองก็อยากได้เงินสดเร็ว ๆ จะได้ซื้อของเข้าบ้านอย่างพวกฟืน ข้าว น้ำมัน เกลือ
ลู่เสี่ยวเยว่ยังคงเย้ยหยัน “ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ คุณปู่ลำเอียงจะตายไป เขาต้องเอาเปรียบเราแน่ ๆ ก่อนพี่ใหญ่จะแต่งงาน ของในบ้านมากมายล้วนเป็นพวกเราที่เป็นคนซื้อ เขาไม่เห็นจะออกเงินเลย”
สวี่อวี้ฉินกำลังจะแบกสมุนไพรออกไป แต่หลังจากได้ยินคำพูดลู่เสี่ยวเย่วก็ลังเลขึ้นมา
ถึงแม้เจียงหนานจะมอบเงินให้เธอ แต่หากกดราคากันเกินไปหรือโกงน้ำหนักต่อหน้าชาวบ้าน เธอคงอับอายเกินกว่าจะเอ่ยปากขอต่อรองราคา
ครอบครัวกำลังขาดเงิน สวี่อวี้ฉินเองก็ไม่อยากเสี่ยง
เธอลังเลอยู่ในลานบ้าน ตัดสินใจอยู่นานก็เลือกที่จะไม่ไป
ลู่เซิ่งหมินเข้ามาในห้อง นั่งอยู่หน้าชั้นหนังสือ นิ่งเงียบไม่ขยับเคลื่อนไหว เขาหยิบหนังสือชั้นบนสุดออกมาหนึ่งเล่ม ซองจดหมายสีเหลืองที่อยู่ด้านในเด่นชัดเผยสู่สายตา
เขาถือซองจดหมาย ลูบด้วยปลายนิ้ว ไม่กล้าเปิดอ่านแต่อย่างใด
คำพูดเข้มงวดเด็ดขาดดังก้องขึ้นในหัว ‘ตลอดชีวิตนี้ ถ้าเฉินโหย่วเต๋อคนนี้ยังไม่ตาย ก็อย่าคิดว่าจะเห็นหน้าลูกสาวของฉันอีก ส่งเด็กโสโครกนั่นมาให้ฉันแล้วไสหัวไปซะ’
พอนึกถึงอดีตอันแสนเจ็บปวดใจ ลู่เซิ่งหมินก็ใช้มือลูบใบหน้า เผยให้เห็นว่าสีหน้าในตอนนี้เต็มไปด้วยทุกข์ระทมขมขื่น
หลายปีที่ผ่านมาอดีตมักตามมาหลอกหลอนเสมอ ต่อให้แต่งงานใหม่อีกครั้ง ความเจ็บปวดบางอย่างก็ยังคงตลอดชีวิต
“เหล่าลู่ ยังไม่ไปโรงเรียนอีกหรือ? จะสายแล้ว”
สวี่อวี้ฉินเข้ามาเห็นดวงตาของลู่เซิ่งหมินเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เธอเลยถามอย่างกังวลว่า “เหล่าลู่เป็นอะไร?”
ลู่เซิ่งหมินรีบลืมตา “ไม่มีอะไร”
เขาลุกขึ้น แบกกระเป๋าหนังสีดำใบเก่า เข็นจักรยานไปโรงเรียน
ก่อนจากไป เขาหันศีรษะไปพูดกับสวี่อวี้ฉินว่า “เอาพวกสมุนไพรไปขายให้กับเสี่ยวลู่ อุดหนุนพวกเขาเถอะ”
พอลู่เซิงหมินบอกให้ไปอุดหนุน สวี่อวี้ฉินก็ไม่พอใจ เถียงกลับไปทันที “ฉันไม่ไป ฉันจะรอพ่อค้าสมุนไพรเข้ามารับซื้อในหมู่บ้าน”
ใบหน้าลู่เซิ่งหมินพลันมืดครึม “กับครอบครัวตัวเองไม่ยอมขาย แต่กลับไปช่วยธุรกิจของคนอื่นหรือ?”
"ใครเป็นครอบครัวของพวกเขากัน"
สวี่อวี้ฉินบอกอย่างเย็นชา “รีบไปเถอะ ฉันจัดการเองได้”
สมุนไพรที่ขุดมา เธออยากขายด้วยตัวเอง เห็นลู่เซิ่งหมินเข้ามายุ่งวุ่นวายแบบนี้แล้ว เธอย่อมตอบโต้กลับอย่างดื้อรั้น
ที่ผ่านมา ลู่เซิ่งหมินมักนึกถึงแต่ลู่ฮ่าวอยู่เสมอ แต่คนในครอบครัวไม่เคยนับพวกเขาเป็นครอบครัวเลย คิดถึงตรงนี้เธอก็อึดอัดแทบจะหายใจไม่ออก
แต่ที่เธอต้องการเงินนั่นคือความจริง
สวี่อวี้ฉินยังคงลังเล อยากขายหาเงินแต่ก็ไม่อยากเสียหน้า
เธอสังเกตนอกประตูอยู่ครู่หนึ่ง เห็นชาวบ้านขุดสมุนไพรต่างพากันเดินไปที่บ้านเก่าทีละคนสองคน
ไม่จำเป็นต้องมีเธอเป็นผู้อุดหนุน ธุรกิจของพวกเขาก็ไปได้ดี
ขณะที่สวี่อวี้ฉินยืนอยู่ริมทาง เธอก็เห็นร่างที่คุ้นเคย
เป็นลู่ฮุ่ยฟางที่แบกถุงเข้ามา ดูเหมือนกำลังสองจิตสองใจเลยเอาแต่เหยียบมดที่เดินอยู่ไปมา
ดวงตาของสวี่อวี้ฉินหรี่ลงเล็กน้อย
ลู่ฮุ่ยฟางมาทำอะไรที่นี่?
มองดูถุงบนไหล่ของเธอแล้วก็นึกได้…
หรือว่าอยากจะไปขายสมุนไพรด้วย?
ชายชรากับลู่ฮุ่ยฟางไม่ได้ไปมาหาสู่กัน เจ้าตัวย่อมไม่กล้าเข้าไปอย่างแน่นอน
เช่นนั้นพวกเธอย่อมเป็นเพื่อนอุดมการณ์เดียวกัน
“น้องสามีมาทำอะไรที่นี่ วันนี้ไม่ได้ขึ้นไปบนภูเขาหรือ?” สวี่อวี้ฉินเดินเข้าไปทักทาย
“พี่สะใภ้” ลู่ฮุ่ยฟางเอ่ยปากอย่างเขินอาย “เสี่ยวฮ่าวกับหนานหน่านกำลังรวบรวมสมุนไพร ฉันว่าจะมาขายสมุนไพรแห้งจ้ะ”
ลู่ฮุ่ยฟางกล่าวถึงตรงนี้ เธอก็มองไปในทิศทางของบ้านหลังเก่าก่อนจะก้มหน้าลงอย่างเศร้าสร้อย
สวี่อวี้ฉินยอมเข้าใจว่าความรู้สึกของเธอ จึงเอ่ยถาม “ชายชรายังไม่ให้เข้าบ้านอีกสินะ”
ลู่ฮุ่ยฟางก้มศีรษะลง ไม่พูดอะไรต่อ
“โธ่ ตาแก่คนนี้หัวดื้อจริง ๆ เลย”
สวี่อวี้ฉินกรอกตาไปมาแล้วกล่าวว่า “งั้นเดี๋ยวเราไปด้วยกัน”
สีหน้ามืดมนของลู่ฮุ่ยฟางดีขึ้นเล็กน้อย “พี่สะใภ้ก็อยากขายสมุนไพรเช่นกันใช่ไหมคะ?”
สวี่อวี้ฉินแสร้งทำเป็นลำบากใจ “เดิมทีฉันก็ไม่อยากจะเอาไปขายหรอก แต่ในเมื่อเธอจะไป งั้นพวกเราก็ไปด้วยกันนั่นแหละ”
“ขอบคุณจ้ะพี่สะใภ้”
ในเมื่อมีคนอยู่ด้วย ลู่ฮุ่ยฟางก็กล้าที่จะเข้าไป
มีสวี่อวี้ฉินอยู่ คุณพ่อย่อมรักษาหน้าไว้หลายส่วน ไม่กล้าไล่เธอออกมาจากประตูแน่
สวี่อวี้ฉินวิ่งไปที่บ้าน ขนสมุนไพรอยู่ครู่หนึ่งก็วิ่งกลับมาหาลู่ฮุ่ยฟาง
ลู่ฮุ่ยฟางมองถุงบนบ่าของสวี่อวี้ฉิน "พี่สะใภ้ตากสมุนไพรไว้มากกว่าฉันอีก"
สวี่อวี้ฉินจับถุงบนไหล่ กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "แน่นอน"
ทั้งสองเดินไปที่บ้านเก่าพร้อมกับสมุนไพรบนหลัง
ในเวลานี้ จำนวนชาวบ้านที่มาขายสมุนไพรลดลงอย่างเห็นได้ชัด เจียงหนานให้ผู้เฒ่าลู่เข้าไปพักผ่อนในบ้าน จะได้ถือโอกาสเอาหม้อดินไปอุ่นยาสมุนไพรในเตาถ่านด้วย
เจียงหนานอยู่คนเดียวในลานบ้าน เพิ่งจะรับซื้อสมุนไพรเสร็จ
หวงฉีมีไม่มากนัก ทั้งหมดประมาณยี่สิบจิน ส่วนใหญ่เป็นผูกงอินทั้งหมด
ช่วงนี้อากาศดี มีแสงแดดให้ตากแห้ง สีสันต่าง ๆ ก็ไม่เลว ตรงนี้ล้วนแต่เป็นสมุนไพรชั้นดี
เจียงหนานกำลังทำงาน เมื่อเห็นมีคนเข้ามาทางประตูก็มองตามเสียงไป
เธอเห็นลู่ฮุ่ยฟางกับสวี่อวี้ฉินแบกถุงสมุนไพรมาที่หน้าประตู
“มาขายสมุนไพรที่นี่หรือคะ?”
เจียงหนานลุกขึ้นทักทาย
ลู่ฮุ่ยฟางเหลือบมองลานบ้านเป็นอันดับแรก
ขาของเธอไม่กล้าแม้จะขยับเขยื้อน
สวี่อวี้ฉินก็ไม่ค่อยสบายใจเช่นกัน
ต่างคนต่างวางตัวไม่ถูกใส่เจียงหนาน
ลู่ฮุ่ยฟางกล่าวเสียงเบา “ใช่ พวกเราได้ยินว่ารับซื้อสมุนไพรเลยจะมาขายน่ะ”
"ขอบคุณที่มาอุดหนุนนะคะ"
เจียงหนานเอ่ยต่อว่า “ตอนนี้ไม่มีใครค่ะ คุณปู่กับเสี่ยวฮ่าวไปพัก ฉันกำลังเลือกสมุนไพร เข้ามาข้างในก่อนก็ได้”
ได้ยินว่าชายชรากำลังพักผ่อนอยู่ในบ้าน ลู่ฮุ่ยฟางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ในขณะเดียวกันสีหน้าก็เศร้าสร้อยเล็กน้อย
เธออยากเห็นพ่อกับตา ถึงแม้ว่าจะถูกตวาดกลับมาก็ตาม
บนเตียงเตาในห้อง เธอได้ยินเสียงเคลื่อนไหวลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะเป็นเสียงนอนลงไปอีกครั้ง