ภูผาเหลือบมองคนข้างหลังที่พยายามเอาตัวเขาเป็โล่กำบังกล้องมือถือ และสายตาอีกหลายๆ คนเขาเลยรีบดึงหมวกอีกฝ่ายให้ต่ำลง แล้วรีบจูงมือลงจากรถท่ามกลางความเสียดายของกลุ่มแฟนคลับ
“ไม่อยากเป็จุดสนใจ แล้วไปโบกไม้โบกมือให้เขาทำไม”
ภูผาเอ่ยขึ้นเมื่อหลุดรอดจากสายตาผู้คน
“ก็แฟนมึงเป็ดาราจะไม่ให้ทักทายแฟนคลับได้ยังไง เขาก็หาว่าหยิ่งกันพอดี”
เพื่อนในกลุ่มแซวเมื่อภูผาหันไปดุใส่วาตาที่นั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้าอย่างหมดแรง ตอนที่เดินเข้ามาในห้าง
“ปากเสีย ใครบอกมันแฟนกู”
ภูตาตวาดใส่เพื่อน แต่อีกคนกลับไม่ได้รู้สึกกลัวท่าทีเกรี้ยวกราดนั้น
“อ้าวนึกว่าใช่ เห็นปกป้องกันขนาดนั้น”
“ยัง!!!”
“เออ ๆ แฟนคลับไง แฟนคลับ ๆ “
“แฟนคลับบ้าอะไร!!!!!” ชายหนุ่มยังเกรี้ยวกราดไม่เลิก
“เอาน่ามึงก็ ไอ้ตี๋มันก็แค่แหย่มึงเล่น ส่วนมึงก็รู้ว่าไอ้ผามันไม่ชอบก็กวนประสาทมันจัง”
เพื่อนอีกคนร้องห้ามบ้างกลัวจะไปกันใหญ่
“พวกกูไปจองตั๋วก่อนนะมึง มึงดูแลแฟน เอ้ย เพื่อนมึงก่อนเถอะหน้าซีดขนาดนี้จะไหวปะเนี่ย”
ไอ้ตี๋ที่ไม่ได้ติดใจท่าทีเกรี้ยวกราดของภูผารีบบอก ชายหนุ่มได้แต่มองคนที่ถูกพาดพิงถึงอย่างไม่หายหงุดหงิด
“เออ ๆ ๆ เดี๋ยวกูตามไป”
“แต่ถ้ามึงเปลี่ยนใจโทรบอกกูด้วยนะเว้ยจะได้ไม่ต้องซื้อตั๋วทิ้ง เสียดายตังค์”
“รู้แล้วนา”
ภูผาตอบอย่างระอา จนพวกเพื่อน ๆ เดินเข้าไปในห้างกันหมดแล้วเหลือแต่เขาและอีกคนที่ยังหอบไม่เลิก
“เพิ่งจะออกจากโรงบาลแทนที่จะไปพักให้หายดี เป็ไงหละ ทำเอาใคร ๆ เดือดร้อนไปหมดแล้วเนี่ย”
“ผมขอโทษ ... คุณจะตามเพื่อนคุณไปเลยก็ได้นะ เดี๋ยวผมจะกลับแล้ว”
วาตาเอ่ยเบา ๆ ไม่ยอมสบตาอีกฝ่ายที่กำลังจ้องมาราวกับจะกินเืกินเนื้อ
“ก็ดี”
ภูผารีบบอกกึ่งประชดหันหลังเดินออกไปอย่างไม่ใยดีอีกตามเคย วาตาเงยหน้ามองตามไหล่กว้างในชุดเสื้อนักศึกษาสีขาวนั้นยิ้มให้กับความพยายามงี่เง่าของตัวเอง
มันผิดด้วยเหรอ เขาก็แค่อยากเห็นหน้าเขาอยากเจอเขาก็เท่านั้นเอง ใครจะไปคิดว่าจะเลยเถิดมาขนาดนี้ ทำให้อีกฝ่ายโกรธจนหน้าดำหน้าแดงอีกจนได้ แม้จะเห็นท่าทีแบบนี้บ่อย ๆ แต่บางครั้งวาตาก็บอกตัวเองว่ายังไงก็ไม่ชิน แถมยังเป็ยากระตุ้นต่อมน้อยใจให้ทำงานหนักได้เป็อย่างดีเพิ่มขึ้นทุกวันเข้าไปอีก
ชายหนุ่มเอามือจับแขนตัวเองที่ตอนนี้รู้สึกว่ามันเริ่มมีน้ำเหนียว ๆ ซึมผ่านเสื้อออกมาอีกแล้ว เขาเอามือลูบเบา ๆ เพื่อบรรเทาความเจ็บ หลับตาให้กับความเหนื่อยอ่อนของตัวเอง โชคดีที่วันนี้เขาสวมหมวกปีกกว้างเลยพอทำให้หลบสายตาใคร ๆ ต่อใครได้บ้าง
“กินซะ”
จู่ ๆ น้ำเสียงเ็าคุ้นหูก็ดังขึ้นพร้อมกับความเย็นของอะไรบางอย่างกระทบกับแก้ม วาตารีบลืมตาพร้อม ๆ กับมองตาม ความน้อยใจเมื่อครู่หายไปเกือบหมดเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเป็ใคร เขามองอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเท่าไหร่นัก และสายตากึ่งบังคับนั่นก็ทำให้เขารีบยกมือรับขวดน้ำเปล่าเย็น ๆ นั่น แต่ด้วยความที่ยังเจ็บแขนไม่หายทำให้ต้องนิ่วหน้าเมื่อเผลอออกแรงเปิดฝาขวด แต่ก็ยังฝืนพยายามกลบเกลื่อนเพราะไม่อยากถูกอีกคนว่าเอาได้ว่าสำออย
และเขาก็คิดผิดเพราะนอกจากจะไม่ได้ยินคำพูดเหน็บแนมใด ๆ มือใหญ่แข็งแรงก็คว้าขวดน้ำในมือไปเปิดและยื่นให้แทน
“ลืมเอาหลอดมาดาราดังอย่างคุณจะกล้ายกซดได้หรือเปล่า”
น้ำเสียงราบเรียบแต่ทำเอาคนฟังหน้างอเพราะไม่ชอบฟังอะไรแบบนี้ เพราะต่อให้เขาโด่งดังมากแค่ไหนยังไงเขาก็เป็แค่ผู้ชายธรรมดา ๆ คนนึงอยู่ดีทำไมเขาต้องทำตัวให้เลิศเลอตามชื่อเสียงด้วย
“พูดแค่นี้ทำหน้างอเป็ตูดเป็ดไปได้ กินซะก่อนจะเป็ลมล้มพับอยู่ตรงนี้”
น้ำเสียงกึ่งล้อเลียนภายใต้สีหน้าเคร่งขรึมทำเอาคนฟังพอยิ้มออกบ้าง อย่างน้อยคนตรงหน้าก็ไม่ได้ไร้น้ำใจกับเขาเสียหน่อย ชายหนุ่มเลยใช้มืออีกข้างยกน้ำขึ้นดื่มอย่างรวดเร็วจนแทบสำลัก ทำเอาอีกฝ่ายส่ายหน้าแต่แปลกที่ไร้ซึ่งวี่แววของความระอา
“จะทำอะไร”
วาตาร้องเมื่อมือใหญ่ของอีกฝ่ายดึงแขนเสื้อขึ้นจนเหนือข้อศอก ก่อนที่จะดึงแขนตัวเองหนี
“เืออกขนาดนี้ยังบอกว่าไม่เป็ไร ถามจริงจะอดทนเก่งไปถึงไหนห๊ะ”
คำพูดที่หลุดออกมาไม่ได้เต็มไปด้วยความสมเพท แต่เต็มไปด้วยความเป็ห่วงที่ฟังยังไงก็..ใช่ และมือใหญ่ ๆ นั่นก็ยังไม่หยุดที่จะพยายามพับแขนเสื้อเขาเพื่อจะดูแผล จนเห็นว่ารอยแผลที่เืไหลซึมออกมานั่นยังมีผ้าพันแผลพันอยู่ด้วยซ้ำ
“นี่เพราะผมดึงคุณแรงใช่ไหมแผลเลยฉีก เืเลยออกแล้วทำไมไม่บอก นี่ถ้าแผลอักเสบผมก็คงกลายเป็คนผิดไปอีกสินะ คราวหน้าเจ็บก็บอกปวดก็ร้องออกมาอยู่กับผมไม่ต้องอดทนทุกอย่างหรอกนะ”
ภูผาบอกพลางเป่าเบา ๆ ลงบนแผลนั่น แต่ทำเอาอีกฝ่ายอึ้งกิมกี่ไปเลยทีเดียว ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดอะไรแบบนี้และไม่คิดว่าจะได้รับการปฏิบัติอย่างอ่อนโยนแบบนี้เหมือนกัน เขาได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ ความเงียบทำให้ภูผาเริ่มรู้ตัวชะงักอยู่อย่างนั้นแล้วรีบผละออก แสร้งตีหน้าขรึมเหมือนเดิม
“ตอนเด็ก ๆ ยายก็เป่าแผลให้ผมแบบนี้ ผมก็รู้วิธีบรรเทาอาการเจ็บแผลได้แค่นี้แหละ”
ชายหนุ่มรีบเอ่ย รู้สึกเหมือนตัวเองจะเริ่มตะกุกตะกัก ยิ่งเห็นแววตาของอีกคนเขาก็ยิ่งไปต่อไม่เป็
“แล้ว... ดีขึ้นหรือเปล่า”
“ดี.... ดีมากเลยแหละ” วาตาบอกยิ้ม ๆ เอามือลูบแผลเบา ๆ
“งั้นก็ลุก คนมองกันใหญ่แล้ว”
ภูผาว่าพลางเหลือบมองซ้ายขวาที่คนเริ่มจะหันมามองจุดที่เขาและวาตานั่งเป็ตาเดียวกัน
“แต่...”
“ไอ้ตี๋ซื้อตั๋วหนังเผื่อไม่อยากให้มันเสียตังค์ฟรี ๆ “
และอีกครั้งทำเอาวาตายิ้มกว้างขึ้นอีก คราวนี้เขายิ้มจนตาหยีด้วยความดีใจ
“ช่วยหน่อยสิครับ ลุกไม่ไหว”
เขาเลยตีเนียนอ้อนเสียหน่อย ท่าทีน่ารัก ๆ ของเขาทำเอาภูผาอดยิ้มออกมาไม่ได้ แต่ก็แค่แว๊บเดียว เพราะสุดท้ายเขาก็ตีหน้ารำคาญเหมือนเดิม แต่วาตาไม่ได้สนใจยังคงส่งแววตาอ้อน ๆ อยู่อย่างนั้น จนอีกฝ่ายเริ่มไม่เป็ตัวของตัวเองรีบดึงมือที่ส่งมารั้งอีกฝ่ายลุกขึ้น
“ถ้าแกล้งทำมาเซใส่ผมจะทิ้งคุณไว้ตรงนี้” ภูผารีบเอ่ยดัก ในขณะที่อีกฝ่ายยิ้มแหยๆ ที่เขารู้ทัน
“แล้วก็ปล่อยมือผมได้หรือยังคนมองกันใหญ่แล้ว อายเขา”
“อายทำไมก็แค่จูงมือผู้ชายด้วยกันไม่ได้คิดอะไรไม่ใช่หรือครับ เมื่อกี้ยังจูงมือผมลงรถท่ามกลางสายตาแฟนคลับอยู่เลย เอ๊ะ หรือว่า...”
“เพ้อเจ้อ!!!!”
ภูผาว่าพลางสะบัดมือหลุดจากการเกาะกุมรีบเดินหนี แต่ทำอีกฝ่ายหัวเราะชอบใจ รีบเดินตาม
“ใจคอจะโชว์แผลไว้แบบนั้นเหรอ”
เมื่อทั้งคู่มาหยุดหน้าโรงหนัง ภูผาก็ทักขึ้นในขณะที่พวกเพื่อน ๆ เข้าไปในโรงหนังกันหมดแล้ว โชคดีที่ไอ้ตี๋ส่งตั๋วให้เขาก่อนที่เขาจะเดินกลับมาหาอีกคน
วาตาเหลือบมองแขนตัวเองที่ตอนนี้เืเริ่มแห้งพยายามใช้มืออีกข้างดึงแขนเสื้อ แต่เพราะเป็ข้างที่ไม่ค่อยถนัดก็เลยดูเก้ ๆ กังๆ จนภูผาส่ายหน้ารีบดึงเสื้อให้แทน
“ขอบคุณครับ”
วาตาเอ่ยขอบคุณด้วยความดีใจแต่อีกฝ่ายเมินหลบเสีย ทำให้การส่งยิ้มให้กลายเป็ยิ้มเก้อไปซะงั้น แต่เขาก็พอใจที่อีกฝ่ายไม่ได้แสดงท่าทีดุดันหรือเกรี้ยวกราดเหมือนที่ผ่าน ๆ มา
“เดี๋ยวคุณ”
จู่ๆ วาตาก็นึกอะไรออกรีบเรียกอีกฝ่ายเอาไว้ เมื่ออีกฝ่ายหันมามองเขาก็เอามือลูบท้องตัวเอง
“ผมหิว ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยั้แ่ออกจากโรงบาล”
ชายหนุ่มหน้าหวานสารภาพเสียงอ่อยถ้าเขาต้องอดทนกับความหิว ทุกคนในโรงหนังคงได้ยินแต่เสียงท้องเขาร้องแน่ ๆ และอีกอย่างภูผาก็บอกเองว่าไม่ต้องอดทนกับทุกเื่ก็ได้เวลาอยู่กับเขา
“จะกินอะไร”
“ผมไปหาอะไรกินเองคุณเข้าไปก่อน เดี๋ยวผมตามไป”
แทนที่จะตอบคำถามวาตากลับเสนอทางเลือกอย่างอื่นแทน แต่ทำเอาอีกฝ่ายเริ่มไม่พอใจตีหน้าดุใส่อีกจนได้
“ไม่ต้องดุผมหรอกน่า ผมแค่บอกว่าผมหิว ไม่ได้จะให้คุณไปซื้อให้เสียหน่อย อีกอย่างเพื่อนคุณคงเป็ห่วงที่หายมานานแบบนี้ หนังก็คงจะฉายไปแล้วด้วย อีกอย่าง .... “
“ช่างหนังมันเถอะน่า คราวหน้าเวลาจะมาตามตอแยผมเกรงใจแบบนี้บ้างก็ดีนะ ผมจะได้รำคาญน้อยลง รออยู่นี่แหละเดี๋ยวผมมา”
ภูผาบอกกึ่งประชดรีบหันหลังเดินไปอีกทางทำเอาคนฟังพูดไม่ออกได้แต่อ้าปากค้าง เกาหัวอย่างอึน ๆ
“อะไรของเขาวะเปลี่ยนอารมณ์เร็วชะมัด นี่เราชอบคนแบบนี้ไปได้ยังไงกันเนี่ย”
วาตาบ่นพึมพำกับตัวเอง
ไม่กี่อึดใจเบอร์เกอร์หอม ๆ ร้อน ๆ ถูกส่งมาให้ตรงหน้าพร้อมด้วยเสียงหายใจหอบของอีกฝ่าย
ใช่ วันนี้คนตรงหน้าทำอะไรหลาย ๆ อย่างให้เขาอึ้งและหัวใจพองโต
“เอาไอ้นี่รองท้องไปก่อน ไม่เผ็ด”
“....”
“แต่เอาไว้ไปกินในโรงหนังก็แล้วกัน อยู่ตรงนี้นาน ๆ ไม่อยากเจอกลุ่มแฟนคลับคุณอีก”
“ครับ”
วาตาตอบรับเสียงนุ่มทำเอาอีกฝ่ายชะงักแล้วก็รีบเปลี่ยนท่าทีเดินนำเข้าโรงหนัง แต่ก่อนไปเขารีบเอาเบอร์เกอร์ซุกในเสื้อคลุมหนา ๆ ของตัวเองก่อนเดินเนียน ๆ เข้าโรงหนัง วาตาได้แต่อมยิ้มกับการกระทำนั้นอย่างมีความสุข
นานเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่ได้ยิ้มอะไรแบบนี้ นานเท่าไหร่แล้วที่ก้อนเนื้อข้างซ้ายไม่ได้ทำงานหนักเหมือนวันนี้ แม้จะเป็การแสดงออกที่ดูเหมือนเ้าของจะไม่เต็มใจ แต่เขารู้ดีว่าภูผาเริ่มเปิดใจให้เขาบ้างแล้ว ซึ่งมันก็ดีต่อใจเขาไม่น้อย....
และสุดท้ายเมื่อวาตากินจนอิ่ม ทั้งเพลียและล้าพอหนังท้องตึงปุ๊บหนังตาเขาก็หย่อนลงทันที หนังเริ่มไปไม่ถึงยี่สิบนาทีเขาก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว
“มึง ๆ ๆ “
เสียงเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ กระซิบพร้อมส่งสายตาให้มองคนที่นั่งอีกฝั่งที่ตอนนี้หลับสนิท ศีรษะเอนไปอีกฝั่งจนเกือบจะชนกับคนที่นั่งข้าง ๆ
“กูว่าให้มันเอนมาหามึงจะดีกว่านะ ดูจากสายตาไอ้หมอนั่นไม่ค่อยน่าไว้ใจเลยวะ มองยังกับอยากกลืนกินเพื่อนมึงไปทั้งตัว”
ไอ้ตี๋ออกความเห็น ภูผามองตามจึงรู้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงเงียบไปทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ยังพยายามหาเื่ชวนเขาคุยจนแทบไม่มีสมาธิดูหนัง
จนเมื่อศีรษะได้รูปนั่นเอนไปอีกรอบจนเกือบซบกับไหล่ผู้ชายอีกคนที่นั่งมองด้วยแววตาแปลก ๆ ภูผาไม่รอช้ารีบโอบแขนไปรองศีรษะได้รูปนั้นแทบจะทันที
“ขอโทษครับ นี่เพื่อนผม”
ภูผารีบบอกเมื่ออีกฝ่ายทำท่าเสียดายอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อสบสายตาดุ ๆ ของเขาก็รีบหันไปสนใจหนังแทน
“ใครเขาหลับในโรงหนังกันแบบนี้บ้างวะเนี่ย”
ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนลังเลว่าจะเอาไหล่ให้อีกฝ่ายซบดีหรือไม่
“เอาก็เอาวะ”
ในที่สุดเขาก็ยกไหล่หนา ๆ อีกด้านให้อีกฝ่ายยึดแทนหมอนเป็ที่เรียบร้อย
แต่ทุกครั้งที่หันไปมองใบหน้าหวาน ๆที่ หลับตาพริ้มราวกับได้นอนบนที่นอนชั้นดี กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากเรือนผมข้าง ๆ ทำเอาภูผารู้สึกตื่นเต้นแปลก ๆ จนเผลอสูดความหอมนั้นเข้าปอดอย่างไม่รู้ตัว
“เฮ้ย ไหนบอกแค่เพื่อนไงไม่แต๊ะอั๋งเพื่อนตัวเองนะไอ้ผา อิอิ “
เสียงไอ้ตี๋แซวเบา ๆ พอได้ยินกันสองคนทำเอาคนฟังหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาบ้าง
“ทะลึ่งละมึง ดูหนังไปเลยไป”
ภูผารีบออกปากไล่เพื่อนเพื่อกลบเกลื่อนการกระทำแบบเผลอ ๆ ของตัวเอง เหลือบมองคนที่หลับไม่รู้เื่อย่างนึกหงุดหงิดที่พักหลัง ๆ ชักจะมีอิทธิพลกับความรู้สึกกับการแสดงออกของเขาไปหมด จนบางครั้งแทบไม่เหลือความเป็ตัวของตัวเองเลยด้วยซ้ำ
และสุดท้ายวันนี้เขาก็ยังไม่รู้ความคืบหน้าของอาการยายอีกจนได้ ...