หนึ่งอาทิตย์ต่อมา
นรินทร์ยังคงใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนทุกอย่างค่อย ๆ เข้าที่เข้าทางทีละนิดจนวันหนึ่งเพื่อนร่วมห้องได้นัดกันไปเที่ยวห้างตามประสา เขาจึงเอ่ยปากตอบตกลงเป็ครั้งแรกและบอกกับคณินไว้ว่าวันนี้เขาจะกลับบ้านค่ำนิดหน่อย
กระนั้นคนที่เป็ห่วงนรินทร์กลับเป็ใครอีกคน ทั้ง ๆ ที่ไม่นานมานี้ฝนตกทีไรก็มักจะให้เขาอยู่เป็เพื่อนตลอด แต่คราวนี้ทำตัวผิดแปลกไปเหมือนกำลังอยากก้าวผ่านความกลัวฝนเสียอย่างนั้น “ส่งข้อความมาบอกด้วยว่าตอนนี้อยู่ตรงไหน ถ้ามีอะไรรีบโทรมานะนรินทร์”
“ครับ คุณคณิน” นรินทร์ล้อเพื่อนของตัวเองที่ทำตัวเหมือนผู้ปกครองไปอีกคน
่ที่ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนในห้อง นรินทร์ก็ไม่เห็นว่าจะมีเื่ราวแปลกประหลาดอะไรเกิดขึ้น เขายังคงยิ้มมีความสุขสนุกสนานกับทุกคน
จนกระทั่งถึงตอนเย็น จู่ ๆ ท้องฟ้ามืดครึ้มส่อเค้าฝน เขาและเพื่อนจึงต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้านก่อนที่ฝนแรงจะพัดผ่านมาทางนี้
ถึงแม้ทุกครั้งนรินทร์จะรู้สึกไม่ดีเวลาฝนตกเพราะเหตุการณ์ตอนนั้นยังคงฝังใจ แต่เมื่อได้เข้ารับการรักษากับจิตแพทย์และมีคณินอยู่เคียงข้าง สภาพจิตใจของนรินทร์จึงดีขึ้นในทุก ๆ วัน
วันนี้คงจะเป็ครั้งแรกที่ฝนกำลังจะตกแล้วไม่มีเพื่อนอย่างคณินอยู่ข้าง ๆ หากแต่นรินทร์ตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องเอาชนะความกลัวไปให้ได้จึงสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วบอกตัวเองว่าไม่มีอะไร
จากนั้นจึงรีบวิ่งไปลงรถไฟใต้ดินก่อนฝนเทลงมาอย่างหวุดหวิดแล้วโทรหาคณินที่รออยู่บ้าน
“คุณคณิน ที่บ้านฝนตกหรือเปล่า”
อีกฝ่ายตอบเสียงเรียบ “ครึ้ม ๆ แต่ว่าน่าจะอีกสักพัก นายอยู่ไหน”
“กำลังกลับแล้วอีกสี่สถานีก็ถึงละ เจอกันที่บ้านนะ” นรินทร์บอกปลายสาย
เมื่อออกมาด้านนอกแล้วจึงได้กลิ่นฝนแตะปลายจมูกพลันสายฝนปรอยเริ่มโปรยลงมา นรินทร์วิ่งเข้าไปหลบฝนอยู่หน้าร้านหนึ่งเพราะไม่มีร่มก่อนจะหยิบมือถือออกมาโทรให้คณินออกมารับ
ทว่า กลุ่มวัยรุ่นที่ยืนหลบฝนอยู่ตรงนั้นด้วยจับข้อมือของเขาเอาไว้ รอยยิ้มมุมปากมีเลศนัยผุดขึ้นมา เขาพยายามสะบัดข้อมือแล้วหนีออกมาจากที่ตรงนั้น
“ฝนตกอยู่จะรีบไปไหน” น้ำเสียงเ้าเล่ห์ของชายคนนั้นทำให้เขาใกลัว จู่ ๆ ท้องฟ้าเริ่มคำรามดังก้อง เสียงฟ้าร้องทำให้เขานึกกลัวขึ้นมาอีกครั้ง “ขยับเข้ามาหลบฝนข้างในด้วยกันก่อนสิ”
ครั้นเห็นว่านรินทร์ไม่ยอมทำตามที่พูด ชายคนนั้นจึงะโบอกเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างในร้าน “ทำไงดีวะ หน้าตาน่ารักแบบนี้ไม่อยากปล่อยให้หลุดมือเลย”
ทันใดนั้น กลิ่นฟีโรโมนของคนที่อยู่ข้างในก็ฟุ้งกระจายจนนรินทร์นิ่วหน้ากลั้นหายใจ พยายามสะบัดข้อมือหนีจากตรงนั้น ยิ่งอัลฟ่าเ้าของกลิ่นขยับเข้ามาใกล้ เขายิ่งรู้สึกว่าร่างกายกำลังแปลกไป
“อิจฉาอัลฟ่าว่ะ” คนที่จับข้อมือนรินทร์พูดขึ้นเพราะรู้ว่าเพื่อนกำลังปล่อยฟีโรโมน
คนที่เป็อัลฟ่าไล่สายตาดูเรือนร่างของนรินทร์แล้วถามเพื่อน “แค่กลิ่นจาง ๆ ก็สั่นระริกระรี้แล้ว พวกนายอยากเห็นอะไรน่าสนุกกว่านี้ไหม”
“เอาดิ” อีกสามคนที่เหลือพยักหน้า “ที่บอกว่าอยากเป็อัลฟ่า ฉันไม่เคยพูดเล่นนะเว้ย เสียดายจริง ๆ”
“เออ รอแปป” อัลฟ่าคนนั้นปล่อยกลิ่นฟีโรโมนที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิมออกมาอีกครั้งจนนรินทร์ต้องรีบขอร้องให้หยุดแต่เขากลับไม่ฟัง
“พวกโอเมก้าก็เป็แบบนี้ ดูดิข้างล่างเปียกไปหมดแล้วว่ะ” เสียงใครคนหนึ่งบอกเพื่อนของตนเองพลางลูบไล้ร่างบางที่กำลังสั่นเทา
“ไม่ใช่หรอก อืม หรือว่าจะฮีตพอดี” ใครอีกคนยิ้มมุมปาก “ฉันช่วยเอาไหม” เขาถามนรินทร์แล้วก้มลงเลียใบหูของนรินทร์ก่อนจะพากันลากตัวเหยื่อเข้าไปในที่ลับตาคน
“อย่า!” นรินทร์ใกลัวร้องเสียงหลง สติที่มีเริ่มเลือนรางแต่ยังคงพยายามคว้ามือถือที่กระเด็นตกอยู่ข้าง ๆ
“มาสนุกกันหน่อยสิ ฉันรู้นะว่านายอยากได้น้องชายของฉันน่ะ ฉันอุตส่าห์จะช่วยนะ อย่าดิ้นสิ” เขาพูดจบแล้วเลิกเสื้อร่างบางอย่างถือวิสาสะ ลูบไล้หน้าท้องลามขึ้นมาจุดอ่อนไหว้าพลางปล่อยฟีโรโมนกระตุ้นอีกฝ่ายด้วยความชอบใจ
ในขณะที่นรินทร์ไม่อาจต่อต้านตัวสั่นเทาน้ำตาไหลแล้วนึกถึงคำพูดของคณิน ร่างกายของเขาพยายามพลิกตัวหนีแต่กลับทำไม่ได้ดังใจ มิหนำซ้ำฟีโรโมนกลิ่นกุหลาบของเขายังทำให้คนตรงหน้ามีอารมณ์มากกว่าเดิม
“โคตรหอมเลยว่ะ” เขาดมกลิ่นพลางซุกไซ้ซอกคอของนรินทร์แล้วถอดเสื้อของนรินทร์ออก สายตาโลมเลียอีกฝ่ายเหมือนได้เจอของดี ผิวกายสะอาดเนียนน่าัั
“แม่ง อิจฉา” เพื่อนที่เป็เบต้าพูดขึ้นมา “ไม่ได้กลิ่นก็ไม่เป็ไร แต่ดูแล้วน่าจะกินอร่อย” เขาเลียริมฝีปากตนเอง
ร่างบางร้องเรียกชื่อของคณินไม่หยุด หวังในใจว่าเขาจะมาช่วยเหมือนทุกครั้ง
“เอาแต่ร้องหาใครอยู่ได้” ใครบางคนไม่พอใจแต่กลับยังคิดจะโลมเลียร่างบางด้วยความกระหายเช่นเดิมพลันเลื่อนมือมาถอดเข็มขัดด้านล่างให้นรินทร์โดยเ้าตัวไม่ได้ร้องขอ
“อย่านะ!” นรินทร์ดิ้นพล่าน “คณินช่วยฉันด้วย คณิน!”
“กำลังช่วยอยู่นี่ไง อย่าดิ้นสิ ถอดกางเกงออกได้ก็สบายแล้ว” เสียงของพวกนั้นหัวเราะกันอย่างสนุกสนานแล้วปลดตะขอกางเกง “ข้างล่างเปียกขนาดนี้แล้วยังจะดิ้นหนีอีกเหรอ”
“คณิน!” เขาะโลั่นด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นว่าคนพวกนั้นกำลังรูดซิปกางเกงลง
พลั่ก!
เสียงของแข็งกระทบเข้าหัวของคนที่แตะต้องตัวนรินทร์อย่างไม่ออมแรง ชายคนนั้นล้มลงไปข้าง ๆ เพราะหมดสติพลันใบหน้ากราดเกรี้ยวของคณินปรากฏแทนที่
ในขณะที่คณินกำลังถือไม้หน้าสามไล่หวดคนที่มาทำร้ายเพื่อนของเขาอย่างไม่ไว้หน้าและไม่ออมมือ เวลานั้นนรินทร์แทบควบคุมสติของตัวเองไม่อยู่แล้วคิดจะถอดกางเกงของตัวเองออกเพื่อระบายสิ่งที่อัดอั้นตามสัญชาตญาณ
หางตาของคณินเหลือบเห็นจึงทิ้งไม้เปื้อนเืแล้ววิ่งมาหานรินทร์ด้วยความเป็ห่วง ถอดเสื้อนอกมาห่มให้ร่างบางแล้วกอดไว้แน่นพร้อมปล่อยฟีโรโมนที่คนตรงหน้าคุ้นเคย
“คณิน ทนไม่ไหวแล้ว ช่วยฉันที” สีหน้าอ้อนวอนทำให้เขาต้องยับยั้งใจตัวเองเอาไว้ก่อนจะควานหายาระงับในกระเป๋านรินทร์มาฉีดให้อีกฝ่ายสงบสติลง “ฉันอยู่นี่แล้วนรินทร์”
เขาหยิบมือถือโทรหาผู้ช่วยให้มาจัดการเก็บกวาดคนพวกนั้นด้วยน้ำเสียงเย็นะเืแล้วพานรินทร์กลับบ้านพร้อมเรียกหมอมาตรวจอาการ
ครั้นกินยาเข้าไปแล้วนรินทร์จึงผล็อยหลับไปในอ้อมกอดของเขา
คณินลาอยู่บ้านเพื่อดูแลเพื่อนสนิทโดยให้เหตุผลกับทางโรงเรียนว่านรินทร์กำลังอยู่ใน่ฮีตรวมถึงส่งคนก่อเหตุเข้าคุกพร้อมข้อหาร้ายแรงที่ทีมทนายวางแผนเอาไว้ไม่ให้พวกนั้นออกมาเพ่นพ่านปล่อยข่าวลือหรือทำให้นรินทร์รู้สึกไม่ปลอดภัยได้อีก
แม้เหตุการณ์จะผ่านไปหลายอาทิตย์แล้วแต่ทุกครั้งที่ฝนตก นรินทร์มักจะหวาดกลัวแล้วนึกถึงเื่เลวร้ายที่เกิดขึ้นตลอดจนคณินต้องคอยปลอบใจอยู่ข้าง ๆ
การวางตัวกับเพื่อนร่วมชั้นที่เป็อัลฟ่าหรือแม้กระทั่งเบต้าเริ่มห่างเหินไปเพราะเื่ราวฝังใจ เวลานี้นรินทร์มักขอให้คณินทิ้งกลิ่นฟีโรโมนบนตัวเองอยู่ตลอดเพราะรู้สึกว่าอย่างน้อยคณินก็ยังอยู่กับเขา จนเกิดข่าวลือไปทั่วแล้วว่าคณินคืออัลฟ่าของนรินทร์
สายนทีเห็นใบหน้าเศร้าสร้อยของรุ่นน้องจึงนึกอยากเข้าไปถามไถ่ แต่กลับไม่มีช่องว่างให้เขาแทรกเข้าไปได้เลยเพราะคณินมักจะอยู่กับเพื่อนของตนเองตลอดเวลา
ไลลาจึงเอ่ยปากเตือนเพื่อนว่า “ถ้าไม่ได้เป็แฟนกันคงไม่ทิ้งกลิ่นอาบขนาดนั้นหรอก นายทำใจเถอะสายนที”
“รู้แล้วน่า” เขาถอนหายใจไม่ได้คิดจะไปแย่งคนของใครเพียงแต่พอเห็นใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มเศร้าสร้อยแบบนั้นก็อดเป็ห่วงไปไม่ได้
วันหนึ่ง
คณินติดช่วยงานครูประจำชั้น นรินทร์จึงไปรอเขาอยู่ในห้องสมุด ไม่คิดว่าจะได้เจอกับสายนทีสองต่อสองเป็ครั้งแรกั้แ่เกิดเื่
ท่าทีของสายนทียังคงเหมือนเดิม แต่นรินทร์กลับเว้นช่องว่าง คำพูดที่ว่าต่อให้เป็เบต้าก็ไว้ใจไม่ได้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวจนไม่แน่ใจแล้วว่าควรจะทำตัวอย่างไร
“นายเป็อะไรหรือเปล่า” สายนทีเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนจนคนตรงหน้ารู้สึกสับสน
“...” นรินทร์ไม่ตอบอะไรแต่ลุกขึ้นยืนเตรียมจะออกไปที่อื่น
“ข้างนอกฝนตกนะ” เขาเอ่ยปากบอกเพราะอยู่ข้างในห้องสมุดอาจจะไม่ได้ยินเสียงฝน
ครั้นได้ยินดังนั้น นรินทร์จึงเกิดอาการใจเต้นเร็ว หายใจติดขัดขึ้นมาทันที ร่างบางหวาดกลัวตัวสั่นเทาพลางควานหามือถือในกระเป๋านักเรียนเพื่อโทรหาเพื่อนสนิทแต่หาเท่าใดกลับหาไม่เจอพลันได้ยินเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงอยู่ไม่ไกลก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดจนแทบจะทนไม่ไหว
สายนทีเห็นดังนั้นจึงเข้าไปปลอบบอกเขาว่า “ไม่มีอะไรนะ ค่อย ๆ สูดหายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ”
เปรี้ยง!
สติของนรินทร์แทบไม่อยู่กับตัวรีบคว้าสายนทีเข้ามากอดคิดว่าเป็คณิน คนเป็รุ่นพี่จึงลูบหลังแล้วบอกให้เขาค่อย ๆ หายใจ “ฉันอยู่ตรงนี้ นายจะไม่เป็อะไร”
เวลาผ่านไปครู่หนึ่งนรินทร์จึงได้สติแล้วเพิ่งได้เห็นว่าคนที่กอดเขาอยู่เป็สายนทีจึงรีบผละตัวออกมา
“ดีขึ้นไหม” เขาถามด้วยความเป็ห่วง
“...” ทว่า เ้าตัวยังคงปิดปากเงียบและขยับถอยห่าง
เปรี้ยง!
นรินทร์รีบเอามือปิดหู สีหน้าเหมือนจะร้องไห้อีกรอบ พอขยับตัวเข้าใกล้นรินทร์ก็ทำท่าจะหนีจนสายนทีเริ่มเข้าใจว่าปัญหาคืออะไร “นายจะโทรหาเพื่อนใช่ไหม” เขายื่นมือถือของตนเองออกไปให้คิดว่าเวลานี้นรินทร์คง้าเพื่อนของเขามากกว่า และเมื่อครู่คงจะพยายามหามือถือแต่หาไม่เจอ
เขาเว้นระยะห่างไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดใจ และสังเกตได้ว่าคนปลายสายเป็ห่วงนรินทร์มากแค่ไหนถึงได้วิ่งตากฝนมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกภายในเวลาไม่นาน
เมื่อคณินมาถึง นรินทร์รีบโผเข้าไปกอดเขาทันทีราวกับว่า้าคนปลอบประโลม แม้ระหว่างสายนทีกับนรินทร์จะไม่มีเื่อะไรเกินเลย แต่สายตาของคณินบ่งบอกได้ชัดว่าไม่อยากให้เขาเข้าไปยุ่งและทำตัวเสมือนเป็อัลฟ่าของนรินทร์อย่างข่าวลือ
สายนทีจึงต้องเอ่ยปากบอกเพื่อไม่ให้คณินเข้าใจผิด “อย่ากังวลเื่ไม่เป็เื่เลย” เขาพูดกับคณินแล้วหยิบกระเป๋านักเรียนขึ้นมาสะพาย ดวงตาสีน้ำเงินมองนรินทร์อีกครั้งหนึ่งก่อนจะออกจากห้องสมุดไปทั้งที่ฝนยังคงตกอยู่