ผ่านไปราวสองชั่วโมงเห็นจะได้ หลังจากที่หม่อมเ้าเพียงรพิพรรณผ่องด้าวเสด็จมาถึงเรือนปั้นหยา นายโมกและนายพุดทูลให้ทราบว่าเมื่อบ่ายวันนี้ครูสอนดนตรีคนนั้นมาที่เรือน เขาอยากเข้าเฝ้าท่านชาย ทีแรกเขาดูยิ้มแย้ม แต่พอทราบว่าไม่ประทับอยู่ เขาก็ดูหงอยเหงาขึ้นทันที
ส่วนเื่แผ่นกระดาษที่ทรงมอบหมายให้มอบแก่เขานั้น นายโมกทูลว่าหลังจากที่เขาได้รับ สีหน้าจืดชื้นของเขาก็แปรเปลี่ยนกลับมายิ้มแย้มได้อีกหน ดูพิลึกคนดี เปลี่ยนอารมณ์ไปมาเป็ว่าเล่น ประเดี๋ยวยิ้มประเดี๋ยวเศร้า นอกจากนั้นแล้ว เขายังตั้งใจซื้อขนมหวานมาถวายท่านชายด้วย แต่ลาภลอยนั้นหล่นมาทับที่สองบ่าวแทน เขายังทิ้งท้ายไว้ ว่าจะนำกลับมาถวายใหม่ จากคำบอกเล่าของนายโมก มีอิทธิพลอะไรอ้ายบ่าวไม่รู้ รู้เพียงว่าทำให้เ้านายของมันแย้มโอษฐ์ออก ทั้ง ๆ ที่ก่อนจะถึงเรือน เห็นอยู่รำไรว่าทรงมีพักตร์หม่นหมอง
ต่อจากนั้น ท่านชายเดียวสรงน้ำ ชำระวรกาย จัดการทุกอย่างบนชั้นล่างเสร็จสรรพ นายบ่าวสองคนดับไฟแล้วนอนเฝ้าอยู่ห้องข้างล่าง ก่อนจะเสด็จขึ้นที่บน ซึ่งเป็ที่ส่วนองค์ ทรงใช้เวลาว่างในความมืดและเงียบสงัดไปกับงานอดิเรก อย่างการนิพนธ์นวนิยายและแปลวรรณกรรม ผ่านไปนานพอประมาณ ทรงเมื่อยล้า ดับไฟและเอนวรกายลงพระแท่น ทรงพยายามข่มดวงเนตรให้หลับลง แต่หทัยกระสับกระส่ายยังคอยรบกวนไม่ห่างหาย
เมื่อทรงรำลึกถึงวันที่ต้องอภิเษกกับท่านหญิงอ้อ ก็ทรงวิตก นั่นหมายความว่าต้องทรงดำรงชีวิตไปกับสิ่งที่ไม่ได้รักจนกว่าจะหาไหม้ ดวงพักตร์ของเธองดงามราวกับจันทร์ฉาย แต่กลับไม่ดึงดูดให้ปฏิพัทธ์ด้วย ทว่าในขณะเดียวกันนั้น บังเกิดเป็ใบหน้าของขุนนางผู้นั้นขึ้นมาซ้อนทับ แม้แต่ในห้วงคำนึง เขาก็ไม่วายเว้นที่จะส่งสายตาฉอเลาะให้ ราวกับภาพนั้นมีชีวิต บันดลให้หทัยใฝ่ถวิลถึง ริมฝีโอษฐ์รำพึงเป็เสียงหวานว่า…
“เธอตามมาวุ่นวายกับใจฉันถึงที่นี่เลยหรือด้าว แหม ฉันท์ทุกบทของเธอ ฉันยังเก็บไว้แนบใจเสมอ และหวังว่า เธอจะเก็บบทกวีของฉันไว้เช่นกัน พ่อสุนทรโวหาร”
เป็ที่แน่นอนว่า คืนนี้เดือนหงาย แสงจันทร์คงสาดส่องไปทั่วฟ้าแดนสยาม ที่เรือนไม้ทรงไทยบนห้องนอนของนายด้าวก็เช่นเดียวกันที่ได้รับแสงนั้น เ้าตัวนั่งอยู่บนโต๊ะทำงาน ไม่ได้ใช้โคมไฟอย่างทุกวัน เพียงแค่แสงจันทร์ที่รอดเข้าผ่านหน้าต่างก็เพียงพอแล้ว
หรือต่อให้ไม่มีแสงสว่างใดเลย ภาพของชายผู้ทรงศักดิ์ในหัวของเขาก็ยังคมชัด ไม่พร่าสลัว ในยามนี้จะดึกแล้ว แต่เขากลับยังไม่เข้านอน เป็เพราะใจที่คิดถึงใครสักคนหรือไม่อย่างไร ชายหนุ่มยอมรับว่า คิดถึงท่านชายเดียวจริง วันนี้ไปหา แต่วาสนาไม่ถึงจึงไม่พบ ได้เพียงจมอยู่ในห้วงอารมณ์คนเดียวต่อไป คนอีกทางจะรู้สึกเหมือนกันหรือไม่ ก็สุดจะประมาณ
ั้แ่ที่ได้รับจดหมายมา เขายังไม่กล้าเปิดอ่าน เพราะกลัวคำตอบ แต่สุดท้ายแล้ว ก็ต้องยอม เพราะทนพิษความคิดถึงไม่ไหว พ่อนักประพันธ์ค่อย ๆ คลี่กระดาษที่พับเป็ทบออกมาทีละนิดอย่างหวั่นใจไม่น้อย
เขาหรี่ตามองให้พอเห็นตัวอักษรสีดำขลับ อ่านในใจทั้งอย่างนั้น ไม่กล้าลืมตาโต แต่ทุกตัวอักษรก็แจ่มแจ้งดี
สูงเทียมทิฆัมพร ประภะกรขจรฉาน
ยังมีนิศากาล รวิอัสดงภาส
สูงต่ำมิอาจวัด เฉพาะรัชทายาท
เพศวรรณะเชื้อชาติ บมิคาดคะเนเอา
ด้าว เธออย่าได้ด้อยค่าตัวเองอย่างนี้เลย ไม่มีสิ่งใดหรอกที่ไม่คู่ควร มีแต่ตัวเราเองกระมังที่ไปกำหนด ดวงตะวันถึงจะอยู่สูงก็จริง แต่ก็มีครั้งที่ตกลงดินไม่ใช่หรือ เื่ยศฐาบรรดาศักดิ์นั้น ฉันเห็นว่าเป็เพียงแค่หัวโขน จิตใจที่แท้จริงต่างหากเล่าที่เรามีเท่ากัน ฉันไม่เคยประมาณใครที่ภายนอกหรอก อยากขอให้เธอรับรู้ไว้ในข้อนี้
ปล. ขออภัยด้วยหากอินทรวิเชียรฉันท์ของฉันไม่เสนาะหู ฉันเพิ่งฝึกแต่งเมื่อไม่นานนี้เอง และอย่าลืมมาสอนดนตรีฉันด้วยล่ะ ฉันจะรอ
มจ. เพียงรพิพรรณผ่องด้าว
นายด้าวยิ้มแก้มแทบปริแตก ไม่สำคัญหรอกว่าจะทรงนิพนธ์ฉันท์ได้ไพเราะหรือไม่ สิ่งสำคัญอยู่ที่ลายหัตถ์นี้คือใคร และเนื้อความนัยต่างหากเล่า ที่เป็ดั่งแสงรพีส่องสว่างนำทางหัวใจให้แก่เขา
ทรงนิพนธ์มาอย่างนี้ แสดงว่าไม่ทรงรังเกียจที่ชายสามัญอย่างเขาจะทอดสะพานไปถึงที่วังนั้น ทั้งนี้ เป็สิ่งที่พันวาจาสิทธิ์ทึกทักเอาเอง แต่ลึก ๆ แล้ว เขาก็แอบหวังอยู่ไม่น้อย
รู้ทั้งรู้ว่าไม่ควรใฝ่สูงเกินตัว แต่หัวใจนั้นห้ามยากนัก
“ยิ้มอะไรอยู่ในที่มืด ๆ คนเดียวรึขอรับ”
เสียงประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงคนมาใหม่ ทำให้เ้าของห้องสะดุ้งเล็กน้อย หลุดจากภวังค์ เมื่อหันไปดู เห็นว่าเป็นายเกริก ทนายหน้าหอของตน ก็ค้อนให้
“อ้ายเกริก! เข้ามาไม่ขออนุญาต ประเดี๋ยวเถอะ”
“บ่าวขอโทษขอรับ” อ้ายบ่าวแยกฟันยิ้มแหย งับประตูไว้ แล้วถือขวดแก้วเข้ามายอบเข่าลงข้าง ๆ โต๊ะผู้เป็นาย “น้ำปรุงที่คุณด้าวสั่งได้ที่พร้อมใช้แล้วนะขอรับ นายแม่เพิ่งใส่ขวดเสร็จเมื่อครู่นี้เอง ว่าแต่… คุณด้าวจะเอาไปทำไมรึขอรับ ตั้งหลายขวด ใช้คนเดียวหมดรึ”
“ไม่ใช่เื่ของเอ็ง เสร็จธุระแล้วก็ออกไป”
“ขอรับ” นายเกริกรับคำแล้วหันหลังกลับ แต่ก็นึกสงสัยขึ้นมาอีก จึงย้อนถาม “เอ้อ แล้วนี่คุณด้าวนั่งอ่านอะไรมืด ๆ หรือขอรับ ทำไมไม่เปิดไฟ หรือว่า! เพลงยาวจากคุณมาลัยหรือขอรับ ที่แท้คุณด้าวก็กลัวคนเห็นนี่เอง”
ปลาหมอตายเพราะปาก สำนวนนี้ท่าจะใช้ได้จริง พอมันพูดจบก็โดนตะเพิดออกไปทันที โชคดีที่ครั้งนี้ไหวตัวทัน จึงไม่ได้รับาเ็ มีหรือมาหยอกเอินนายจ้างอย่างนี้ คนที่ได้ฟังรู้สึกไม่ลื่นหูเอาเสียเลย เมื่อได้ยินชื่อแม่มาลัยขึ้นมา
แต่ถ้าหากเป็ชื่อของอีกคนแล้วล่ะก็ จะอารมณ์ดีเป็พิเศษหรือไม่นะ
ชายหนุ่มหยิบขวดแก้วสามใบนั้นขึ้นมาดู มันบรรจุด้วยน้ำปรุงสีโตนด พอเปิดออกแล้วกลิ่นหอมตลบอบอวลของพรรณพฤกษาก็ลอยมาติดจมูก นี่เป็กลิ่นโปรดที่เขาใช้เอง โดยปรกติแล้ว ผู้เป็มารดาจะปรุงไว้ให้ครั้งละหนึ่งขวดเท่านั้น แต่มาคราวนี้ เขากำชับว่าขอเพิ่มเป็สาม แต่ไม่ได้บอกเหตุผลว่าเพราะอะไร
ก็คงเป็เพราะชายคนนั้นคนเดียวกระมัง
ท่านชายเืผสม
ในวันนี้ท่านชายเดียวไม่ได้ทรงขัดพระประสงค์ของเสด็จพ่อ เมื่อถึงเวลานัดหมายก็ทรงรถยนต์ออกไปรับหม่อมเ้าหญิงศศิวิมลถึงประตูวังอมราราช ทีแรกท่านชายทรงหมายหทัยว่าจะขอเอาสารถีไปด้วยหนึ่งนาย แต่เสด็จท่านไม่ทรงเห็นดี เกรงว่าจะไปขัดบรรยากาศ และไม่เป็การส่วนองค์ เพราะประสงค์ให้ท่านชายและท่านหญิงได้ใช้เวลาร่วมกันสองต่อสอง ให้สมที่เป็พระคู่หมั้นให้มากที่สุด
พอถึงเวลาจริง ท่านชายเดียวก็ทรงคิดเห็นอย่างที่เสด็จในกรมฯท่านตรัส ไปกับท่านหญิงอ้อเพียงสองรานับว่าดีแล้ว ไม่ใช่เพราะจะได้มีวโรกาสร่วมปฏิสันถารกันอย่างสนิทชิดเชื้อ หากแต่เป็การระบายความรู้สึก และพระอารมณ์ที่ขุ่นมัวแก่กันและกันฟังเสียมากกว่า
“น้องหญิงอ้ออยากไปที่ไหนอีกหรือไม่คะ พี่ยินดีพาไปค่ะ”
“ไม่หรอกค่ะ ความจริงแล้ว หญิงอยากอยู่ที่ตำหนักเฉย ๆ ไม่อยากไปไหน แล้วก็ไม่อยากกลับที่วังอมราราชด้วยค่ะ”
“อ้าว ทำไมหรือคะ เสด็จอาเพิ่งจะไปรับน้องหญิงมาเมื่อวานนี้เองไม่ใช่หรือ เห็นท่านรับสั่งว่าน้องหญิงเบื่อข้างใน อยากออกมาข้างนอกไม่ใช่หรือคะ”
“ไม่หรอกค่ะ หญิงไม่เคยทูลเสด็จพ่ออย่างนั้น ถึงทูล ท่านก็ไม่ทรงรับฟัง”
หม่อมเ้าหญิงศศิวิมลตรัสเสียงอ่อย กอปรกับวงวรพักตร์ที่ดูอย่างไรก็ไม่แช่มชื้น อารมณ์ของท่านหญิงไม่เคยมีสักครั้งที่ปิติยินดีที่ไม่ต้องเสด็จออกมาอยู่ข้างนอกที่วังอมราราช เธอเคยรับสั่งกลาย ๆ ว่าประสงค์พำนักอยู่กับเ้าจอมมารดาและเสด็จพระองค์หญิงข้างในมากกว่า เพราะไม่มีใครคอยบังคับให้เธอทุกข์หทัยในเื่ความรักที่ไม่ใช่ความรัก
แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเสด็จพ่อและหม่อมแม่ได้กะเกณฑ์ทุกอย่างไว้หมดแล้ว เธอเป็ลูก ก็มีหน้าที่แค่ทำตามเท่านั้น ไม่อาจทรงวินิจฉัยเอาเองได้
“ถ้าอย่างนั้นที่ขับกลับที่วิจิตราลัยนะคะ หญิงไปพักที่เรือนปั้นหยาก่อนก็ได้ค่ะ เย็นแล้วพี่จะไปส่ง หม่อมสร้อยเธอก็บ่นหาน้องหญิงอยู่พอดีเลยค่ะ เห็นชายปิ๋วเล่าให้ฟัง”
“พี่ชายปิ๋วหรือคะ”
“ใช่ค่ะ เขาพูดถึงหญิงอยู่บ่อย ๆ”
พระนามลำลองนั้นมีผลให้ท่านหญิงอ้อทรงนิ่งไป ทรงพินิจอยู่ในหทัยองค์เอง ว่าเป็การแปลกไปหรือไม่ ที่ฝ่ายชายดำรัสถึงเธออยู่บ่อย ๆ ซ้ำกิริยาที่ทรงมีให้ยังย้ำชัด ว่าทรงรู้สึกไปไม่ต่างกับองค์เธอ
หม่อมเ้าคู่ตุนาหงันทั้งสององค์เสด็จกลับมาประทับที่เรือนปั้นหยาท้ายวังจนกินเวลาเกือบชั่วโมงแล้ว หลังจากนั้นก็มีแขกคนใหม่ขอเข้าเฝ้า ไม่ใช่ใครอื่น หากจะเป็พ่อสุนทรโวหารที่ชอบประพันธ์บทกวีมาถวายนี่เอง เขามากับบ่าวคนสนิท และวันนี้ก็ถือซออู้ติดตัวมาด้วย ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีขนมอาลัว ฝีมืออำแดงวาดติดมือมาถวายด้วย
เขาเป็คนเคร่งในมารยาทมาก เมื่อรู้ว่าท่านชายทรงมีพระปฏิสันถารอยู่กับท่านหญิงอยู่ เขาก็ยืนรอห่าง ๆ ไป ไม่เข้าไปขัดจังหวะ แม้ในสายตาจะฉายภาพของชายหญิงผู้สูงส่งทั้งสององค์ให้บาดใจเล่นก็ตาม
หม่อมเ้าหญิงศศิวิมลทรงขอปลีกองค์ออกมา ด้วยทรงเข้าหทัยดีว่าไม่ควรรับสั่งอะไรด้วยนาน เพราะทรงเป็สุภาพสตรี ที่วังนี้ก็มีมากแต่บุรุษ ทั้งเ้านายไปถึงไพร่ ผู้หญิงนั้นมีน้อย จึงให้เหตุผลว่าจะไปช่วยหม่อมสร้อยเธอกรองมาลัยร้อยอุบะที่เรือนโน้น ท่านชายเดียวก็ไม่ทรงขัด
อีกอย่าง ครูดนตรีเขามารออยู่นานสองนานแล้ว
รอมานาน จนใจเริ่มห่อเหี่ยวแล้วกระมัง
“ด้าว เข้ามานี่ซี”
ข้าราชการหนุ่มรีบย่างกรายเข้าไปหาที่ชานด้านหน้าเรือน เขายังคงสงวนท่าที ถึงจะคำนับ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยวาจาประการใด แม้แต่สายตาเขาก็ยังไม่กล้าสบมอง เป็สิ่งที่ผิดแผกไปจากก่อนหน้านี้นัก
ท่านชายดำริในหทัยว่า 'อะไรกัน มาวันนี้เจอหน้าฉัน กลับนิ่งเฉย ไม่เอ่ยไม่พูดอะไร ทีแต่งคำกวีมาน่ะนะ โวหารหวานหู ช่างคารมคมคายเสียไม่มี'
“ด้าว เธอเป็อะไรหรือไม่ ไม่สบายตัวหรือ” ทรงเรียกอีกครั้ง ปลุกให้เขาเลิกหลบสายเนตร
“มิได้กระหม่อม กระหม่อมแค่…”
“เธออ่านฉันท์บทนั้นแล้วเป็อย่างไร ฉันหวังว่าเธอคงทราบความในใจ และไม่คิดดูิ่ถิ่นแคลนตัวเองอีกหรอกนะ”
“ฝ่าามีรับสั่งว่าอย่างไร กระหม่อมก็เห็นตามด้วยเช่นนั้นกระหม่อม”
“หือ ดูเอาเถอะ ยังจะให้ฉันชักจูงอีก”
“เอ่อ… ฝ่าา กระหม่อมมีสิ่งหนึ่งอยากจะถวาย” พูดจบ เขาก็ล้วงเอาขวดแก้วออกมา มีท่าทีขวยเขินขณะที่ส่งถวาย “น้ำปรุงกระหม่อม เคยได้ยินฝ่าาตรัสว่าหอม กระหม่อมเลยให้คุณแม่ปรุงถวายเป็พิเศษ”
ท่านชายเดียวทรงขมวดขนง ทรงคาดไม่ถึงว่าจะได้จริง มิหนำซ้ำ อีกฝ่ายยังจำได้แม่นว่าทรงเคยชมว่าหอม ช่างเป็คนใส่ใจเสียจริง ผู้ชายดังว่านี้ มีหรือหญิงในพระนครจะไม่เหลียว
“ขอบใจมาก ทั้งสำหรับขนม และน้ำปรุงนี่”
“ด้วยความยินดี ฝ่าา”
“เอาล่ะ ตอนนี้เธอสอนชั้นสีซอได้แล้ว”
“กระหม่อม”
จากนั้นการเรียนการสอนก็เริ่มขึ้น คราวนี้ท่านชายทรงคุ้นเคยมาก ขึ้น ถนัดจับสีด้วยองค์เองได้ โดยไม่ต้องมีพันวาจาสิทธิ์คคอยประคองอย่างแต่ก่อนแล้ว ด้วยพระปรีชา ทักษะ และมีหทัยรักในการดนตรีมาพอประมาณแล้ว จึงทรงเริ่มเข้าหทัยง่าย สอนเป็ไว
สลับกันชักคันสีเพลงแล้วเพลงเล่าไปมาอย่างนั้นจวนจะจัดเจน ท่านชายก็ทรงเมื่อยล้า ผู้ถวายทักษะจึงยุติการสอนลง เขาเอ่ยปากชมในความสามารถของท่านชายไม่หยุด ั้แ่เริ่มจนถึงบัดนี้
“ฝ่าาทรงพระปรีชามากกระหม่อม ฝึกไปเรื่อย ๆ อีกไม่นาน คงสูสีกระหม่อมแล้ว”
“เธอก็พูดเกินจริง ฉันเพิ่งเรียน จะไปสู้ผู้ชำนาญอย่างเธอได้อย่างไรกันล่ะ”
“ไม่เกินจริงหรอกกระหม่อม กระหม่อมเคยสอนให้มาหลายคน ล้วนเข้าใจยากกันทั้งนั้น เว้นฝ่าาแค่องค์เดียวกระหม่อม นอกจากนี้ กระหม่อมเคยได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าฝ่าาทรงดนตรีฝาหรั่งได้เพราะจับใจ ใครเห็นเป็ต้องหยุดฟัง ฟังแล้วยังใคร่ฟังอีกกระหม่อม”
ท่านชายเดียวนึกสรวล ไม่อยากจะเชื่อกรรณ์องค์เองว่ามีคนปรารภถึงเช่นนั้นด้วย แต่ถึงจะได้รับคำเยินยอมาค่อนชีพ ก็ไม่ทรงปลาบปลื้มเท่าที่ได้รับจากนายด้าวผู้นี้ “เธอเอามาจากไหนกัน ฮะ เสียงลือเสียงเล่าอ้างนั่นน่ะ ฉันก็แค่เล่นเป็บ้างไม่เป็บ้าง เคยเรียนเมื่ิอครั้งอยู่ยุโรปน่ะ ก็ดูหน้าฉันด้วย เล่นดนตรีฝรั่งไม่เป็ก็ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไรแล้ว” ตรัสขำ ๆ นำพาให้อีกคนหัวเราะร่วมด้วย
นายด้าวหุบยิ้มไม่ลง เขาอยากชักจะอยากฟังบทเพลงจากหม่อมเ้าชายเต็มประดาแล้ว คงจะเป็บุญหูอย่างที่สุด ชายหนุ่มสบดวงเนตร กระมิดกระเมี้ยนทูลว่า “กระหม่อมอยากมีวาสนาได้ลองฟังสักครั้ง”
“ได้ซี เธออยากฟังฉันเล่นอะไรล่ะ ไวโอลิน หรือว่าเปียโน”
“แล้วแต่จะโปรดกระหม่อม จะอันไหนก็คงไพเราะไม่แพ้กัน”
“ถ้าอย่างนั้น เธอก็ตามฉันขึ้นไปบนชั้นสอง ฉันจะเล่นให้ฟัง”
ครั้นตรัสแล้วก็ดำเนินถือขวดน้ำปรุงนำหน้าชายหนุ่มขึ้นบันไดไป นี่ถือว่าเป็บุญพาวาสนาส่งของนายด้าวอย่างที่สุดแล้ว เพราะตามปรกติ ท่านชายไม่เคยประทานอนุญาตให้คนนอกขึ้นไปถึงพื้นที่ส่วนองค์ ขนาดนายบ่าวสองคนที่คอยรับใช้ ก็ได้ขึ้นไปเฉพาะบางครั้งคราวเท่านั้น