แสงแดดอบอุ่นและท้องฟ้าที่สดใสของวันนี้บวกกับอากาศที่ติดจะเย็นสบาย ทำให้ขิมรู้สึกสดชื่นไม่น้อยและตื่นตัวพร้อมที่จะออกไปโล้ดแล่นของนอกเต็มที
“พวกแกเสร็จกันรึยังฉันรอนานแล้วเนี้ย” ขิมะโสวนเข้าไปในที่พักเพราะไม่เห็นแม้นแต่เงาของเพื่อนสักคนที่จะออกมาหยิบจับเตรียมอุปกรณ์ในการเซอร์เวย์สถานที่
“เออ เสร็จกันหมดแล้วเนี้ย แกจะรีบไปไหนวะไอ้ขิม ตื่นมาั้แ่ไก่โห่แล้วมาเร่งพวกฉันยิ๊กๆ” อังเดร์บ่นไปพรางหัวตัวเองไปด้วย
“ก็ฉันอยากไปแล้วอ่ะ” ขิมทำหน้ายู่จีบปากจีบคอใส่เพื่อนหนุ่ม
ในเช้าวันนี้ เมื่อทั้งหมดเตรียมตัวและข้าวของพร้อมก็ได้เริ่มออกเดินทาง โดยภูมิเป็คนขับเหมือนเดิม และเคนนั่งด้านหน้าเพื่อช่วยบอกทาง ส่วนอังเดร์ไปนั่งหลังกับอุปกรณ์ สองสามเลยได้นั่งสบายๆในแถว2 เอมนั่งติดริมหน้าต่างตรงกลางเป็ขิมและชัยยะนาคราชอยู่ติดประตูรถ
“ผมว่าเราไปเริ่มต้นที่วัดผาจากเสื้อก่อนแล้วมาถ้ำดินเพียงแถวอ.สังคมกัน แล้วค่อยไล่เลาะกลับมาที่บึงกาฬจะดีกว่า ไม่ย้อนไปมาแถมไม่เสียเวลา “ ชัยยะนาคราชแนะนำซึ่งเคนก็พยักหน้าเห็นด้วย
การเดินทางจากบริเวณสะดือแม่น้ำโขงมาถึงวัดถ้ำศรีมงคล ใช้เวลาประมาณ 3ชั่วโมง 6นาที โดยขับตาม ถ.ชยางกูร มาเรื่อยๆ และเข้าถ.4028สักพักก็จะถึงจุดหมาย
วันนี้ต้องใช้การเดินทางโดยรถส่วนตัวหรือรถรับจ้างเท่านั้นเนื่องจากยังไม่มีบริการรถประจำทางที่ขึ้นมายังวัด โดยตลอดเส้นทางขึ้น จะมาป้ายบอกทางขึ้นมาเรื่อยๆ จึงทำให้หาไม่ยากนัก แต่กว่าจะเดินทางขึ้นมาถึงยอดเขาได้ ต้องผ่านเนินเขาต่าง ๆ มากมาย เล่นเอาทุกคนถึงหูอื้อไปตามๆกัน ระหว่างทางจะมองเห็นลำน้ำโขง และต้นไม้มากมาย
เมื่อขึ้นมาถึงแล้ว ก็ไม่มีผิดหวังเพราะบรรยากาศจัดว่าดีมาก ลาดจอดรถก็สะดวกสบาย บรรยากาศภายในวัดก็ร่มรื่นและเงียบสงบมาก
เคนก็จัดการหาที่จอดรถ และหนุ่มๆก็ช่วยกันหยิบจับกล้องเพื่อเตรียมถ่ายวีดิโอและภาพนิ่ง
“วัดผาตากเสื้อ เดิมชื่อวัดถ้ำพระตั้งอยู่บนเขาในเขต อ.สังคม จ.หนองคาย หลวงปู่เพชร ปะทีโป ท่านได้เดินทางมาปฏิบัติธรรม บริเวณถ้ำพระและได้ก่อตั้งวัดผาตากเสื้อขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2477 มีเนื้อที่ 29 ไร่ 2 งาน 78 ตารางวา
วัดผาตากเสื้อเป็วัดปฏิบัติธรรม ต่อมาได้อัญเชิญพระสารีริกธาตุมาประดิษฐานเมื่อ 2 เมษายน 2550 เป็ที่สักการะของพุทธศาสนิกชนทั่วไป เป็วัดที่มีทิวทัศน์สวยงาม มากสูงจากระดับน้ำทะเล 550 เมตร ภายในวัดมีธรรมชาติที่สมบูรณ์ เป็จุดชมวิวแม่น้ำโขงที่สวยที่สุดมองลงมายังแม่น้ำโขงจะเห็นสันทรายเป็ริ้วคล้ายเกล็ดพญานาคอย่างชัดเจน”
ชัยยะนาคราชพูดอย่างคล่องแคล่ว ขิมเลิ่กคิ้วขึ้น พร้อมกับแซวเขาแทบจะทันที
“ประวัติศาสตร์นอกตำรารึป่าว”
ชัยยะนาคราชขำอย่างเอ็นดูคนตัวเล็กกว่า
“ก็ประวัติตามท้องที่นั้นละ”
“คุณชัยยุทธมีความรู้แม่นยำมากกว่าผมที่เป็คนท้องที่ซะอีกนะ” เคนเอ่ยชม
“ผมแค่อยู่ที่นี้มานานเท่านั้น”
คำปฏิเสธของชัยยะนาคราชทำเอาเคนได้แต่แปลกใจ
คำตอบแปลกๆ
ไหนว่าพึ่งกลับจากต่างประเทศ
เมื่อเดินเข้ามาทุกคนก็เดินไปเปลี่ยนเป็รองเท้าของทางวัดและไปบูชาดอกไม้ธูปเทียน เพื่อบูชากราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดผาตากเสื้อในโบสถ์เสียก่อน โดยโบสถ์ของที่วัดนี้จะต้องเดินขึ้นบันไดไป้า และจะพบว่าทางเดินที่ตกแต่งด้วยพญานาคสองข้างทางซึ่งมีลักษณะที่สวยงามมาก เมื่อเข้ามาในโบสถ์ขิมก็พาเพื่อนๆมากราบไหว้ขอพร ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดและขอพรมน้ำมนต์ ให้เป็สิริมงคล
เมื่อเดินออกจากโบสถ์ ชัยยะนาคราชนำทางเดินไปทางด้านขวามือก็จะพบกับ Sky Walk ริมหน้าผา ที่เป็ทางเดินกระจกใสรูปวงกลมสำหรับชมวิว ที่ยื่นออกมาจากหน้าผา
“ว้าวววววววววววว”
ขิมดูจะตื่นเต้นเป็พิเศษ เพราะเธอรีบวิ่งไปยังบริเวณ Sky Walk ทันที บริเวณนี้มองเห็นแม่น้ำโขงอยู่เบื้องล่างกั้นระหว่างประเทศไทยและลาว
บรรยากาศสุดแสนจะบรรยาย แถมณ.ตอนนี้ก็มีหมอกหมอกลอยคลอเคลียอยู่เหนือน้ำโขงอีกด้วย
“ซนมากเดี๋ยวก็ได้ตกลงไปหรอก” ชัยยะนาคราชเอ่ยเตือนอย่างเหนื่อยอ่อนเพราะแม่ตัวดีดูจะกระตือรือร้นเสียเหลือเกินเมื่อเห็นวิวสวยๆ
“ก็มันสวย” ขิมตอบ แต่สายตานี้กลับแวววาวราวกับตื่นเต้นในขณะที่ได้มองไปยังแม่น้ำโขง
“ไอ้ขิม! แกวิ่งไม่รอพวกฉันเลย” เคนบ่น
ขิมก็ได้แต่ส่งเสียงหัวเราะ แล้วหันมากวักมือเรียกเพื่อนๆที่เดินตามหลังมาให้มาดูวิวด้วยกัน
“รู้หรือไม่ที่นี้ หากเป็่หน้าแล้ง ถ้ามองลงไปที่สันทรายเบื้องล่าง จะเห็นสันทรายเป็ริ้วคล้ายเกล็ดพญานาคอย่างชัดเจน” ชัยยะนาคราชพูดขึ้น แน่นอนว่ามันทำเอาขิมตาโต
“เป็เกล็ดจริงๆหรอ” ขิมถาม
“มันเป็เพียงสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมาเท่านั้น”
ชัยยะนาคราชตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ใช่มันอ่อนโยนมากจนเพื่อนๆต่างรู้สึกได้
ว่า เหม็นความรัก!
เมื่อเดินออกจาก Sky Walk ก็จะมีทางลงเล็กๆเดินเรียบเขา จึงพบกับจุดชมวิวอีกจุดหนึ่ง เป็หินผายื่นออกไป สามารถเข้าไปชมวิวได้ แต่เพราะไม่มีระเบียงกั้น จึงอันตรายมาก ขิมตั้งใจว่าจะลงไปกับอังเดร์ แต่ชัยยะนาคราชก็กลับห้ามไว้เพราะว่าพื้นค่อนข้างลื่นถ้าเป็ขิมคงได้กลิ้งตกเขาแน่ๆ อังเดร์จึงลงไปคนเดียวเพื่อที่จะไปถ่ายรูปเก็บไว้
“เดี๋ยวออกจากวัดนี้ ผมจะพาทุกคนไปลองเข้าวังบาดาลกัน”
คำพูดของชัยยะนาคราชเรียกความสนใจจากทุกคนได้ไม่น้อย เพราะเล่นหันกันมามองเขาเป็ตาเดียว
..นี้แหละหนา...ความอยากรู้ของมนุษย์
“ยังไงนะครับ” อังเดร์ถามขึ้น
“คุณชัยยุทธคงหมายถึงถ้ำดินเพียง” เคนเสริม ซึ่งชัยยะนาคราชเองก็พยักหน้ารับ
“จากนี้ไปถ้ำดินเพียง แค่5กิโลก็ถึงแล้ว ที่นั้นมีเื่เล่ามากมายที่เกี่ยวข้องกับพญานาค และคนพื้นที่เชื่อกันว่าถ้ำแห่งนี้เป็ทางเข้าออกของพญานาคด้วย”
พอได้ฟังคำก็เลยทำเอาทุกคนถึงกับตื่นเต้น โดยเฉพาะขิมที่ดูจะกระตือรือร้นเป็พิเศษ ผิดกับเอมที่ค่อนข้างกังวล
เมื่อเดินเที่ยวและถ่ายรูปกันอย่างจุใจแล้ว ทั้งหมดจึงเดินทางต่อไปยัง ถ้ำดินเพียง ที่อยู่ไม่ไกลจากวัดผาตากเสื้อเท่าไหร่นัก โดยขับรถกลับทางเดิมแล้วจึงค่อยเลี้ยวขวาที่แยก4028 ขับตามทางที่ชัยยะนาคราชบอกเรื่อยๆไม่นานนักก็ถึงถ้ำดินเพียง
บรรยากาศโดยรอบหากมองง่ายๆก็คือวัดป่า แต่ที่นี้มีสาธารณูปโภคที่สะอาดสะอ้านและสะดวกสะบายมาก เดินจากบริเวณที่จอดรถ ไม่นานนักก็จะเจอกับทางเดินยาวๆที่ถูกเทด้วยปูนสองข้างทางจะเป็ต้นไม้รก และเมื่อเดินไปอีกสักครู่จึงจะถึงลานกว้าง ขิมมองแล้ว ก็รู้สึกว่าตรงลานนี้อาจจะเป็สถานที่ปฏิบัติธรรมก็เป็ได้ รอบๆวัดจะมีพระพุทธรูป และรูปปั้นเหล่านาคราชและเทพอยู่เยอะแยะไปหมดสลับกับต้นไม้ที่ซึ่งแซมกัน ทำให้บรรยากาศดูเย็นตานัก เมื่อเดินเลยมาอีกนิดก็จะเจอกันบันไดทางลงไปยังหน้าถ้ำ
“เรามาไหว้พ่อปู่แม่ย่าหน้าถ้ำกันก่อนเถอะ” ชัยยะนาคราชเอ่ยขึ้น ทุกคนก็เดินตามมาอย่างไม่มีขัดขืน
เมื่อเข้ามาในศาลก็พบกับรูปปั้นพญานาค2องค์ที่พันอยู่กันขอนไม้ องค์สีเงิน มี9เศียร และองค์สีทองมี5เศียร ขิมนั่งมองอยู่นานด้วยความสนใจ ก่อนที่จะหันไปหาชัยยะนาคราช
“ว่ายังไง ฮึ?” ชัยยะนาคราชถาม
“2ท่านนี้คือใครกัน” ขิมถามอย่างสงสัย
“องค์ซ้ายมือ สีเงินยวง ท่านชื่อว่าพญาอินทร์นาคราช หรือองค์อินทร์คำไหล และองค์ขวามือ สีทองท่านชื่อว่าย่าเกตุ หรือ นางพญาศรีสุนันทาแก้วเกศรานาคิณี เป็พระชายาของท่าน พญาอินทร์นาคราชเป็พญานาคราชที่อยู่ในตระกลูฉัพยาปุตตะ มีพระวรกายเป็สีเงินยวงทั้งองค์ ปล้องพระนาภีและพระเศียรก็เป็สีเงินยวงเช่นกันสามารถแผ่พระเศียรได้ ๙ พระเศียร มีดวงพระเนตรสีฟ้าเหมือนตามนุษย์ ตามความเชื่อ เชื่อกันว่าพระองค์มักจะมาจำศีลที่ถ้ำเพียงอยู่เป็ประจำโดยเฉพาะ่วันเข้าพรรษา ส่วนนางพญาศรีสุนันทาแก้วเกศรานาคิณี ระวรกายท่าน ส่วนที่เป็เกล็ดจะเหมือนออกสีน้ำตาล ๆ เป็พญานาคราชที่อยู่ในตระกลูฉัพยาปุตตะ แต่คนส่วนมากมักจะสร้างรูปเคารพของท่านเป็สีทอง”
ขิมยกมือขึ้นพนมพร้อมกับตั้งจิตส่งไปหาท่านทั้งสองด้วยความเคราพ ว่าเธอขออนุญาตเข้ามาทำงานเพียงครู่เดียวเท่านั้น โดยที่ไม่รู้เลยว่าเบื้องหน้าของเธอในตอนนี้รูปปั้นนั้นกลับเริ่มคล้ายมีชีวิต
‘อีกไม่นานนัก ชัยยะนาคราช’
สุรเสียงหนึ่งดังขึ้น