บทที่16
สถานการณ์หลังพายุสงบ
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ศาลเ้าอิสึมิได้ประกาศเสียงตามสายไปทั่วทั้งจังหวัด บอกถึงปริมาณข้าวที่เหลืออยู่ในคลัง ประชาชนแตกตื่นกันยกใหญ่ตอนได้ยินว่าทางศาลเ้าจะแจกข้าวได้อีกแค่สี่สิบสี่วันเท่านั้น
ฉันกับยูมินั่งฟังคุณลุงคุณป้าชาวนาบ่นเื่ปัญหาอาหารขาดแคลนใน่พักเบรกกลางวันอย่างมีอารมณ์ร่วม มันจริงอย่างที่ป้าเค้าพูดทุกอย่าง สาเหตุที่ข้าวในคลังเหลือน้อยเป็เพราะประชาชนเลือกไปทำงานอย่างอื่นมากกว่ามาช่วยกันทำนา ทำให้กำลังการผลิตข้าวไม่เพียงพอต่อความ้าของประชากร
“เท่าที่ป้าสังเกตมานะ พวกวัยรุ่นแห่กันไปสมัครงานจำพวกที่ไม่ค่อยได้ตากแดดตากลมกันเสียส่วนใหญ่ กลุ่มคนที่มาทำนาทำไร่ก็มีแต่คนแก่ๆ อย่างพวกป้า แล้วแบบนี้มันจะไปผลิตข้าวทันได้ยังไง”
“โอ๊ยยยย ไม่ต้องให้พวกวัยรุ่นมันมาทำหรอกปลูกข้าวน่ะ ฉันได้ข่าวมาว่า ไร่นาของคุณอิจิม่าโดนวัยรุ่นที่มาสมัครงานขโมยข้าวไปตั้งหลายกระสอบ นี่ยังไม่รวมทางศาลเ้าถูกวัยรุ่นกลุ่มนึงบุกปล้นอีกนะ”
“ว่ายังไงนะคะ ศาลเ้าโดนบุกปล้น!” ฉันโพล่งออกไปเสียงดังจนคุณป้าที่นั่งข้างๆ สะดุ้ง “ขอโทษค่ะ หนูเสียงดังไปหน่อย”
“มันเป็่เหตุจลาจลน่ะจ้ะ ตอนประท้วงผู้กล้าทำงานพลาด วัยรุ่นกลุ่มนึงฉวยโอกาสบุกปล้นเสบียงจากศาลเ้า ป้าขอโทษนะที่ต้องพูดเื่นี้ให้หนูทั้งสองคนฟัง พวกหนูทำหน้าที่ผู้กล้ากันสุดความสามารถแล้วแท้ๆ”
ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย ทำไมทุกอย่างมันปั่นป่วนขนาดนี้
“อาโน~~ คือว่า ที่ปล้นเสบียงกันเนี่ย เป็เพราะอาหารราคาแพงเกินที่จะซื้อใช่ไหมคะ?” ยูมิเอ่ยถามข้อสงสัย
“ใช่แล้วจ้ะ วัยรุ่นกลุ่มนึงมีความคิดว่า ทำงานได้ค่าตอบแทนไม่คุ้มค่า สู้บุกปล้นดีกว่า มีกินมีใช้เป็เดือนๆ”
“เพราะแบบนี้ ไมยะถึงไม่ยอมพูดอะไรสินะ” ฉันหันไปมองยูมิที่ก้มหน้างุด ไม่ยอมแตะข้าวเลยหลังจากรู้ความจริง
“เย็นนี้ไปเลี้ยงขนมไมยะกัน เราต้องตอบแทนที่ไมยะแบกรับความเ็ปแทนพวกเรา อืมเอาไรดีล่ะ เลี้ยงบุฟเฟต์ขนมโมจิดีไหม ไมยะชอบมากเลยนี่”
“นั่นสินะคะ คงต้องเลี้ยงให้พุงกางไปเลย แต่ว่านะคะแต่ว่า จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อล่ะคะ ขนมโมจิแพ็กเดียวก็ปาไปสองแสนเยนแล้ว”
“ฉันลืมนึกถึงเื่นั้นเลยแฮะ” ฉันเกาท้ายทอยแล้วยกน้ำชาขึ้นดื่ม
“พูดถึงเื่ราคาของ ลุงขอแจมด้วยคนสิ” คุณลุงที่นั่งทานข้าวอยู่เงียบๆ มาั้แ่เมื่อกี้เริ่มพูดขึ้น “พวกเธอรู้ไหมว่าทางธนาคารประจำจังหวัดประกาศแจ้งให้ประชาชนไปถอนเงินจากบัญชีธนาคารออกให้หมดแล้วนะ”
“เห~ ฉันไม่เห็นรู้เื่เลย แกไปเอาข่าวมาจากไหน” คุณป้าที่นั่งข้างๆ ฉันถามเสียงสูง
“ก็เขาติดป้ายประกาศไว้หน้าธนาคารไง แกไม่รู้เรอะ”
“ฉันไม่ได้ไปธนาคารเลยหลังจากทำงานแลกของตอบแทนจากศาลเ้า”
“ทางธนาคารประกาศว่า ภายในสิ้นเดือนนี้สินค้าทุกอย่างจะราคาแพงที่สุด ให้รีบถอนเงินไปซื้อ พอพ้นสิ้นเดือนนี้ไป ธนาคารจะเลิกใช้ระบบแลกเปลี่ยนด้วยเงินตรา แล้วหันไปใช้ระบบแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งของตามแผนการรับมือของทางศาลเ้า”
“อ่าว แล้วแบบนี้คนก็แลกของกันวุ่นวายสิ ข้าวกระสอบนึงคงซื้อที่นาได้เป็สิบไร่”
“เื่นั้นทางธนาคารจะกำหนดมาตรฐานมาให้ ข้าวเอย น้ำตาลเอย ไปแลกกับธนาคารโดยตรงจะได้ราคามาตรฐานกว่าเราไปหาแลกกับทางร้านค้า แต่ก็ใช่ว่าธนาคารจะมีของเพียงพอต่อประชาชน ดีไม่ดีมีการปล้นธนาคารเกิดขึ้นแน่”
“จะว่าไปั้แ่เหตุการณ์ประท้วง ทางสถานีตำรวจรับสมัครพนักงานเพิ่มขึ้นเยอะเลยหนิ”
“ก็ใช่ ฉันล่ะกลัวไอ้พวกกลุ่มประท้วงไปสมัครเป็ตำรวจแล้วมาข่มเหงพวกเราจริงๆ”
“มันไม่มีกฎหมายเอาไว้กำจัดไอ้พวกสวะสังคมเลยหรือไงนะ ท่านอิสึมิไม่เนรเทศพวกมันออกเมืองไปให้พ้นๆ ซะนะ เื่จะได้จบๆ”
“ถ้ามิโกะทำอย่างนั้นได้ เขาจะเรียกว่ามิโกะหรือไง พูดอะไรไม่รู้จักคิด”
“เอ๊ะ นี่แกหลอกด่าฉันเรอะ ไอ้หัวหงอก!!”
“แกก็หงอกเหมือนฉันนั่นแหละ!”
“พอๆ เลย พวกแกสองคนเถียงกันไม่อายเด็กมันบ้างรึไง เอ้อ~ ทำตัวให้มันสมเป็ลุงกับป้าหน่อย”
ฉันกับยูมินั่งยิ้มแหย่ๆ มองภาพวัยรุ่นเหลือน้อยทั้งสามสี่คนถกเถียงกันอย่างเอ็นดู แล้วกลับมานึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
ความวุ่นวายของโลกในกรงขังอันศักดิ์สิทธิ์นี้กำลังจะเริ่มต้นขึ้น หากไม่มีมาตรการรับมือที่ถูกต้อง กลุ่มคนชั่วจะยึดครองเมืองและรีดไถทรัพยากรจากประชาชนเป็แน่
“ยูมิ หลังจากเลี้ยงขนมไมยะเสร็จ เราไปพบท่านอิสึมิกันเถอะ”
“ฉันก็กำลังจะชวนคุณโนกิเหมือนกันค่ะ”