“ไม่ได้ ๆ! ข้าทำเช่นนี้ไม่ได้!”
ป้าจางปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่ยอมรับเงินค่าดูแลเด็ก ๆ อย่างไรก็ไม่ยอม “เมื่อวานสามีเ้ามาขอให้ช่วยทำเสื้อผ้าให้ลูก ๆ เขายืนกรานจะให้ค่าจ้างเพิ่มชุดละสิบห้าอีแปะ เท่านี้ข้าก็ได้เปรียบมากพอแล้ว ข้าเอ็นดูต้าเป่ากับน้อง ๆ เหมือนหลานแท้ ๆ ได้ช่วยดูแลพวกเขาก็ยินดี แต่จะให้รับเงินเพิ่มเื่นี้อีก ข้ารับไว้ไม่ได้จริง ๆ”
ทว่าหลินซีกลับยังคงยืนกรานหนักแน่น “ป้าจางเ้าคะ ท่านเมตตาช่วยเหลือเพราะใจดีมีน้ำใจ แต่จะให้พวกเรารับน้ำใจท่านเปล่า ๆ ตลอดไปได้อย่างไร หากท่านไม่รับเงินนี้ ก็เท่ากับเราเอาเปรียบท่าน ทำให้ท่านเสียเวลาดูแลเด็ก ๆ โดยไม่ได้อะไรตอบแทน ต่อไปข้าคงไม่กล้าพาลูก ๆ มารบกวนฝากท่านอีกเป็แน่”
ป้าจางฟังแล้ว แสดงสีหน้าอึดอัดใจอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อเห็นเสิ่นเฉินพยักหน้าเห็นด้วยกับหลินซี นางจึงจำต้องรับเงินมา “ก็ได้ ๆ ข้ายอมแล้ว”
อันที่จริง ที่ผ่านมาที่นางรับปากช่วยดูแลเด็ก ๆ ก็เพราะเห็นเสิ่นเฉินลำบากเลี้ยงลูกตามลำพัง อย่างไรก็เป็คนในหมู่บ้านเดียวกัน จึงอยากช่วยเท่าที่ทำได้ ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน แต่เมื่อพวกเขายืนกรานถึงเพียงนี้ การได้เงินพิเศษมาช่วยค่าใช้จ่าย กล่าวตามตรงนางก็ดีใจลึก ๆ
หลังรับเงิน ภรรยาผู้นำหมู่บ้านจึงรับรองหนักแน่น “สะใภ้เสิ่น วางใจเถอะ เื่เสื้อผ้าต้าเป่ากับน้อง ๆ ข้าจะตั้งใจทำให้ดีที่สุด…สุดฝีมือเลยจ้ะ”
หลินซียิ้มกว้าง บอกลาป้าจางอย่างนอบน้อม ก่อนหันไปกำชับเ้าตัวน้อยทั้งสี่ให้เป็เด็กดี อย่าดื้อซน แล้วจึงปีนขึ้นเกวียนวัวที่เช่ามาพร้อมกับเสิ่นเฉิน มุ่งหน้าเข้าตัวอำเภอ
เพราะมีของต้องบรรทุกกลับ ทั้งสองจึงตั้งใจนำสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ไปขายก่อน
ระหว่างทาง หลินซียังคงข้องใจเื่ราคาสัตว์ป่าที่เสิ่นเฉินนำไปขาย และเมื่ออดสงสัยไม่ได้ จึงถามขึ้น “เสิ่นเฉิน ปกติเ้านำของป่าไปขายที่ไหน? ในตลาดสด หรือมีพ่อค้ารับซื้อประจำ?”
เสิ่นเฉินตอบตามตรง “มีคนรับซื้อเ้าประจำ”
“ใครหรือ?!”
“บ้านของหวังโส่ว อยู่ที่ตลาดตะวันออก เขาเชี่ยวชาญการจัดซื้อวัตถุดิบส่งขายภัตตาคารใหญ่ ๆ หลายแห่งในตัวอำเภอ”
“แล้วเ้าก็ขายให้เขาตลอด ไม่เคยลองเอาไปขายเ้าอื่นเลยหรือ?” หลินซีนิ่วหน้า ถามย้ำอย่างไม่อยากเชื่อ
เสิ่นเฉินอธิบายเพิ่ม “ข้ากับเขาเคยเป็สหายกันตอนเด็ก ๆ แต่ต่อมามีเหตุให้แยกกันไป หลายปีให้หลังถึงบังเอิญพบกันอีก ข้าเห็นว่าเป็คนคุ้นเคย ก็เลยขายของป่าให้เขามาตลอด”
ได้ยินดังนั้น หลินซีก็ยิ่งรู้สึกโกรธจนเืขึ้นหน้า!
‘หน็อย~ คนเคยจับจ่าย ไม่ว่าใครก็ย่อมรู้ว่าเนื้อสัตว์ป่าสด ๆ มากขนาดนั้น เป็ไปไม่ได้ที่จะขายได้แค่หกร้อยอีแปะ! หากเป็พ่อค้าคนกลางที่ไม่รู้จักกันก็ถือว่าแล้วไป แต่นี่กลับเป็ถึงสหายคุ้นเคยกันมา กล้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร? ไม่รู้สึกละอายบ้างเลยหรือ รู้จักผิดชอบชั่วดีบ้างหรือไม่? ช่างใจดำนัก!’
หลินซีสูดหายใจเข้าลึก แล้วเสนอ “ครั้งนี้เราไม่ไปขายให้บ้านหวังโส่วแล้ว ไปที่อื่นกันเถอะ ในเมื่อสุดท้ายของป่าพวกนี้ก็ต้องส่งต่อไปขายภัตตาคารใหญ่อยู่ดี เราก็ลองนำไปเสนอขายเถ้าแก่ภัตตาคารโดยตรงเลยดีกว่า เผื่อจะได้ราคาดีกว่า”
เสิ่นเฉินพยักหน้ารับทันทีโดยไม่มีคำถามหรือข้อโต้แย้ง
หลินซีเห็นภาพนั้นพลันรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลก ๆ แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก จึงเลิกสนใจ บอกเส้นทางให้อีกฝ่ายขับเกวียนต่อ
อันที่จริง เมื่อวานหลังนางขายผักป่าที่ภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวได้ นางก็เริ่มหาข้อมูลเื่ภัตตาคารในตัวอำเภอไว้บ้าง เมื่อลองถามชาวบ้านดูก็ทำให้รู้ว่า ในตัวอำเภอมีภัตตาคารใหญ่ราวห้าแห่ง และแต่ละแห่งล้วนกิจการดี ลูกค้าหนาแน่น
สาเหตุหลักที่นางสืบเื่นี้ ก็เพราะ ‘เห็ดหลินจือ’ ล้ำค่าสามกอที่เก็บมาได้ ตอนนี้นางยังคงเก็บไว้ไม่ได้เอาออกขาย
เห็ดหลินจือเป็วัตถุดิบล้ำค่าหายากและมีราคาแพง ในยามนี้มันเปรียบเสมือนไพ่ตายก้นหีบของนาง จะนำออกมาขายสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ อย่างน้อยต้องหาผู้ซื้อที่มีกำลังทรัพย์เพียงพอ มีคุณธรรม มีจรรยาบรรณการค้าดี และที่สำคัญต้องปิดเื่นี้เป็ความลับตามที่นางขอได้ หาไม่ หากข่าวเื่ที่นางเก็บเห็ดหลินจือได้รั่วไหล คงมีคนมากมายทั้งหวังดีประสงค์ร้ายแห่มาหาถึงหน้าบ้าน …แล้วนางจะรับมือได้อย่างไร?
การสั่งไหดินเผาใบใหญ่ไว้หลายใบก็ด้วยเหตุนี้ หลินซีวางแผนจะซ่อนเห็ดหลินจือไว้ใต้กองข้าวสารหรือแป้งสาลีในไห เพราะในบ้านเล็ก ๆ ที่นางอยู่ตอนนี้ ที่อื่นที่พอจะซ่อนของสำคัญได้มิดชิดปลอดภัย นางยังนึกไม่ออก
บังคับเกวียนวัวมาตามทางไม่นานนัก หลินซีกับเสิ่นเฉินก็มาถึงหน้าภัตตาคารแรกที่ใกล้สุด เหนือซุ้มประตูใหญ่มีป้ายชื่อแขวนเด่นหรา ‘ฝูไหลโหลว’
หลินซีบอกให้เสิ่นเฉินรออยู่บนเกวียน ช่วยเฝ้าสัตว์ป่าไว้ ส่วนตนเองเตรียมลงจากเกวียนเข้าไปเจรจา
ทว่าเสิ่นเฉินกลับกล่าวขึ้น “ข้าไปด้วย”
“อย่าเลย!” หลินซีรีบห้าม ‘หากเข้าไปแล้วถูกคนหลอกกดราคาเหมือนเดิมอีกจะทำอย่างไร?!’
เสิ่นเฉินมองหญิงสาวข้างกาย แววตาซับซ้อนอ่านไม่ออก สุดท้ายก็พยักหน้าไม่ดึงดันจะตามเข้าไป
หลินซีไม่คิดมากมาย เพียงบอกชายหนุ่มหาที่จอดเกวียนหลบมุม แล้วนางก็เดินตรงเข้าภัตตาคารฝูไหลโหลวไป ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาอาหารกลางวัน โถงชั้นล่างจึงมีลูกค้าไม่มากนัก
เสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งรีบเข้ามาต้อนรับทันทีที่เห็นผู้มาเยือน “แม่นางท่านนี้ จะพักดื่มชารับประทานของว่าง หรือรับอาหารเลยดีขอรับ”
หลินซีกล่าวตอบสุภาพ “ข้าไม่ได้มากินอาหารเ้าค่ะ ข้ามาหาเถ้าแก่ อยากมาเสนอซื้อขายสินค้า”
เสี่ยวเอ้อร์กวาดตามองหลินซีั้แ่หัวจรดเท้า สำรวจการแต่งกายธรรมดาของนางเร็ว ๆ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ “ต้องขออภัยจริง ๆ ขอรับ พอดีเถ้าแก่กำลังติดธุระสำคัญ เกรงว่าวันนี้คงมาพบแม่นางไม่ได้”
‘หญิงชาวบ้านแต่งตัวซอมซ่อเช่นนี้ จะมีสินค้าน่าสนใจใดมาเสนอได้?’ เขานึกสบประมาทอีกฝ่ายในใจ ก่อนจะทำท่าหันไปต้อนรับลูกค้ารายอื่น
“เดี๋ยวก่อนเ้าค่ะ” หลินซีไม่ใส่ใจท่าทีดูแคลน เรียกเสี่ยวเอ้อร์คนนั้นไว้แล้วถามตรงประเด็น “ที่ภัตตาคารของท่านขาดแคลนเนื้อสัตว์ป่าอยู่หรือไม่เ้าคะ? …แบบที่ยังเป็ ๆ น่ะ”
คำถามนั้นทำให้เสี่ยวเอ้อร์ชะงัก เขาหันกลับมายืนมองนางอย่างพิจารณาครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีไปเล็กน้อย กิริยาวาจาก็สุภาพอ่อนน้อมลงครึ่งส่วน “เอ่อ... เื่นี้ข้าน้อยตัดสินใจเองไม่ได้จริง ๆ หากแม่นางพอมีเวลา เชิญนั่งรอเถ้าแก่ที่โต๊ะด้านนี้สักครู่ก่อน เดี๋ยวข้าน้อยจะรีบไปเรียนให้ท่านทราบ”
แน่นอน ไม่ว่ายุคใดสมัยใด เนื้อสัตว์ป่าสด ๆ โดยเฉพาะที่ยังเป็ ๆ ก็ย่อมหายากและเป็ที่้าสำหรับภัตตาคารใหญ่อยู่แล้ว แต่เมื่อดูจากรูปร่างบอบบางของแม่นางจากบ้านนอกผู้นี้ เสี่ยวเอ้อร์ก็ยังไม่เชื่อว่านางจะมีเนื้อสัตว์ป่าเป็ ๆ มาขายได้จริง ทว่าเมื่อเห็นนางยังกล่าวเซ้าซี้ เขาจึงเพียงเอ่ยเชิญตามมารยาทที่ดี จากนั้นก็รีบหันหลังเดินเลี่ยงหายเข้าไปในร้าน ไม่สนใจอีก
หลินซีไม่มีเวลาว่างพอจะนั่งรออย่างไร้จุดหมาย การไม่ได้พบเถ้าแก่ทันทีก็เป็หนึ่งในเื่ที่คาดเดาได้ และชัดเจนว่าอีกฝ่ายคงจะไม่ได้ไปตามเถ้าแก่มาอย่างที่บอกจริง ๆ และหากที่นี่ไม่ได้ ก็แค่เปลี่ยนไปลองร้านอื่น
หญิงสาวจึงตัดสินใจหันหลังเตรียมจะเดินจากไป
ทว่า จังหวะนั้นเอง ตรงทางเข้าข้างบันได ชายสองคนผลักม่านผ้าปักลายออกมาพอดี คนหนึ่งคือจ้าวเต๋อเฉวียนแห่งภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลว เขากำลังเดินสนทนากับชายอีกคนซึ่งน่าจะเป็เถ้าแก่ของภัตตาคารฝูไหลโหลวแห่งนี้
จ้าวเต๋อเฉวียนกล่าวอย่างอารมณ์ดี “...เห็นหรือไม่ว่าบังเอิญจริง ๆ? ในเมื่อสองตระกูลเราพอจะนับเป็ญาติกันอยู่บ้าง ต่อไปเราก็ร่วมมือกันหาเงินสร้างกำไรด้วยกันเถิดนะ เถ้าแก่หลี่”
“แน่นอน เื่นี้เถ้าแก่จ้าววางใจได้”เถ้าแก่หลี่กล่าวตอบไปใบหน้ายิ้มแย้ม
ดูเหมือนจ้าวเต๋อเฉวียนเพิ่งเจรจาธุรกิจสำเร็จ และกำลังเดินออกมาด้วยท่าทางพึงพอใจ ประจวบเหมาะในจังหวะนั้น สายตาเหลือบเห็นแผ่นหลังของหลินซีที่กำลังจะเดินพ้นประตูออกไปพอดี
เขากวาดตามองผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจในตอนแรกและดึงสายตากลับมามองคู่ค้า
ทว่าในอึดใจต่อมาก็คล้ายนึกอะไรบางอย่างได้ เถ้าแก่จ้าวหันขวับกลับไปมองร่างคุ้นตานั้นอีกครั้งทันที “เฮ้ย! นั่นเ้านี่นา! หยุดก่อน! หยุดก่อน! แม่นาง”
เถ้าแก่หลี่และเสี่ยวเอ้อร์อีกหลายคนที่อยู่แถวนั้นต่างใกับท่าทีร้อนรนปนแตกตื่นของจ้าวเต๋อเฉวียน รีบวิ่งตามออกไปดู
หลินซีเองก็สะดุ้งเฮือกกับเสียงะโเรียกจากด้านหลัง นางหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ ก็เห็นบุรุษผู้หนึ่งกำลังวิ่งตรงเข้ามาทางนี้ท่าทีรีบร้อน หลินซีจำอีกฝ่ายไม่ได้ในทีแรก จึงได้แต่หันไปมองรอบ ๆ อย่างงุนงง ก่อนทำท่าจะออกเดินต่อ
จ้าวเต๋อเฉวียนเห็นหญิงสาวคล้ายจะไม่หยุดรอก็ยิ่งร้อนใจ ะโดังขึ้นอีก “แม่หนูที่ขายผักป่าคนนั้น! ข้าบอกให้หยุดก่อน!”
คราวนี้ฝีเท้าของหลินซีหยุดกึก จ้าวเต๋อเฉวียนก็วิ่งพรวดมาขวางทางนางไว้ทัน หอบหายใจสองสามครั้งกว่าจะเอ่ยเป็คำได้ “ข้า ข้า... พูดถึงเ้านั่นแหละแม่หนู”
เสิ่นเฉินรออยู่ด้านนอกแต่ไม่ไกลนัก เมื่อเห็นเหตุการณ์ก็คิดว่ามีคนมาหาเื่หลินซี จึงรีบะโลงจากเกวียนอย่างว่องไว แล้วสาวเท้าก้าวยาว ๆ เข้ามาสมทบทันที
หลินซีมองคนที่ยืนหอบตรงหน้าอย่างประหลาดใจ “ท่านคือ...?”
จ้าวเต๋อเฉวียนรีบตอบ “ข้าเอง! จ้าวเต๋อเฉวียน จากภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลว เมื่อวานเราเพิ่งเจอกันไป จำไม่ได้หรือ?”
ส่วนเถ้าแก่หลี่แห่งฝูไหลโหลวที่ตามมาสมทบนั้นประหลาดใจยิ่งกว่า “เถ้าแก่จ้าว นี่คือ...?”
จ้าวเต๋อเฉวียนคิดในใจอย่างรวดเร็ว ‘เมื่อวานยำผักป่าจานใหม่นั่นสร้างความประทับใจให้แขกคนสำคัญอย่างมาก จนตกรางวัลเป็ของล้ำค่าหายากมามากมาย ทำเอาภัตตาคารอื่นในเมืองพากันอิจฉาไปหมด ตอนนี้แม้จะเพิ่งตกลงร่วมมือธุรกิจบางอย่างกับฝูไหลโหลวก็จริง แต่ใช่ว่าทุกเื่จะเปิดเผยให้รู้ได้ โดยเฉพาะแหล่งที่มาของผักป่าวิเศษนี่!’
เขารีบปั้นหน้ายิ้ม กล่าวกับเถ้าแก่หลี่ “อ้อ เถ้าแก่หลี่ นี่คือแม่นางหลิน นางเคยทำธุรกิจค้าขายวัตถุดิบกับภัตตาคารข้ามาก่อน ข้ากำลังคิดจะตกลงกับนางเพิ่มเติมอยู่พอดี เช่นนั้นข้าขอตัวเชิญนางไปคุยธุระที่อื่นก่อนนะ ส่วนเื่ของเรา ไว้พรุ่งนี้ค่อยนัดคุยกันใหม่”
เถ้าแก่หลี่มองจ้าวเต๋อเฉวียนด้วยแววตาสงสัย แล้วหันไปมองหลินซีั้แ่หัวจรดเท้า ทว่าเขาเองก็ทำมาค้าขาย ย่อมไม่กล้าก้าวก่ายหรือเข้าขวางทางทำมาหากินผู้ใดโดยไม่มีเหตุ จึงได้แต่พยักหน้า “เช่นนั้นก็ได้ เชิญเถ้าแก่จ้าวตามสบายเถิด”
จ้าวเต๋อเฉวียนรีบหันมากล่าวกับหลินซี “แม่นางหลิน เราไปกันเถอะ ไปหาที่ดี ๆ คุยรายละเอียดธุรกิจกัน”
หลินซีมองอีกฝ่ายอย่างสงสัย แต่ยังคงพยักหน้ารับ ตอนนี้นางจำจ้าวเต๋อเฉวียนได้แล้ว
แม้จะไม่รู้ว่า เถ้าแก่ผู้นี้มีจุดประสงค์แอบแฝงหรือไม่ แต่นางมาที่นี่ก็เพื่อขายสินค้า หากจ้าวเต๋อเฉวียนอยากเจรจาธุรกิจด้วยจริง ๆ ก็ย่อมเป็ผลดีต่อนางแน่นอน
จังหวะนั้นหญิงสาวก็หันไปเห็นเสิ่นเฉินเดินเข้ามาใกล้พอดี จึงกล่าวกับเขา “ข้าหาคนรับซื้อของได้แล้ว พวกเราไปคุยกับเขากันเถอะ”
เสิ่นเฉินทำหน้าเคร่งขรึม มองจ้าวเต๋อเฉวียนด้วยสายตาประเมินครู่หนึ่ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายดูไม่มีพิษภัย สีหน้าจึงค่อยผ่อนคลายลง ครางรับในลำคอหนึ่งคำ
จ้าวเต๋อเฉวียนเห็นดังนั้นก็โล่งใจ รีบผายมือเชื้อเชิญและนำทางจากไปทันที
เถ้าแก่หลี่มองตามหลังคนทั้งสามไป รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง จึงรีบเรียกเสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่ง มากระซิบสั่งการ “เ้า รีบตามไปสืบดูเงียบ ๆ ซิว่าพวกเขาไปทำธุรกิจซื้อขายอะไรกัน”
‘จิ้งจอกเฒ่าจ้าวเต๋อเฉวียนน่ะหรือ จะมาทำธุรกิจสำคัญอะไรกับสาวชาวบ้านแต่งตัวมอซอเช่นนี้? เื่นี้ต้องมีลับลมคมในอะไรแน่ ๆ’
และเสี่ยวเอ้อร์ที่เขาเรียกใช้ก็บังเอิญเป็คนเดียวกับที่เมินเฉยและพยายามขับไล่หลินซีไปก่อนหน้านี้ ครั้นเห็นว่าแม่นางบ้านนอกผู้นั้นนำสินค้ามาขายจริง ๆ ยิ่งกว่านั้นยังคล้ายจะได้รับความสำคัญจากเถ้าแก่จ้าวแห่งเค่ออวิ๋นโหลวมาก ใจเขาก็เริ่มร้อน ใบหน้าซีดลง รีบค้อมศีรษะรับคำสั่งแล้ววิ่งตามออกไปอย่างรวดเร็ว
.
.
.