“ซินซินครับหนูพูดแบบนี้ไม่น่ารักนะครับลูก เื่ของคุณปู่คุณย่าเราตัดสินใจแทนไม่ได้นะครับ” จินเป่าพูดสอนลูกสาวตัวน้อย
“หนูขอโทษค่ะ หนูจะไม่พูดอะไรแบบนี้อีกแล้ว” เ้าตัวน้อยทำหน้าตาสลดลง เธอยอมรับว่าเธอดีใจที่ได้เห็นผู้เป็ปู่ จนเธอลืมคิดว่าเื่บางอย่างก็ไม่ควรพูดออกมา เสียทีนะเราที่เคยเป็ผู้ใหญ่มาก่อน
เมื่อผู้ใหญ่ทุกคนเมื่อเห็นว่าเ้าตัวน้อยที่น่ารักมีสีหน้าเศร้าหมองจากการสำนึกผิดของตนแล้วก็พากันใจอ่อนด้วยความสงสาร
“รู้จักว่าตัวเองทำผิดแล้วยอมรับผิดย่าและทุกคนก็จะให้อภัย” เย่วจินพูดกับหลานสาวพร้อมลูบหัวปลอบโยนเ้าตัวน้อยไปด้วย
“ค่ะคุณย่า” เ้าตัวน้อยเมื่อได้รับการปลอบโยนจากผู้เป็ย่าก็ยิ้มอย่างดีใจ ตอนนี้เธอยังคงอยู่ในอ้อมกอดของคุณปู่อยู่ ตอนเย่วจินเข้ามาใกล้อี้เฟิงเพื่อลูบหัวเ้าตัวเล็กในอ้อมแขนของเขา
ทำให้เขาได้กลิ่นหอมจากหญิงในดวงใจ จนหัวใจของอี้เฟิงเต้นแรงมากขึ้นจนเขากลัวว่ามันจะเต้นแรงจนจะสามารถทะลุอกของเขาออกมาได้ไหม
แต่สำหรับการแสดงออกทางใบหน้าเขาต้องใช้ความพยายามเป็อย่างมากที่จะไม่แสดงอาการเขินอายออกมา ทำไมมันช่างเป็ความรู้สึกที่ทรมานปนหวานเช่นนี้กัน เขาโอดครวญอยู่ในใจ
“เชิญคุณทั้งสองเข้าไปที่ห้องโถงเถอะค่ะ”เย่วจินบอกกับแขกผู้มาเยือน
“สวัสดีครับคุณลุง คุณป้า” อีเฟิงและผู้ช่วยก็ได้ทำความเคารพและเอ่ยทักทายผู้สูงวัยที่เป็พ่อและแม่ของเย่วจิน
“นี่อี้เฟิงใช่ไหม เราไม่ได้เจอกันมากี่ปีแล้วนะ แล้วเป็ไงมาไงถึงได้มาบ้านลุงได้กัน” ซูิทักทายคนตรงหน้าด้วยสีหน้าดีใจ
“คือผม ผมพูดตามตรงเลยนะครับคุณลุงผมอยากพบจินจินครับ ผมคิดถึงเธอมาตลอด ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหนผมก็ไม่เคยลืมจินจินได้เลยครับ” อี้เฟิงพูดขึ้นมาอย่างเสียงดังฟังชัดปราศจากความลังเลบนใบหน้า
“ดีๆ กล้าหาญสมกับเป็ผู้ปกป้องประเทศ แล้วเธอยังไม่มีครอบครัวอีกเหรออายุก็ไม่น้อยแล้วนะ หากจะมาทำเป็เล่นๆกับลูกสาวลุงก็ไปซะเพราะเธอก็น่าจะรู้ว่าอาจินเคยผ่านการแต่งงานและการหย่าร้างมาก่อน” ซูิก็ถามคนที่เขาเห็นมาั้แ่เล็ก
“ผมทราบดีครับ ผมไม่มีครอบครัวและก็ไม่มีใครในใจครับนอกจากผู้หญิงที่ชื่อซูเย่วจินแล้ว ผมเองก็ไม่คิดจะแต่งงานกับใครทั้งนั้นผมขอพูดอย่างเห็นแก่ตัวก็ได้ครับว่า ผมดีใจมากเมื่อรู้ว่าเย่วจินหย่ากับสามี
เพราะผมเองก็เฝ้ารอเธอมาตลอด ผมหวังว่าถ้าชีวิตเธอมีความสุขผมก็จะยินดีกับเธอ แต่เมื่อผมได้ยินข่าวของเธอ ที่ไม่ความสุขผมเองก็ทุกข์ใจมากเช่นกันครับ ทำให้วันนี้ผมได้มาเยือนบ้านตระกูซูแห่งนี้” อี้เฟิงพูดออกมาอย่างยืดยาว หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าใบหูของเขามีสีแดงที่ตัดกันกับผิวคล้ำแดดของเขา
ด้านซินซินที่ถูกคุณปู่วางลงกับพื้นั้แ่ที่เข้ามาในห้องโถงแล้ว เมื่อเธอได้ยินสิ่งที่คุณปู่พูดออกมา เธอก็แอบยกนิ้วโป้งให้กับคุณปู่ในใจพร้อมกับคิดว่าคุณปู่คุณแน่มาก ช่างกล้าหาญสุดๆ
เย่วจินที่ได้ยินคำสารภาพอย่างกระทันหันของชายผู้ที่อยู่ในความทรงจำของเธอมาตลอดก็พาให้หัวใจเต้นระส่ำและใบหน้าของเธอก็เริ่มปรากฎสีแดงขึ้นจางๆ เธอเองก็ต้องใช้ความพยายามในการเก็บอาการของตนเพื่อไม่ให้มีการแสดงออกที่มากเกินไป
จินเป่า เมื่อได้ยินชายผู้มาเป็แขกของบ้านกล้าพูดถึงความในใจ ของเขาที่มีต่อผู้เป็แม่ของตนก็ทำให้เขามีความรู้สึกนับถือในความกล้าหาญและความมั่นคงในความรักที่เขามีให้กับผู้เป็แม่ของตนเป็อย่างมาก
ถ้าหากว่าแม่ของเขาและชายผู้นี้ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันเขาก็พร้อมที่จะสนับสนุน เพราะเขาอยากให้แม่ของเขาได้มีความสุขบ้าง แต่ที่เขาแปลกใจมากที่สุดก็คือทำไมลูกสาวตัวน้อยของเขาถึงได้ทำเหมือนรู้จักและสนิทสนมกับชายผู้เป็แขกมานานแสนนานกัน
“เย่วจินลูกเองก็ได้ยินที่อี้เฟิงพูดแล้ว ลูกคิดอย่างไรกับเื่นี้ ลูกพูดออกมาตามที่ลูก้าได้เลย เพราะพ่อกับแม่ก็พร้อมที่จะสนับสนุนลูกอยู่แล้ว ลูกไม่ต้องกลัวเื่คำครหาใดๆ ทั้งสิ้นเพราะลูกก็หย่ามาตั้งสามปีแล้ว” ซูิถามกับผู้เป็ลูกสาว เพราะเขาเองก็อยากที่จะเห็นลูกมีความสุขของตัวเองเช่นกัน
“หนูขอคุยกับอี้เฟิงเป็การส่วนตัวนะคะ” เย่วจินพูดขึ้นมาพร้อมกับลุกขึ้นยืนเพื่อที่จะออกไปคุยกับอี้เฟิงด้านนอก
“พี่เฟิงช่วยตามฉันออกมาหน่อยได้ไหมคะ”
“ครับ” อี้เฟิงตตอบรับด้วยใจที่เต้นตุ้มๆต่อมๆ เขายอมรับว่าเขากลัวการที่เย่วจินเรียกเขาออกมาเพื่อจะปฏิเสธ บอกตามตรงให้ไปรบรากับข้าศึกเขายังไม่กลัวเหมือนตอนนี้เลย
ทั้งคู่หายกันออกไปสักพักก็พากันกลับเข้ามา พวกเขาที่อยู่ในห้องโถงต่างก็พากันมองไปที่คนทั้งคู่เขาเห็นแต่สีหน้ายิ้มแย้มของชายผู้เป็แขก ผิดกับสีหน้านิ่งเฉยของเย่วจิน แต่เมื่อมองดูให้ดีก็จะเห็นได้ว่า ดวงตาของเย่วจินก็ฉายชัดถึงความสุขออกมา
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็นคนตระกูลซูและแขกผู้มาเยือนก็พากันมาทานอาหารเย็น ก่อนที่ผู้เป็แขกทั้งสองจะขอตัวกลับค่ายของตนที่ตอนนี้ได้มาตั้งค่ายชั่วคราวอยู่ภายในตัวเมืองมณฑล
ตอนนี้ทุกคนในบ้านก็ได้มองเ้าตัวเล็กของบ้านเป็ตาเดียว เพราะ้าถามในสิ่งที่พวกตนสงสัยกัน เ้าตัวน้อยก็รู้ตัวแล้วว่าเื่ที่ตัวเองทำไปเมื่อตอนเห็นคุณปู่นั้นจะต้องถูกถามเป็แน่
“ถ้าหนูบอกทุกคนไปทุกคนจะคิดว่าหนูมีความผิดปกติหรือเปล่าคะ แล้วทุกคนจะยังรักหนูเหมือนเดิมไหมคะ” เ้าตัวน้อยถามคนในครอบครัวขึ้นมาด้วยความไม่มั่นใจ
“ไม่ต้องกลัวนะลูกทุกคนจะยังรักหนูอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปแน่นอนทวดรับประกันแทนทุกคนเอง แต่ว่าเื่ที่หนูจะบอกจะเป็อันตรายกับหนูหรือเปล่า” ซูิถามเหลนตัวน้อย เขาและคู่ชีวิตก็เพิ่งจะมารู้จากปากของเย่วจินที่เล่าให้ฟังถึงพฤติกรรมของเหลนตัวน้อยที่มีต่ออี้เฟิง
“คือว่าหนูเคยฝันว่าหนูเคยได้อยู่กับคุณปู่อี้มาก่อน ในฝันของหนูตอนนั้น ไม่ใช่ในยุคสมัยนี้ค่ะ เพราะว่ายุคนั้นเป็ยุคแห่งความเสรี
ประชาชนมีอิสระในการกระทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น อย่างเช่นการค้าขาย การเรียนถึงระดับมหาวิทยาลัยหรือสูงกว่า อาหารการกินก็ไม่มีการขาดแคลนเหมือนกับตอนนี้ ผู้คนไม่ว่าจะชายหรือหญิงต่างก็มีฐานะทางสังคมเท่าเทียมกัน
หนูและคุณปู่อี้มีกันอยู่แค่สองคนค่ะ ในฝันนั้นหนูไม่มีพ่อและแม่ไม่มีพี่น้อง มีแต่คุณปู่ที่เลี้ยงหนูมาและส่งหนูให้เข้าเรียนจนถึงระดับมหาวิทยาลัยทำให้หนูสามารถมีงานที่ดีๆ ทำ จนเมื่อหนูมีเงินเก็บมากมาย คุณปู่อี้ในฝันก็มาจากหนูไป
จนวันนี้ที่หนูได้มาเจอกับคุณปู่อีกครั้งจึงทำให้หนูรู้สึกดีใจมาก ไม่ใช่ว่าหนูจะไม่รักทุกคนนะคะ หนูรักทุกคนในตอนนี้มากๆเลยค่ะ แล้วหนูเองก็ดีใจที่ได้มีพ่อ แม่ พี่ชาย คุณย่า คุณทวดทั้งสองคนด้วย ดังนั้นทุกคนอย่าหาว่่าหนูแปลกแล้วไม่รักหนูเลยนะคะ” เ้าตัวน้อยพยายามอย่างมากที่จะพูดช้าๆ และยาวๆออกมา
ตอนนี้เ้าตัวน้อยก็มีน้ำตาคลออีกรอบแล้ว หลังจากที่ร้องไห้ตอนเจอคุณปู่ ตอนนี้ก็มาร้องไห้เพราะความกังวลว่าคนในครอบครัวจะไม่รักอีก เมื่อผู้ใหญ่ทุกคนรวมทั้งซ่านซ่านที่เห็นว่าเ้าตัวเล็กของบ้านที่ยิ้มแย้มอยู่เสมอร้องไห้
พวกเขาทุกคนต่างก็รีบพากันเข้าไปกอดและปลอบเ้าตัวเล็กกันยกใหญ่ เพื่อที่จะไม่ให้เ้าเด็กน้อยคิดมากจิวจิวเองเมื่อเห็นคู่หูของตนร้องไห้มันก็รีบะโขึ้นมาบนตักของผู้เป็เพื่อนเพื่อจะปลอบใจเช่นกัน
“ไม่ต้องร้องนะครับลูก หนูเห็นไหมว่าทุกคนรักหนูมากขนาดไหน มันจะเป็เื่จริงหรือว่าความฝันก็ปล่อยมันไปเถอะครับเพราะเวลานี้ลูกมีพ่อแม่ พี่ชายมีครอบครัวที่รักหนูอย่างมากมาย” จินเป่าปลอบลูกสาวผู้เป็ดวงใจของเขา
“ค่ะ หนูจะไม่ร้องไห้แล้ว เพราะทุกคนรักหนูมากฮ่าๆ” เ้าตัวน้อยพูดขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะไปด้วย เธอรับรู้แล้วว่านี่สินะที่เขาเรียกว่าครอบครัว และเป็ครอบครัวของเธออย่างแท้จริงด้วย
ตกดึกคืนนั้นหิมะก็ยังคงตกอย่างต่อเนื่องและโหมกระหน่ำมากขึ้นไปอีก จนน้ำในทะเลสาบก็เริ่มที่จะเป็น้ำแข็งชั้นบางๆ ก่อขึ้นมาแล้ว ขณะที่ซินซินกำลังหลับอยู่นั้นก็เหมือนได้ยินเสียงเรียกมาจากที่ไกลๆ
“ธิดาน้อย ธิดาน้อย ได้โปรดมาช่วยเราด้วยธิดาน้อย” เสียงที่ร้องเรียกนั้นบ่งบอกถึงความโศกเศร้าเป็อย่างมาก
ซินซินตัวน้อยก็ยังคงหลับอย่างไม่รู้เื่และก็เกาพุงป่องๆ ของตนต่อไป จนกระทั้งใกล้จะถึงเวลาเช้า
“เ้าตัวน้อย เ้านี่นอนขี้เซาเสียจริง เ้าไม่ได้ยินเสียงที่มีใครมาเรียกเพื่อขอความช่วยเหลือเลยเหรอ เดือดร้อนถึงข้าต้องมาเข้าฝันเ้าอีกแล้ว ซินซินตอนนี้กำลังนั่งตาแป๋ว มองเ้าแม่หนี่วา แล้วก็ฟังอย่างตั้งใจไปด้วย พรุ่งนี้เ้าจงไปที่ทะเลสาบจิวหูแล้วเ้าจะรู้เื่เอง”
หลังเ้าแม่พูดจบ เ้าแม่ก็จากไป พร้อมกับเ้าตัวน้อยที่ตื่นขึ้นมาจากอาการหลับไหลด้วยความมึนงง