บทที่ 6 พี่หญิงของเสี่ยวเซา
“ออกไปจากหมู่บ้านของพวกเราซะ นางปีศาจกินคน”
ณ ตลาดกลางหมู่บ้านที่ครึกครื้นด้วยกลุ่มคน บัดนี้มีเสียงโหวกเหวกโวยวายกำลังประณามหญิงสาวอย่างไร้สติสัมปชัญญะ บนร่างกายของหญิงสาววัยยี่สิบปีเปรอะไปด้วยคราบไข่ไก่สดและเศษผักดูน่าสงสาร นางพยายามต่อสู้เพื่อโต้แย้งคำกล่าวหาเ่าั้อย่างสุดความสามารถ
“หยุดนะ! อย่าทำร้ายพี่หญิงของเสี่ยวเซา”
เด็กชายวัยสี่ขวบวิ่งมาด้วยความเร็ว ทันทีที่ถึงที่หมาย...ปลายเท้าเล็กป้อมถีบเข้าที่แก้มก้นของท่านลุงที่กำลังโยนก้านผักชีใส่ร่างพี่สาวคนสวย แม้ว่าเสี่ยวเซาเห็นเหตุการณ์ประมาณนี้จนชินตา ทว่าเสี่ยวเซาน้อยก็ปวดใจทุกครั้งที่เห็นพี่สาวถูกรังแกอย่างไรเหตุผล
บางครั้งเสี่ยวเซาก็อดคิดไม่ได้ ว่าทำไมผู้คนที่นี่ถึงได้ไร้เหตุผลนัก ท่านยายตายเพราะโรคแก่ชรา ดังนั้นการตายของท่านยายไม่ได้เกี่ยวข้องกับพี่สาวเสียหน่อย อีกอย่างก่อนที่ท่านยายจะตายลง พี่สาวคนสวยก็ดูแลท่านยายดีมากต่างหาก อย่างนั้นคนพวกนี้ไม่มีสิทธิ์มาตัดสินและป้ายสีผู้อื่น!
“กล้าตีข้ารึ เ้าเด็กกำพร้าไร้คนอบรมสั่งสอน ตัวเท่านี้ริอาจจะเป็อันธพาลทุบตีผู้ใหญ่ มานี่เถอะ! ข้าจะทุบตีเ้าให้ตายคามือ”
ชายร่างเตี้ยหัวล้าน ในชุดสีเทาปะชุนจากเนื้อผ้าหยาบ รู้สึกโกรธจนหน้าแดงที่ถูกเด็กน้อยวัยเพียงสี่ขวบรังแกต่อหน้าเพื่อนบ้านหลายคน
“ท่านลุง ท่านน้า อย่าทำร้ายเสี่ยวเซา ข้าจะกลับหลังเขาเดี๋ยวนี้ จะไม่ออกมาเพ่นพ่านให้พวกท่านรำคาญลูกตาอีก”
'โม่จิ่วอี' ร้องขอความเห็นใจพลางตะกายตัวเข้าไปโอบกอดเสี่ยวเซาไว้เพื่อปกป้องมิให้ถูกท่านลุงใจร้ายทุบตี จิ่วอีไม่อาจยอมให้เด็กเล็กวัยสี่ขวบออกหน้าปกป้อง ตัวนางเองอายุยี่สิบปีแล้ว ควรเป็นางต่างหากที่ปกป้องเสี่ยวเซา
“แม่เฒ่าก็ตายไปกว่าครึ่งปีแล้ว ทางที่ดี เ้ารีบออกไปจากหมู่บ้านชางตงเสีย ก่อนที่พวกข้าจะจุดไฟเผาบ้านหลังนั้นให้วอด”
โม่จิ่วอีนางร้องขอความเห็นใจขนาดนั้น พวกลุงป้าจอมโง่เง่าคร่ำครึยังไม่ยอมมอบความเมตตาให้นาง รังแต่จะขับไล่คนและเอาแต่ใจตัวเอง เมื่อเห็นอย่างนี้ก็ไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมบ้านนี้เมืองนี้ถึงได้ล้าหลังนัก ที่แท้ก็ไร้ซึ่งบัณฑิตผู้ตรวจสอบถูกผิด ไร้ซึ่งศาลเตี้ย ชาวบ้านส่วนใหญ่เลือกเชื่อหมอดูปรัมปรามากกว่าขื่อแป
เสี่ยวเซาเ็ปมากที่ไม่อาจปกป้องพี่สาวได้ ดวงตาของเด็กชายแดงก่ำ มีหยาดน้ำตาซึมออกมาเล็กน้อย ถึงกระนั้นยามอยู่ต่อหน้าผู้คน...เสี่ยวเซาจะไม่ยอมแสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครเห็น ไม่เช่นนั้นพวกมันจะยิ่งรังแกเสี่ยวเซากับพี่สาว
“โกรธแค้นอันใดก็มาลงที่ข้า เสี่ยวเซายินดีแบกรับเอง!”
เ้าหัวผักกาดน้อยขืนตัวออกจากอ้อมกอดของจิ่วอี ดันให้จิ่วอีหลบหลังตนเองอย่างกล้าหาญ ก่อนจะโร่เสียงดังตวาดกลุ่มคนใจร้ายที่ขว้างปาข้าวของใส่พี่สาวจิ่วอีของเสี่ยวเซา
“ดีมาก! เ้าปากดีมาก เช่นนั้นก็อย่าหาว่าผู้ใหญ่อย่างพวกข้าใจร้าย”
ท่านป้าร้านขายไข่ทำทีราวกับจะทุบตีเสี่ยวเซาอีกคน
ทันใดนั้นก้อนหินขนาดเท่าหยิบมือพุ่งมาจากทิศใต้ กระแทกเข้าที่ข้อมือของคนใจทรามกระทั่งท่อนฟืนในมือหล่นทับนิ้วเท้าของตัวเอง หญิงวัยกลางคนร้องจ๊ากปานม้าศึกแตกคอก ใบหน้าหยิ่งผยองกลายเป็สีคล้ำดำเขียวเพราะกำลังอดทนต่อความเ็ป
จู่ ๆ น้ำเสียงหนักแน่นดังแทรกเข้ามา ทำให้ความสนใจของทุกสายตา ย้ายไปจับจ้องที่ต้นเสียง ขณะนี้คนในหมู่บ้านกำลังมองชายร่างสูงแปดฉื่อ สวมอาภรณ์สีน้ำตาลเก่ารูปแบบเดียวกันกับเสี่ยวเซาและจิ่วอี แม้ร่างกายซูบผอม แต่ท่วงท่าการขยับตัวบ่งบอกว่าเขาคือคนที่ผ่านการฝึกยุทธวิถีมาก่อน
“ผู้ใดกล้ารังแกคนของข้า โจวฉือจวินผู้นี้รับรองได้ว่าจะไม่ทำให้พวกเ้าตายดีเลยสักคน!”
เพียงได้ยินชื่อแซ่ โจวฉือจวิน นั่นทำให้ความสาละวนวุ่นวายของชาวบ้านทั้งสิบคนสงบลงอย่างฉับพลัน ยามนี้ท่านลุงท่านป้าที่ทำตัวกร่างอยู่ก่อนหน้า ได้แต่ชี้นิ้วสาดเสียใส่กันพลางเอ่ยปัดสวะให้พ้นตัวอย่างน่าเหลือเชื่อ แม้หมู่บ้านชางตงจะเป็หมู่บ้านขนาดเล็กที่ออกไปทางกันดารล้าหลัง แต่ด้วยชื่อเสียงโด่งดังที่ขจรไกลของแม่ทัพใหญ่แห่งหนานเป่ย มีหรือที่คนหัวขาวหัวดำจะไม่รู้จัก
“ข้าไม่เกี่ยวนะ เจียงิ่บ้านนั้นนางเป็คนเรียกข้าออกมาดูนางปีศาจกินคน ส่วนตัวข้ากับสามีก็เพียงยืนมองเฉย ๆ”
“ใช่ ๆ บ้านข้าก็ด้วย”
ยามนี้ต่อให้พูดแก้ตัวอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น เพราะโจวฉือเห็นั้แ่ต้นจนจบ ด้วยนิสัยรักหน้าถือตาของเขา รับรองว่าโจวฉือจวินจะไม่ยอมปล่อยชาวบ้านนิสัยเสียพวกนี้ไปง่าย ๆ แต่ก่อนจะถึงตอนนั้นโจวฉือจวินจำเป็ต้องให้ความสำคัญกับพี่สาวคนสวยของเสี่ยวเซาก่อน
ร่างสูงโปร่งเดินเหินผ่านไปเชื่องช้า การเคลื่อนไหวของเขาสะกดทุกสายตา ประหนึ่งล่องลอยอยู่บนก้อนเมฆา อนุภาคแห่งความอำมหิตแผ่ซ่านออกทางรูขุมขน ยิ่งสายตาคู่นั้นยิ่งไม่ควรพูดถึง มันฉาบไปด้วยอายสังหารรุนแรงจนชาวบ้านปากไม่มีหูรูด พากันเงียบกริบประหนึ่งบ้าใบ้ไร้ภาษา
“เ้าาเ็ตรงไหนหรือไม่?”
ครั้นหันกลับมาพูดกับจิ่วอี น้ำเสียงของโจวฉือกลับอ่อนนุ่มลงหลายระดับจนน่าพิศวง เวลานี้ใครหน้าไหนก็ไม่กล้าออกความคิดเห็น ได้แต่จ้องมองใต้เท้าโจวผู้ยิ่งใหญ่ช้อนลำแขนลงไปอุ้มร่างกายที่เลอะเทอะของจิ่วอีขึ้นมาแนบอกอย่างไม่คิดรังเกียจ
ถัดลงมาราวสอง่แขนเป็เสี่ยวเซารวบนิ้วอวบป้อมเกี่ยวชายเสื้อคลุมของท่านลุงโจวอย่างไว้เนื้อเชื่อใจ ทว่าก่อนเดินเคียงกายท่านลุงกลับบ้านแสนสุขของพวกเขา เสี่ยวเซาน้อยไม่ลืมที่จะเฉลียงใบหน้ากลับมายักคิ้วหลิ่วตาสมน้ำหน้าท่านลุงท่านป้าที่กำลังยืนแข็งทื่อเป็รูปปั้นพวกนั้น
ทันทีที่คนทั้งสามเดินจากไปไกล เสียงฮือดังขึ้นมาในกลุ่มคน
ท่านป้าชุดเหลืองกล่าว “แม่ทัพใหญ่โจวฉือจวินตายไปแล้วมิใช่หรือ?”
ท่านลุงหัวล้านกล่าวเสริมขึ้นมาอีก “จริงสินะ ข้าเองก็ได้ยินทางการหลวงประกาศกร้าวเช่นนั้นเหมือนกัน”
ท่านน้าหญิงกล่าวแทรกขึ้นมาอีกว่า “มิใช่ว่าพวกเราโดนเ้าหนุ่มนั่นหลอกลวงเข้าแล้วกระมัง”
*****
“ข้าไม่วางใจให้เ้าไปที่ลำธาร ประเดี๋ยวข้าจะอาสาไปตักน้ำให้เ้าล้างตัว”
ครั้นกลับถึงบ้านหลังเล็กท้ายเขาที่อยู่ห่างจากตัวหมู่บ้าน โจวฉือไม่รอให้จิ่วอีได้ออกความเห็นใด เขาก็ฝากคำพูดขึ้นมาก่อน แล้วเดินนำลิ่วไปหยิบถังน้ำเก่า ๆ ที่วางอยู่ข้างอ่างน้ำ...เพื่อตรงไปที่ธารน้ำอย่างรวดเร็ว ทว่าก่อนจะจากไป โจวฉือไม่ลืมที่จะมอบหมายให้เสี่ยวเซานั่งเฝ้าเตาไฟ ที่้าถูกเติมน้ำไว้จนเต็ม
ยอมรับว่าโจวฉือคาดหวังให้พี่หญิงที่เสี่ยวเซาพูดถึง...เป็สาวสวยรูปร่างดี แบบนั้นจึงจะไม่เสียชื่อที่ได้รับเกียรติขโมยจูบแรกของท่านแม่ทัพโจวผู้ถือพรหมจรรย์ แต่นั่นก็เป็เพียงความคาดหวังแก้เบื่อเท่านั้น ไม่คิดว่าพอได้เจอตัวจริง โม่จิ่วอีที่เสี่ยวเซาเอาแต่พร่ำบอกว่าจะแต่งกับนาง จะงดงามเอาปานนี้ อย่างนั้นก็ไม่แปลกใจแล้ว ที่ทำไมเสี่ยวเซาน้อยถึงดึงดันจะแต่งงานกับนางให้ได้
หลังอาบน้ำชำระร่างกายเสร็จ หญิงสาววัยยี่สิบปีในนามโม่จิ่วอีปรากฏตัวต่อหน้าโจวฉือ ใบหน้าที่ขาวสะอาดเกลี้ยงเกลาเรียวงามเป็รูปไข่หงส์ ส่งเสริมดวงตากลมโตดุจกวางน้อยให้งามสง่า ปากนิดจมูกหน่อยจิ้มลิ้มน่ารัก หากจะบอกว่านางเป็บุปผชาติงดงามดั่งหยกก็ไม่เกินจริง
“น้ำร้อนเสร็จแล้วขอรับท่านลุง”
ขณะที่โจวฉือกำลังจมลงสู่ห้วงภวังค์ น้ำเสียงเจื้อยแจ้วของเ้าหัวผักกาดดังเข้ามารบกวน ทันทีที่สติสัมปชัญญะไหลคืนสู่ร่าง โจวฉือรีบตอบกลับทันทีแล้วปรี่ตัวออกไปนอกชายคาบ้าน
“เข้าใจแล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
โม่จิ่วอีเองก็รู้สึกเลื่อมใสและเคารพท่วงท่าอันแสนกล้าหาญของแม่ทัพโจวฉือั้แ่ครั้งแรกที่ถูกสาวลำแขนเข้ามาโอบอุ้มร่างกาย นานแล้วที่จิ่วอีไม่ได้ถูกใครปกป้องเช่นนี้ จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่ถูกปกป้องโดยคนผู้หนึ่ง นั่นก็คือพี่ชายแท้ ๆ ของจิ่วอี แต่หลายปีมาแล้วที่พี่ชายของจิ่วอีล้มหายตายจาก
ครั้งแรกที่มีคนหล่นลงมาจากหน้าผา เสี่ยวเซาเป็คนพบเห็น เนื่องจากชายผู้ประสบภัยร่างสูงใหญ่หนักอึ้งเกินกำลังของเด็กสี่ขวบจะลากดึง เสี่ยวเซาที่เอาแต่ขลุกตัวอยู่ในแปลกผัก รีบวิ่งหัวสั่นหัวคลอนเข้ามาเรียกจิ่วอีให้เข้าไปดูอาการ
ทันทีที่เห็นผู้าเ็ ด้วยร่างกายที่ใหญ่โตแข็งแรงกำยำ ไม่ไกลกันพบอาวุธเหล็กหนักอึ้งวางอยู่ เห็นชุดเกราะอ่อนเกราะแข็งที่สวมใส่ จิ่วอีรู้ได้ในทันทีว่านั่นต้องเป็คนในกองทัพอย่างแน่นอน ส่วนอยู่ในตำแหน่งไหนนั้นจิ่วอีไม่สามารถคาดเดาได้จริง ๆ
แต่ถึงอย่างไรจิ่วอีกับเสี่ยวเซาที่อ่อนโยนโดยกำเนิด ไม่อาจเพิกเฉยมองคนตายต่อหน้าได้ สองพี่น้องจึงตัดสินใจออกแรงดึงร่างใหญ่ขึ้นรถเข็นฟืน กว่าจะพามายังกระท่อมได้นับว่าทุลักทุเลพอสมควร ด้วยถือคติที่ว่า รักษาก่อนค่อยไถ่ถามทีหลัง เมื่อช่วยกันประคบประหงมจนผู้าเ็พ้นขีดอันตราย จิ่วอีจึงจำเป็ต้องเข้าป่าไปหาโสมมาคืนเถ้าแก่ร้านหมอ มิเช่นนั้นสองพี่น้องคงติดหนี้หัวโต
เพิ่งมารู้เอาวันนี้พร้อมทุกคน ก็ตอนที่ชื่อนั้นถูกเอ่ยจากปากของชายร่างสูง
"ที่แท้ก็เป็แม่ทัพใหญ่โจวฉือจวินผู้โด่งดังในสามทวีปหกดินแดน"
*****
*นักอ่านของไรท์เริ่มเห็นแววความโบ้ของท่านลุงหรือยังน้า*
นิยายเื่ : โจวฉือ แม่ทัพใหญ่ผู้เลี้ยงดู เ้าหัวผักกาด
อ่านรวดเดียวจบก่อนใครได้ที่ Meb ค่า
มุมแนะนำนิยาย
1.กลยุทธ์ความร่ำรวย ของแม่หม้ายลูกหนึ่ง
2.เกิดใหม่เป็มารดาเลี้ยงเดี่ยวผู้ยากไร้ ในชนบทต้าซ่ง
3.บันทึกการเดินทางไกล ของเ้าก้อนแป้ง
4.พลิกชะตาภรรยาพรานป่า กับระบบรับรู้อัจฉริยะ
5.ข้านี่แหละมารดาเลี้ยงผู้โจษจัน
6.ข้ามมิติมาเป็สตรีชาวไร่ ข้าจะร่ำรวยให้ได้
7.ทะลุมิติไปเป็บิดาตัวร้าย
8.เกิดใหม่เป็มารดาของเ้าวายร้าย พร้อมระบบร้านสารพัดนึก
9.เมื่อท่านราชเลขาธิการ กลายเป็บิดาของหลินเซียว 1