บรรยากาศยามเช้าแสนสดชื่นทำให้ฉันเผลอสูดลมเข้าปอดหนักๆ หลังจากวิ่งหอบหลงบ้างล้มบ้างคลำทางจนมาเจอ บึงน้ำขนาดใหญ่ที่แสนอุดมสมบูรณ์อันมีศาลาเล็กๆ ยื่นออกไปหนึ่งหลัง
สถานที่สวยงามขนาดนี้แต่ตัวร้ายต้นฉบับกลับไม่เคยให้ค่ามันเลย
“ผิงอันนี่แปลกคน วิ่งโล่มาเต๊าะพระเอกที่นี่ตั้งกี่ครั้ง กลับไม่เคยเห็นเลยว่าที่นี่สวยขนาดไหน ดูสิ ทั้งอากาศ ทั้งธรรมชาติ ทั้ง…เอ๊ะ เขาคงไม่อยู่แถวนี้ใช่ไหม” มองซ้ายขวาระแวง
กลางบึงมีดอกบัวงามผิดหูผิดตากว่าธรรมชาติทั้งสระโดดเด่นอยู่แบบนั้น จนฉันเผลอก้าวขาเข้าไปใกล้ๆ จนเกือบตกศาลา
“อยากได้ แต่จะไปเอายังไง ดอกบัวที่เป็ของดูต่างหน้าแม่ของพระเอก”
ดอกไม้กลางบึงที่พระสนมเคยหนีวังออกมาปลูกร่วมกับพระเอกวัยเยาว์ และเป็สิ่งเดียวที่ไม่ถูกทำลายเมื่อฏยึดอำนาจชิงบัลลังก์ เครื่องยึดเหนี่ยวสุดท้ายที่พระเอกปกป้องรักษา
พระสนมอาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้ ว่าวันที่เธอจะต้องตายจากการถูกทรราชล้มบัลลังก์จะมาถึงในสักวัน เธอเลยเหลือบางอย่างไว้ให้ลูกชายสุดที่รักของเธอ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
“โว้ย อุตส่าห์ได้เรือออกจากฝั่ง แต่พายเป็ชาติแล้วยังไม่ไปถึงไหนเลย วนเป็วงกลมอยู่ได้!”
ฉันจุ่มไม้พายลงไปปักดินอย่างยอมแพ้ ให้พองลมที่สองแก้มซ้ายขวาเล็กน้อย ก่อนที่จะสังเกตว่าสามารถปักมันเป็หลักเพื่อไถเรือให้ไปทิศทางที่้าได้
“ฉันจะเด็ดบัวกลับมาให้ได้ ในเมื่อพายเรือมันไม่รอด งัดเอาแล้วกัน”
แล้วไม้พายก็ไม่ได้มีหน้าที่พายอีกต่อไป
ฉันตาวาวมองดอกบัวบานสีสดใส เมื่อเป้าหมายอยู่แค่เอื้อม
กระทั่งเหลืออีกนิดเดียว อีกนิด…
“โอ๊ย! อีกนิดเดียวเอง ไม้พายติดอะไรเนี่ย!”
งัดไม้พายขึ้นจนแขนจะขึ้นกล้ามก็ไม่ออก
แล้วจู่ๆ สายลมเย็นๆ ก็พัดผ่านจนฉันที่จัดไม้พายเอนไปมาถูกลมผสมโรงจนเรือโคลงเคลง
เริ่มไม่สนุกแล้วสิ
“ฮึ๊บบบบ ไม้พายจ๋า ขึ้นมาสิ ฮึ๊บ ขึ้นมา!” ฉันออกแรงดึงด้วยความมั่นใจสุดกำลัง
แต่ไม่รู้ว่าดึงแรงไปหรือทำอีท่าไหนฉันถึงโดนไม้พายดีดกลับจน…
จ๋อม!
“แค่กๆ ช่วยด้วย แค่กๆ ช่วย…” หัวฉันผุดขึ้นผุดลง ร่างกายทรมานทุรนทุรายจนเกินกว่าที่เคยหลับฝันมาทั้งชีวิต
ฝันอะไรสมจริงเกินไปแล้ว
น้ำฝาดเฝื่อนไหลทะลักเข้ามาในรูจมูก ปากและทุกส่วนของร่างกาย มันเข้ามาเติมเต็มช่องว่างและแทนที่อากาศที่จะสามารถหายใจ
ความจริงกำลังตีแสกหน้า นี่ฉันไม่ได้ฝัน แต่ฉันกำลังอยู่ในร่างตัวร้ายจริงๆ นี่!!!
ถ้าฉันตายโดยไม่ได้ถูกพระเอกฆ่าตามท้องเื่ ฉันอาจไม่ได้ไปผุดไปเกิดอีกเลยก็ได้
อะไรสักอย่างกำลังดูดฉันลงสู่ก้นบึ้ง ร่างกายหนักอึ้งเหมือนโดนถ่วงด้วยหิน
การดิ้นรนขัดขืนช่างสูญเปล่า
‘ในโลกใบนี้ไม่มีใครรักข้า’
เสียงนี้อีกแล้ว เสียงผีพรายหรอกเหรอ
เสียงพูดผสมเสียงร้องไห้ราวกับถูกขังอยู่ในมิติที่โลกทั้งใบแตกสลายอยู่ตรงหน้า และ้าใครสักคนเข้าไปปลอบใจ
ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมชอบพูดคร่ำครวญอะไรในเวลาแบบนี้ แต่…ฉันหลับตาตั้งสติเฮือกสุดท้าย หวังให้เ้าของเสียงรับรู้สักนิด
‘ไม่เป็ไร ชีวิตฉันก็ไม่เคยถูกรักเหมือนกัน’
ในที่สุดร่างกายก็ไร้ซึ่งกำลัง ปล่อยให้ภาชนะนี้จมดิ่งลงไปในความว่างเปล่า
คนอกหักพูดเื่ความรักเนี่ยนะ ฉันนี่มันบ้าจริงๆ
ในห้วงเหวอันมืดมนอนธการที่ไม่ต้อนรับสิ่งมีชีวิตใด ความเงียบสงบที่ไม่สามารถแบกไว้ ไม่ว่าจะอดีตหรืออนาคต โลกสุดท้ายของทุกสรรพสิ่งที่มี เพื่อสลายทุกอณูของจิติญญาให้มอดดับกำลังกลืนกิน
ทว่าระหว่างที่เศษเสี้ยวของชีวิตกำลังจะดับสูญ
…มือของใครบางคนที่ไม่รู้ว่าเป็พระเ้าหรือซาตานก็กระชากให้กลับมา
อุ๊ย หล่อจัง พระเ้าแน่ๆ
“เฮือก!” ฉันหายใจแรงมองผู้ชายหน้าตาดีนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ ในสภาพเปียกปอน
หล่อแบบพระเ้าแปลงกายมาเลย
อีกฝ่ายมองกันด้วยสีหน้าอ่านไม่ออกไม่รู้ว่าหน่ายใจหรือรำคาญใจกันแน่
เสียงหัวใจยังเต้นอยู่และมันเต้นแรงย้ำๆ เหมือนจะเตือนถึงพลังชีวิต
เขาช่วยชีวิตฉันไว้สินะ
ก็อยากเขิน อยากซึ้ง แต่ความหงุดหงิดมันแซงคิวมากกว่า
“เพราะบัวนั่นแท้ๆ เลย”
พูดแล้วก็หัวร้อนหนักกว่าเดิม มองไปทางกลางบึงอย่างอาฆาตแค้น
อีกฝ่ายหน้าตึงในทันทีอย่างไม่มีสาเหตุ
“บัวอันตรายแบบนี้ต้องฟันไม่ก็เผาทิ้ง” ฉันเข็นเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ยตามอารมณ์
ชิ้ง!
กระบี่คมกริบพุ่งมาจ่ออยู่ที่จุดเส้นเืข้างกรอบหน้าหมายเอาชีวิต
“หยาบช้า!”
ใบหน้าคมที่ออกไปทางดุหากไม่ยิ้ม ผมที่มัดสูงพันด้วยผ้าสีน้ำเงินมาตลอดชีวิตเพื่อระลึกถึงมารดา เสื้อผ้าที่มองยังไงก็ดูจะเป็พวกนักดาบไม่ก็ทหารตามเื่ราวของโลกในหนังสือ
และไอ้ที่ทำให้เสียวสันหลังคือ…กระบี่มีฝักกับด้ามจับฉลุลายดอกบัว
ฉิบหาย! ใช่แน่ๆ นี่ไม่ใช่พระเ้า นี่คือมัจจุราชประจำตัวร้ายของแท้ชัดๆ เลย