บทที่ 3 ถูกดุด่า
เฉินซื่อเห็นแม่เฒ่าออกมาก็รีบหาทางยุแยงทันที นางรีบบีบน้ำตาสองสามหยดแล้วบีบเสียงสะอื้นกล่าวว่า “ท่านแม่ ในที่สุดท่านก็ออกมาเสียที หากท่านไม่ออกมา ข้าคงถูกสองพี่น้องนี่รังแกจนตายแล้ว พี่สาวสอนให้น้องชายมากัดข้า ท่านดูสิ เืออกแล้วด้วย”
“ท่านแม่ วันนี้ท่านอย่าได้ปล่อยพวกนางไปง่ายๆ นะ ไม่อย่างนั้น ต่อไปไม่รู้ว่าพวกนางจะกำเริบเสิบสานขนาดไหน”
“หึ! ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าใครจะกล้าขนาดนั้น” แม่เฒ่าได้ฟังคำลูกสะใภ้ ดวงตาเรียวรีก็หรี่ลงเล็กน้อย สายตาเย็นเยียบดุจใบมีด กวาดมองหนิงลั่วที่ยังคุกเข่าแน่นิ่งอยู่บนพื้น เปลวไฟโทสะลุกโชนอยู่ในดวงตาของนาง
จากนั้นแม่เฒ่าก็ปรายตามองรอบๆ เมื่อเห็นสีหน้าของชาวบ้านที่ยืนมุงดูก็กระแอม ก่อนจะจงใจลากเสียงยาวกล่าวว่า “ขอบใจทุกคนที่เป็ห่วง แต่เื่ในบ้านข้า ข้าจัดการเองได้ ไม่ต้องให้พวกเ้ามาก้าวก่ายหรอก วางใจเถอะ เด็กคนนี้หนังหนา ไม่ตายง่ายๆ หรอก” กล่าวจบ ก็ไม่ลืมยกเท้าเตะเข้าที่ท้องของหนิงลั่วเต็มแรง
แรงกระแทกทำให้หนิงลั่วเจ็บจนน้ำตาเล็ด เหงื่อเย็นผุดซึมเต็มหน้าผาก
แม่เฒ่ามองใบหน้าซีดเผือดของหนิงลั่ว ดวงตาฉายแววเ็า “เจ็บล่ะสิ? ข้านึกว่าเ้าจะเป็เด็กไร้ยางอายที่ไม่รู้จักเจ็บเสียอีก กล้าขโมยอาหารของพี่ฮวนเอ๋อร์ เ้าไม่สมควรได้รับบทเรียนหรือ บ้านรองก็ต้องอยู่อย่างรู้ฐานะตนเอง อย่าได้คิดอยากได้ของที่ไม่ใช่ของตัวเอง ครั้งนี้ให้เป็บทเรียน จะได้จำกฎของตระกูลหนิงได้ขึ้นใจ”
ยังไม่ทันที่หนิงลั่วจะได้ตั้งตัว แม่เฒ่าก็หันไปต่อว่าน้องชายต่อ นางจิ้มนิ้วชี้ไปที่หน้าผากของหนิงเสี่ยงเสี่ยง พลางตวาดว่า “แล้วเ้าล่ะ? เ้ากระต่ายน้อย เ้าคิดจะทำตัวเป็ใหญ่ในบ้านนี้หรือไร กล้าทำร้ายป้าสะใภ้ใหญ่ของเ้าอย่างนั้นหรือ เ้ากินข้าวบ้านนี้เสียข้าวสุกจริงๆ ต่อไปนี้...เ้าหมดเวลาสบายแล้ว! พรุ่งนี้ไปเก็บขี้วัวกับปู่เ้าเสีย”
ขี้วัวถือเป็ปุ๋ยธรรมชาติ ในชนบทผู้คนต้องใช้ขี้วัว ขี้แพะ และขี้สุนัขเป็ปุ๋ย หากมีไม่เพียงพอก็ต้องไปเก็บตามถนนและท้องนา ในสายตาของแม่เฒ่า หนิงเสี่ยงเสี่ยงเป็เพียงเด็กที่กินแรงผู้อื่น นี่ถือเป็ความผิดร้ายแรง
“ไม่! ข้าไม่ไป! ถ้าจะให้เก็บ ข้าจะเก็บให้บ้านข้าเท่านั้น ข้าไม่เก็บให้ท่านหรอก! พี่สาวทั้งสามของข้าต้องทำงานให้พวกท่านทุกวัน ได้กินแต่เศษข้าวเศษแกงและอาหารที่เหลือจนบูดเน่า หลายเดือนแล้วไม่ได้กินเนื้อสักชิ้น พวกท่านไม่เห็นพวกข้าเป็คนเลย ข้าไม่เก็บ!”
แม้หนิงเสี่ยงเสี่ยงจะอายุเพียงห้าขวบ แต่กลับฉลาดเฉลียว คำพูดของเขาชัดเจนจับใจ ผู้คนรอบข้างที่ยืนมองต่างก็ได้ยินคำพูดของเขาทุกถ้อยคำ
ก่อนหน้านี้บางคนได้ยินเื่แม่เฒ่าทารุณเด็กบ้านรองแล้วยังไม่ปักใจเชื่อ แต่ตอนนี้กลับปฏิเสธไม่ได้เสียแล้ว
นี่เป็คำพูดจากปากหลานชายแท้ๆ ของนางเอง จะเป็เื่โกหกได้อย่างไร
ให้เด็กๆ กินข้าวเหลือ เศษอาหารที่บูดเน่า หลายเดือนแล้วไม่เคยมีเนื้อสักชิ้นให้กิน ทุกคนที่ฟังต่างรู้สึกไม่พอใจแทนครอบครัวบ้านรอง หนิงโหย่วหรงกับภรรยาต่างก็เป็คนขยันขันแข็ง ทั้งทำไร่ไถนา ล่าสัตว์ และหาปลาในลำธาร ของกินที่นำกลับบ้านแต่ละวันก็มีไม่น้อย แต่แม่เฒ่ากลับไม่เคยให้ครอบครัวบ้านรองได้กินเนื้อสักชิ้น ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเด็กทั้งสี่ถึงได้ผอมโซหนังหุ้มกระดูก
พอเป็เช่นนี้ ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกสงสารสองพี่น้อง และเริ่มพูดเกลี้ยกล่อม “แม่เฒ่า ท่านควรมีเมตตาสักหน่อย ปล่อยสองพี่น้องไปเถอะ ดูสิ หนิงลั่วตัวเปียกโชกไปหมด ศีรษะยังมีเืไหล หากเกิดเื่ร้ายแรงขึ้น จะไม่ดีได้นะ”
แต่แม่เฒ่าไม่ได้ฟังคำทัดทานใดๆ เลย นางหันกลับไปจ้องหนิงเสี่ยงเสี่ยง ดวงตาลุกโชนไปด้วยความโกรธ “ดูเ้านี่สิ เ้ากลายเป็หมาปากกล้าไปแล้วหรือ! ข้าทำบุญทำคุณเลี้ยงดูเ้า แต่เ้ากลับเนรคุณ กล้ากัดป้าสะใภ้ใหญ่ แล้วยังกล้ากล่าวหาข้า ข้าจะตีเ้าให้ตายวันนี้เสียเลย ไม่เช่นนั้นบ้านนี้คงอยู่กันไม่เป็สุขอีกต่อไป!”
ทันทีที่พูดจบ แม่เฒ่าก็พุ่งเข้ามาคว้าตัวหนิงเสี่ยงเสี่ยงออกจากอ้อมแขนของหนิงลั่ว จากนั้นก็ยกฝ่ามือขึ้นฟาดลงไปที่ใบหน้าของเด็กชาย เสียง ‘เผียะๆๆ!’ ดังสามครั้งติดกัน
ทันใดนั้น บนใบหน้าของหนิงเสี่ยงเสี่ยงก็ปรากฏรอยนิ้วมือแดงเถือกสิบรอยเต็มๆ ใบหน้าเล็กน่ารักบวมแดงขึ้นมาในพริบตา
“เสี่ยงเสี่ยง!” หนิงลั่วคลานเข้าไปคว้าแขนของเขาแน่น เธอเงยหน้ามองแม่เฒ่าด้วยความโกรธจัด “จะตีก็ตีข้าเถอะ อย่ามาตีเสี่ยงเสี่ยง!” ความโกรธแล่นพล่านไปทั่วศีรษะของหนิงลั่ว ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน ปวดศีรษะจนตาพร่าเป็จุดแสง
ทว่าเด็กชายตัวน้อยกลับยืนนิ่งเหมือนถูกสาป ดวงตาเบิกกว้างด้วยความใราวกับตุ๊กตาไม้ ไม่มีน้ำตาไหลออกมาเลยสักหยด มีเพียงใบหน้าที่แดงจัดเพราะกลั้นสะอื้น
เขายังเด็กเกินไป เพียงห้าขวบเศษ คำพูดที่กล่าวก่อนหน้านี้คงเป็เพราะได้ยินพี่สาวพูดบ่อยๆ จึงจำมา แต่ใครจะไปคิดว่าการพูดความจริงเพียงไม่กี่คำจะนำมาซึ่งการลงโทษที่โหดร้ายเช่นนี้ ฝ่ามือของแม่เฒ่าฟาดลงมาอย่างแรง คงทำให้เขาใจนสติหลุดไปแล้ว
เมื่อเห็นภาพนี้ เพื่อนบ้านที่ยืนอยู่รอบๆ ก็พากันเบือนหน้าหนีด้วยความเวทนา หลายคนรีบเข้ามาห้ามปราม
“แม่เฒ่า ท่านทำบาปเกินไปแล้ว เด็กตัวเล็กขนาดนี้ ท่านลงไม้ลงมือถึงขนาดนี้ เดี๋ยวเขาก็เสียสติหรอก”
“ดูสิ หน้าของเด็กแดงก่ำขนาดนี้ อีกเดี๋ยวคงขาดอากาศหายใจแล้ว”
“น่าสงสารเหลือเกิน ไร้บิดามารดาคอยปกป้องไม่พอ ยังถูกย่าของตัวเองรังแกกันอย่างนี้อีก”
ทว่าคำพูดของเพื่อนบ้านไม่เพียงไม่ทำให้แม่เฒ่าสำนึกผิด กลับทำให้นางโมโหยิ่งขึ้นไปอีก นางกระทืบเท้า หยิบคราดเหล็กข้างๆ ขึ้นมา แล้วเหวี่ยงไปทางกลุ่มเพื่อนบ้านทันที “เ้าพวกปากมาก! เ้าพวกป้าแก่ๆ นี่ วันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่ซุบซิบนินทาคนอื่น ข้ากินข้าวบ้านพวกเ้าหรือใส่เสื้อผ้าของพวกเ้าหรือไร พวกเ้าอย่าเสือกเื่ของข้า!”
“รีบถอยไปไกลๆ เลย อย่ามาก่อกวนหลานสาวสุดที่รักของข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะฟาดพวกเ้าทุกคน!”
“เ้าเด็กสองตัวนี้เกิดมาเพื่อให้คนสั่งสอน ใช่ว่าจะเกิดมาให้พวกเ้าสงสาร! อย่าคิดว่าตัวเองเป็คุณหนูคุณชายหน่อยเลย ถุย!”
ด่าจบ แม่เฒ่าก็เงื้อคราดในมือขึ้น ขู่จะฟาดไปที่กลุ่มสตรีที่มามุงดู คราดเหล็กที่อยู่ในมือของนางมีปลายแหลมคม หากถูกบาดเข้าไปจริงๆ คงเ็ปจนทนไม่ไหวแน่
ชาวบ้านที่ยืนดูพากันถอยกรูด หลายคนกล่าวด้วยความหวาดกลัว “แม่เฒ่านี่เสียสติไปแล้วหรือไร”
“ช่างเถอะ พวกเราสู้ไม่ไหว อย่าไปยุ่งกับคนบ้านนี้เลย”
“จ้องข้าทำไม หากเ้ามีปัญญาจริงๆ ก็รีบตายตามบิดามารดาเ้าที่ตายไปแล้วเสียเถอะ จะได้ไม่ต้องเปลืองข้าวข้า! ข้าเลี้ยงพวกเ้ามากินมาอยู่ อย่ามัวแต่ทำหน้าหงอยให้ข้าเห็น หากเ้ายังร้องไห้อยู่อีก ข้าจะจับโยนลงแม่น้ำให้จมน้ำตายเสีย!” เฉินซื่อตะคอกใส่สองพี่น้อง
ใบหน้าของหนิงเสี่ยงเสี่ยงเขียวคล้ำเพราะกลั้นหายใจ ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว แต่กลับถูกแม่เฒ่ากระชากไปมาเหมือนหุ่นเชิด
และในขณะนั้นเอง หนิงลั่วพลันก็ะเิความโกรธออกมา!
ภาพที่แม่เฒ่าทำร้ายหนิงเสี่ยงเสี่ยงและคำพูดเหี้ยมโหดของนางกรีดลึกเข้าไปในใจของหนิงลั่ว ราวกับคมมีดที่เฉือนลงกลางใจของเธอ หนิงลั่วจำได้ดี ตอนที่เธอยังเด็ก เธอเองก็เป็เด็กกำพร้าในสถานเลี้ยงเด็ก มีคนรังแกเธอแบบนี้เหมือนกัน ตอนแรกเธอไม่กล้าต่อสู้ ได้แต่ทนถูกกลั่นแกล้ง าแบนร่างไม่เคยจางหาย จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อความอดทนของเธอถึงขีดจำกัด จึงตัดสินใจสู้กลับอย่างไม่ลังเล!
ชั่วขณะนั้น ในหัวของหนิงลั่วว่างเปล่าไปหมด ต่อให้ต้องพินาศไปพร้อมกับแม่เฒ่าก็จะไม่ยอมให้นางทำร้ายหนิงเสี่ยงเสี่ยงอีก!
หนิงลั่วคว้าก้อนหินจากพื้น แล้วฟาดใส่ศีรษะของแม่เฒ่าเต็มแรง!