เทพวิวัฒน์แห่งเขาหลงเซี่ยง

    ตอนที่ 49 เสร็จข้าหละ!!!

    การต่อสู้บนลานประลองทวีความเดือดพล่านประดุจพายุโหมกระหน่ำ ตู้กูมั่วฮั่นเหวี่ยงกระบี่ศิลาทลายฟ้าเข้าใส่ดุจขุนเขาถล่มพลังมารสีดำทมิฬฉีกกระชากอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว ขณะที่ หลงชิงเสวี่ย พลิ้วกายหลบหลีกดุจเกล็ดหิมะต้องลมนางวาดกระบี่สวนกลับด้วยปราณมังกรฟ้าเป็นทางยาว ทั้งสองปะทะกันนับร้อยกระบวนท่าแสงสีทองและสีดำระเบิดออกระลอกแล้วระลอกเล่าจนลานหินแหลกละเอียดเป็นผงธุลี

    รุ่ยเออร์หลิง และ รุ่ยหมิงหลัน ด้านล่างเวที บัดนี้ สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด

    เมื่อผ่านไปร่วมสามร้อยกระบวนท่า หลงชิงเสวี่ย พลันทรุดกายลงคุกเข่าข้างหนึ่งลมหายใจหอบถี่จนทรวงอกสะท้อนขึ้นลงอย่างรุนแรง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางขาดวิ่นเผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดดุจหิมะนางเงยหน้าที่งดงามล่มเมืองขึ้นมองจอมมารด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป...แทนที่จะเป็นความโกรธแค้น กลับกลายเป็นแววตาที่สั่นระริกและยั่วยวนอย่างประหลาด

    "ตู้กูมั่วฮั่น...เจ้าช่างแข็งแกร่งนัก..." นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าพลางใช้ลิ้นเล็กๆเลียริมฝีปากที่ห่อเลือด "ข้าเริ่ม... หมดแรงจะต่อต้านเจ้าแล้ว..."

    ตู้กูมั่วฮั่น เห็นดังนั้นก็ชะงักกระบี่รอยสักอักขระมารบนหน้าของเขาเรืองแสงวูบวาบด้วยความกำหนัดเขาแสยะยิ้มหื่นกระหายพลางเก็บกระบี่ยักษ์ไว้ข้างกาย "ฮ่าๆๆ!ในที่สุดเจ้าก็รู้ซึ้งถึงรสชาติของความพ่ายแพ้! มาสิ...มาให้ข้าลิ้มรสความหวานของเจ้าให้หนำใจ!"

    จอมมารพุ่งเข้าหาหลงชิงเสวี่ยหมายจะคว้าตัวนางเข้าสู่อ้อมกอดทว่าในจังหวะที่มืออันหยาบกร้านของมันกำลังจะสัมผัสผิวเนียนของนาง        หลงชิงเสวี่ยพลันเบิกเนตรขึ้นอัญมณีสีแดงสดบนหน้าผากส่องแสงประหลาดสีม่วงทองวาบออกมา!

    เนตรมารยาตรึงวิญญาณ

    จงจมดิ่งลงสู่ความฝันอันโสมมของเจ้าเสียเถิด!"

    พริบตานั้นโลกของตู้กูมั่วฮั่นพลันเปลี่ยนไปร่างกายของเขารู้สึกเหมือนได้โอบกอดหลงชิงเสวี่ยไว้ในอ้อม มันจมดิ่งอยู่ในกามารมณ์มายาจนวิญญาณของมันถูกตรึงนิ่งสนิทดวงตาที่ถูกพาดผ่านด้วยรอยสักอักขระมารบัดนี้กลับว่างเปล่าและเหม่อลอย

    หลงชิงเสวี่ย สีหน้าบัดนี้เย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลกนางเอื้อมมือขึ้นถอด ปิ่นปักผมบุปผาม่วง ออกจากเรือนผมสีดำขลับทันทีที่ปิ่นพ้นจากผม มันพลันขยายขนาดและแผ่รัศมีปราณมังกรทองออกมา

    "ไปตายซะ!"

    นางซัดปิ่นออกไปพร้อมกับหมุนกายเป็นพายุสีขาวปิ่นบุปผาม่วงหมุนคว้างกลางอากาศประดุจพญามังกรทองคะนองศึกพุ่งทะลวงผ่านหมอกมารและชุดเกราะหนังเข้าปักที่กลางยอดอกของตู้กูมั่วฮั่นอย่างแม่นยำ!พลังปราณอัสนีมังกรที่อัดแน่นอยู่ในปิ่นระเบิดออกภายในร่างของจอมมาร

    ตูมมมมม!

    ร่างของ ตู้กูมั่วฮั่น ถูกฉีกกระชากออกเป็นเสี่ยงๆ แสงสีทองทำลายร่างจนกลายเป็นเถ้าธุลีไปในพริบตา

    หลงชิงเสวี่ย ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางกลุ่มควันปิ่นปักผมบุปผาม่วงบินกลับมาเสียบลงบนเรือนผมของนางอย่างนุ่มนวลนางปัดฝุ่นที่ไหล่ขาวเนียนพลางกล่าว

    "คนต่ำช้า... ไม่คู่ควรแม้แต่จะเอ่ยชื่อข้าก่อนตาย"

    เสียงโห่ร้องจากฝ่ายธรรมะดังกึกก้องไปทั่วทั้งบรรพตเทียนซานเมื่อความมืดมิดถูกสยบลงด้วยสติปัญญาและความงดงามขององค์หญิงแห่งราชวงศ์มังกรฟ้า!

    ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดของศาลทมิฬมหาเทพ รังสีอำมหิตจากขุมอำนาจทั้งสามปะทะกันจนมวลอากาศบิดเบี้ยวทว่าสิ่งที่ประหลาดที่สุดคือ กลุ่มของหนิงเจี่ย ผิงอัน และมู่อี้ ยืนหยัดอยู่ ณมุมหนึ่งของโถงกว้าง ทว่ากลับไร้ซึ่งสายตาจากขุมกำลังใดจะชายตามองราวกับพวกเขาเป็นเพียงกรวดทรายที่หล่นหายไปในพายุ

    หยางเทียนหง องค์ชายแห่ง อาณาจักรเซียนโหย่วหลี (พเนจรเทวะ)สะบัดชายเสื้ออาภรณ์อย่างเย่อหยิ่ง แววตาคมวาวของเขาจ้องมองเพียงสององค์หญิงจาก อาณาจักรหมิงจูปี้สุ่ย (ไข่มุกไพลิน)และผู้นำมวลมารเท่านั้น สำหรับเขาแล้ว ตัวตนของเด็กหนุ่มทั้งสามไม่มีคุณค่าให้เขาเหลือบแลแต่แรก

    ทางด้าน กองกำลังมวลมาร ดวงตาสีเลือดของเขาปัดผ่านกลุ่มของหนิงเจี่ยไปอย่างรวดเร็ว

    แม้แต่ รุ่ยเออร์หลิง และ รุ่ยหมิงหลัน สององค์หญิงผู้สูงศักดิ์แห่งไข่มุกไพลิน พวกนางมองข้าม"มดปลวก" สามตัวนี้ไปโดยปริยาย รุ่ยเออร์หลิงเมินหน้าหนีอย่างเย็นชาขณะที่รุ่ยหมิงหลันเพียงยิ้มเยาะและพัดโบกเบาๆราวกับพัดพาสิ่งแปลกปลอมออกไปจากรัศมีสายตา

    "นี่... พวกเรากลายเป็นอากาศธาตุไปแล้ว"หนิวมู่อี้ พลางยักท่าแบมือ "เจ้าพวกนั้นมองข้ามพวกเราเหมือนเห็นแค่เศษฝุ่น"

    ต้วนผิงอัน “.............................”

    อวิ่นหนิงเจี่ย บัดนี้ สายตาของเด็กหนุ่มกำลังจับจ้องร่างๆหนึ่งโดยไม่วางตา

    บนเวทีการต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายคู่ที่สามใกล้เริ่มขึ้นแล้ว ลู่เสียน แห่งอาณาจักรพเนจรเทวะยืนตระหง่านราวกับขุนเขามือขวาของเขากุมด้ามกระบี่แน่น พลังปราณสีครามจางๆ "ปราณเกราะศิลาหมื่นปี" เริ่มหมุนวนรอบตัว

    ฝั่งตรงข้ามคือ มู่ซิงเย่ ธิดาเทพผู้สวมชุดสีแดงเพลิงประหนึ่งดอกไม้ที่เบ่งบานกลางลานประหารนางยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย มือทั้งสองข้างที่ดูอ่อนนุ่มยื่นออกมาข้างหน้าคล้ายเชิญชวนแต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย สร้อยคออักขระ "ซิง"ของนางเปล่งแสงสีชาดสว่างวาบ

    ทั้งสองฝ่ายเปิดฉากปะทะกันทันที

    เห็นมู่ซิงเย่ นางสะบัดแขนเสื้ออย่างรวดเร็วพลังปราณสีแดงเข้มพุ่งทะยานออกไปเป็นสายดุจริบบิ้นโลหิต นี่คือวิชา "ระบำดาราคล้อยโลหิต" ที่ผสานเข้ากับเข็มปราณขนาดเล็กนับพันที่ซ่อนอยู่ในม่านอากาศลู่เสียนไม่รอช้า วาดกระบี่คู่ใจออกไปเป็นวงกลม พลังปราณเย็นจัดระเบิดออกในท่า "เพลงกระบี่เหมันต์สลักเมฆ" สร้างโล่น้ำแข็งบางๆ ขึ้นมารับแรงปะทะ

    เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

    เสียงเข็มปราณกระทบกับใบกระบี่ดังสนั่นหวั่นไหว ลู่เสียนใช้ "ท่าร่างวิหคเหินเวหา" พุ่งตัวผ่านกลุ่มหมอกโลหิตขึ้นไปบน

    ซิงเย่ไม่ได้หลบหลีกนางกลับจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของลู่เสียน นัยน์ตาของนางกลายเป็นสีแดงฉานประหนึ่งดวงจันทร์สีเลือด"มนตราเนตรสยบวิญญาณ" ถูกปลดปล่อยออกมาทันที

    ในวินาทีนั้นลู่เสียนพลันเห็นภาพหลอนว่าทุ่งน้ำแข็งที่เขาเติบโตมากลายเป็นทะเลเพลิง ลู่เสียนกัดปลายลิ้นตนเองเพื่อเรียกสติพลังปราณสีครามในร่างระเบิดออกทำลายภาพมายาจนสิ้นซาก

    "มายาของเจ้า... ใช้ไม่ได้ผลกับข้า!"ลู่เสียนคำราม พร้อมกับใช้ท่า "หัตถ์ศิลาทะลายฟ้า" พุ่งเข้าประชิดตัวนาง

    ซิงเย่ขมวดคิ้ว มือข้างหนึ่งของนางวาดเป็นรูปวงกลมกลางอากาศพลังโลหิตในร่างกายของนางสูบฉีดจนถึงขีดสุด นางใช้ "หัตถ์สวรรค์พันชีพจร" กระแทกเข้ากับฝ่ามือของลู่เสียนแรงปะทะทำให้พื้นหินใต้เท้าของทั้งคู่แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ

    ขณะที่บนเวทีกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดเอาไปเอาตายทุกฝ่ายต่างจ้องมองการต่อสู้ครั้งนี้ตาไม่กระพริบ

    หนิงเจี่ยกลับไม่ได้สนใจการประลองบนเวทีเด็กหนุ่มเดินดูโน้นดูนี่ ไปทั่ว ตอนนี้เด็กหนุ่มกำลังเดินชมสระน้ำน้ำในสระใสสะอาด ปลาพันธ์ุหายากมากมายแหวกว่ายเวียนวน เด็กหนุ่มเหม่อมองเหมือนตกอยู่ในพะวังโดยไม่ทันสังเกตเลยว่าบัดนี้ มีร่างร่างหนึ่งค่อยเคลื่อนเข้ามาใกล้ด้วยท่าร่างที่แผ่วพลิ้วไร้เสียง ไร้เงา

    ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังยื่นเหม่ออยู่นั้นเองเงาร่างนั้นพลันโจมตี เห็นร่างนั้นอ้าปากปล่อยพลังแสงสีเทาหม่นเข้าปกคลุมหนิงเจี่ยที่ยื่นนิ่งอยู่แสงสีเทาหม่นพลันห่อหุ้มตัวหนิงเจี่ยไว้ทั้งหมด ร่างนั้นพลันยินดี กล่าวอย่างตื่นเต้น“เสร็จข้าหล่ะเจ้าหนู บังอาจทำร้ายข้าบาดเจ็บสาหัส เหอะ เหอะ”

    ทันใดนั้นร่างหนิงเจี่ยที่ถูกแสงสีเทาหม่นห่อหุ้มร่างพลันระเบิดสลายกลายเป็นละอองน้ำเหมือนฟองสบู่ที่ถูกบีบร่างของหนิงเจี่ยพลันปรากฏด้านหลังร่างนั้น เจ้าร่างนั้นเหมือนรู้สึกไม่ถูกต้องตั้งแต่แรกมันพลันสะบัดกงล้อที่ติดอยู่ข้างหลังของมันหมายดึงร่างของเด็กหนุ่มเข้าไปสู่มายาอีกครั้งเห็นร่างของหนิงเจี่ยกำลังจะโดนดูดเข้าไปในกงล้อพลันระเบิดออกเป็นละอองน้ำอีกครั้งครั้งนี้สร้างความแตกตื่นแก่ร่างนั้นนี่ก็คืออภินิหารพลางตารวมกระจายของหนิงเจี่ยนั่นเอง

    วูบ! เห็นร่างจริงของหนิงเจี่ยปรากขั้นบนศีรษะร่างนั้นห่างแค่ไม่ถึงจั้งหนิงเจี่ยไม่ยอมพลาดโอกาสที่เขารอคอยมานาน ดาบในมือจวกแทงใส่ร่างนั้นพร้อมกับกระบวนท่า “ดาบอัคนีเพลิงเผาผลาญ เพลิงวิวัฒน์วิญญาณอวตาร... ทำลายอสูร!!! ”

    เปรี้ยง!

    ทันทีที่พลังดาบสัมผัสร่างนั้นเปลวเพลิงสีดำสนิทระเบิดออกจากตัวดาบประดุจพญามังกรคลั่งมวลเพลิงนั้นกลับปรากฏ "เส้นใยโปร่งแสง" นับพันนับหมื่นเส้นที่พุ่งออกมาจากคมดาบด้วยความเร็วที่ก้าวข้ามผัสสะเส้นใยเหล่านั้นมีอักขระสุญญตาหมุนวนอยู่ภายในพุ่งทะลุทะลวงเข้าสู่ทุกจุดชีพจรและแกนวิญญาณของร่างนั้นอย่างแม่นยำ!

    “อะ... อั่ก! ร่างกายของข้า... พลังของข้า...”

    ร่างที่พุ่งเข้ามาลอบโจมตีเด็กหนุ่มพลันแข็งค้างอยู่กลางอากาศประดุจแมลงที่ถูกถักทออยู่ในใยแมงมุมเทพเจ้า  พลังมหัศจรรย์ของพลังแห่งการวิวัฒน์แผ่เส้นใยโปร่งแสงเปลี่ยนกระบวนการ "วิวัฒน์" โครงสร้างวิญญาณ สารกาย กลไกความนึกคิด แหล่งที่มาต้นกำเนิดของร่าง เป็นการวิวัฒนาการแบบรวดเร็วเพียงชั่วพริบตา ชั่วอึดใจนั้น ร่างนั้นทิ้งมือตกลงข้างลำตัวของมันอย่างไร้แรงต้านดวงตาที่เคยโชติช่วงพลันเหม่อลอยและว่างเปล่า กลายเป็นสีม่วงจางๆ สลับสีดำทมิฬสติสัมปชัญญะเดิมถูกลบเลือนและแทนที่ด้วยเจตจำนงของหนิงเจี่ยอย่างสมบูรณ์ร่างนั้นค่อยๆ ทรุดเข่าลงแทบเท้าของเด็กหนุ่มท่าทางนอบน้อมประดุจข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์มานับหมื่นปี

    “นายท่าน... นี่ นี่ ข้า...”เสียงที่ออกมาจากปากนั้นแหบพร่า

    หนิงเจี่ยลดดาบลงช้าๆ สีหน้าตื่นเต้น  “เสร็จข้าหละ ตุลาการยมทูตเงาคราวนี้ตาข้าเดินเกมบ้าง” ชายหนุ่มนึกหวาดเสียวขึ้นในใจ ถ้ามิใช่ตุลาการยมทูตบาดเจ็บสาหัสอยู่ก่อนเขาคงมิกล้าลงมือเช่นนี้

    เด็กหนุ่มนึกถึงเสียงร้องโหยหวนที่เขาใช้กระบวนท่าดาบอัคนีเพลิงเผาผลาญ กระบวนท่า เปลิวเพลิง ณ เส้นขอบฟ้า เมื่อเขาได้ยินเสียงตุลาการยมทูตเงาและสังเกตเห็นกิริยาท่าทางที่ไม่เป็นธรรมชาติของมันเด็กหนุ่มจึงสันนิษฐานว่าเจ้านี้น่าจะเป็นคนที่ดึงเขาเข้าสู่ห้วงฝันมายาเป็นแน่ เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจปล่อยอาณาเขตข่ายใยสุญญตาอาถรรพ์ สำรวจร่างของตุลาการยมทูตทมิฬทันที เขาจึงรู้ว่าที่เขาสงสัยนั้นมิผิด

    ทันใดนั้นเสียง ตูม!! ดังขึ้นบนเวทีประลอง

    เห็นซิงเย่ถอยหลังไปสามก้าวร่างกายของนางลอยเด่นอยู่เหนือพื้นดิน สร้อยคอ "ซิง"แตกออกเป็นแสงดาวนับร้อยดวงพุ่งเข้ามารวมกันที่ปลายนิ้วของนาง"ภายใต้ผืนฟ้าแดงฉานนี้ เลือดของเจ้าคือเครื่องสังเวย!"นางประกาศกร้าวพร้อมปลดปล่อยพลัง "มหาเวทย์โลหิตดาราสูญสิ้น" คลื่นพลังสีแดงมหึมาพุ่งเข้ากดทับลู่เสียนประหนึ่งขุนเขาถล่ม

    ลู่เสียนหลับตาลง รวบรวมจิตวิญญาณทั้งหมดไว้ที่ปลายกระบี่หมวกสานของเขาหลุดกระเด็นไปตามแรงลม เผยให้เห็นใบหน้าที่มุ่งมั่น"เพื่ออาณาจักรเทียนซาน... กระบี่เดียวตัดสินฟ้าดิน!"

    เขาใช้ท่าไม้ตายสูงสุด "เอกะกระบี่พิฆาตเมฆา" ร่างของเขาและกระบี่หลอมรวมเป็นหนึ่งพุ่งทะยานผ่านมหาเวทย์สีแดงราวกับสายฟ้าสีเงินที่ตัดผ่านความมืด

    บึ้ม!!!

    แรงระเบิดจากการปะทะส่งคลื่นกระแทกกระจายไปทั่วรัศมีสิบลี้หมอกหนาถูกพัดหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเงียบสงัดที่เข้าปกคลุมยอดเขาอีกครั้ง

    เมื่อฝุ่นควันจางลงลู่เสียนยืนอยู่ห่างจากซิงเย่เพียงไม่กี่ก้าว ปลายกระบี่ของเขาจ่ออยู่ที่ลำคอขาวระหงของนางทว่าที่อกของเขาก็มีนิ้วเรียวสวยของซิงเย่จิ้มอยู่ตรงตำแหน่งหัวใจพอดีพลังปราณโลหิตของนางพร้อมจะทะลวงขั้วหัวใจเขาในเสี้ยววินาที!!!

    คล้ายกับเรื่องเทพวิวัฒน์แห่งเขาหลงเซี่ยง ที่คุณอ่าน