หลังจากที่คิมหันต์ส่งเซร่ากลับเข้าสถานทูตเรียบร้อยแล้ว ก็ตรงกลับบ้านทันที และพบว่าเหมันต์ได้กลับมาถึงบ้านก่อนเขาแล้ว
คิมหันต์มองไปยังห้องของเหมันต์ซักครู่ ก่อนจะตัดสินใจเคาะประตูเรียกเหมันต์
เหมันต์รู้สึกแปลกใจที่คิมหันต์มาหาเขาถึงห้อง แต่เขาก็มีบางสิ่งที่อยากจะพูดคุยกับคิมหันต์อยู่แล้ว
“นายมีอะไรหรือ?”
“ฉันอยากให้นายช่วยหาข้อมูลอะไรซักอย่างให้หน่อยน่ะ”
“ข้อมูล? เกี่ยวกับเื่อะไรล่ะ?”
“รายชื่อของนักเรียนที่อยู่ในชมรมเคนโด้น่ะ”
คิมหันต์บอกเหมันต์เสียงเรียบๆ เหมันต์นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง และจ้องมองชายหนุ่มอย่างค้นหา
“นาย้ารายชื่อนักเรียนในชมรมเคนโด้ไปทำอะไร?”
เหมันต์ย้อนถามคิมหันต์เสียงเรียบ พร้อมกับเอานิ้วขยับกรอบแว่นของเขาอย่างเคยชิน
“นายอย่าเพิ่งถามอะไรฉันก่อนได้มั้ย?”
“นายคิดว่าคนที่ทำร้ายแคลร์จะเป็คนในชมรมเคนโด้อย่างนั้นหรือ?” เหมันต์ถามดักคอคิมหันต์อย่างรู้ทัน
“มันก็...ไม่แน่เสมอไปนี่” คิมหันต์ตอบแบบกึ่งรับกึ่งสู้ เพราะตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ใจมากนัก
“อะไรทำให้นายคิดแบบนั้น?”
“ฉันไปคุยกับเพื่อนของยัยแคลร์มา หล่อนบอกว่าอาวุธที่คนร้ายใช้เป็ไม้ลักษณะเหมือนดาบญี่ปุ่นน่ะ”
“จริงหรือ?”
“แล้วนายคิดว่าไงล่ะ?” คิมหันต์ย้อนถามเสียงเรียบ
“ผู้อำนวยการ สั่งให้ฉันกับฮิเดกิช่วยกันสืบหาข้อมูลที่จะช่วยให้มิยาเกะซังพ้นข้อกล่าวหา” เหมันต์อธิบายให้คิมหันต์ฟัง
“ฉันแค่คาดเดาว่า คนร้ายน่าจะเป็คนที่ถนัดกีฬาเคนโด้ แต่ก็ไม่แน่เสมอไปหรอก ดังนั้นนายช่วยหารายชื่อนักเรียนในชมรมเคนโด้ให้ฉันได้รึเปล่า?”
“ได้สิ”
เหมันต์รู้ดีว่าคิมหันต์รู้อะไรมากกว่านั้นเป็แน่ แต่ตามนิสัยของคิมหันต์แล้ว หากอะไรที่เขาไม่ยอมบอก คิมหันต์จะไม่ยอมปริปากออกมาแม้แต่นิดเดียว
ตอนนี้เหมันต์ทำได้แค่เพียงให้ความร่วมมือเท่านั้น
เพื่อช่วยเหลือเซร่าหญิงสาวที่เขาไม่อยากให้เธอต้องตกเป็อันตรายจากอิทธิพลของมิสเตอร์เบนสัน พ่อของแคลร์
เหมันต์ใช้เวลาในการค้นหา File ที่เป็รายชื่อนักเรียนในชมรมเคนโด้เพียงไม่นานนัก ก็สามารถ Print รายชื่อและที่อยู่ ของนักเรียนในชมรมเคนโด้ออกมาได้หมดทุกคน
“ขอบใจนะ” คิมหันต์รับรายชื่อนักเรียนทั้งหมดมาดู
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นายก็จะอยู่ข้างมิยาเกะซังใช่มั้ย?”
“ฉันเชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง นายไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอก”
“ฉันก็หวังว่า นายจะทำในสิ่งที่ถูกต้องนะ”
เหมันต์มองตามหลังของคิมหันต์อย่างครุ่นคิด เขารู้สึกสงสัยว่าคิมหันต์จะมีความรู้สึกกับเซร่ามากกว่าเพื่อนธรรมดาหรือไม่
ปกติคิมหันต์จะไม่สนใจผู้หญิงคนไหนมากขนาดนี้มาก่อน
มิยาเกะ เซร่าเป็ผู้หญิงคนแรก นอกจากออยเฟ่ย์
หากเป็เช่นนั้นจริง นี่คงเป็อีกครั้งที่เขาและคิมหันต์จะรู้สึกชอบผู้หญิงคนเดียวกัน
คิมหันต์วางกระเป๋าเป้และแผ่นกระดาษรายชื่อทั้งหมดไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ จากนั้นก็ตรงเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำชำระร่างกายและความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นภายในวันนี้
ชายหนุ่มปล่อยให้สายน้ำจากฝักบัวไหลผ่านร่างกายที่กำยำของเขา พร้อมกับปลดปล่อยความคิดที่หนักอึ้งอยู่ภายในหัวสมองให้ปลอดโปร่ง
ตอนนี้คิมหันต์กำลังสองจิตสองใจ ใจหนึ่งเขาอยากให้เซร่าพ้นข้อกล่าวหา แต่อีกใจหนึ่งเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเื่นี้ เพราะกลัวว่าออยเฟ่ย์จะมีส่วนเกี่ยวข้อง
เขาไม่อยากให้หญิงสาวที่เขารักต้องมาตกอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัย ถ้ามันเป็ความจริง พ่อของแคลร์คงไม่มีทางปล่อยเธออย่างแน่นอน
กฎหมายของแคว้นนี้ไม่สามารถทำอะไร มิสเตอร์เบนสันได้
อำนาจของเงินที่เขามีอยู่ทำให้ตำรวจไม่กล้ายุ่งเกี่ยวกับตระกูลของมิสเตอร์เบนสันแม้แต่น้อย
คิมหันต์ปิดฝักบัว และสลัดไล่น้ำที่เกาะอยู่ตามเส้นผมของเขาออก พร้อมกับหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กมาเช็ดผมของเขา ก่อนที่จะใส่เสื้อคลุมออกมาจากห้องน้ำ
ชายหนุ่มเดินเช็ดผมไปพร้อมกับไปหยุดยืนอยู่หน้ากระจกแต่งตัว เขาจ้องมองเงาที่สะท้อนจากกระจกตรงหน้า ใบหน้าของเขามีแต่ความกังวล
คิมหันต์กลัวว่าการเปิดเผยตัวคนร้ายจะทำให้ออยเฟ่ย์เป็อันตราย
แต่หากเขาหาตัวคนร้ายไม่พบ เซร่าก็จะมีอันตรายไม่แพ้กัน
คิมหันต์ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า
เขาไม่น่าจะยื่นมือมายุ่งเกี่ยวกับเื่นี้เลย
เพราะอะไรทำให้เขาคิดยื่นมือช่วยเซร่ากันนะ
คิมหันต์ถอนสายตาจากกระจกเงาหันไปมองเศษกระดาษที่อยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือของเขาอย่างครุ่นคิด ความถูกต้องกับความรู้สึกของเขากำลังต่อสู้กันอยู่
พลันเขาก็เหลือบไปเห็นริบบิ้นสีฟ้าน้ำทะเลเลื่อมเป็เงาระยับที่ผูกติดกับกล่องใส่ปากกาทรงสูงที่เขาได้รับเป็ของขวัญวันเกิดจากออยเฟ่ย์เมื่อปีที่แล้ว
คิมหันต์เอื้อมมือไปดึงริบบิ้นที่ผูกอยู่จนติดมือของเขามา พร้อมกับจ้องมองดูอย่างครุ่นคิด
เขาคาดว่าริบบิ้นอันนี้น่าจะเป็ของเซร่าที่หลุดติดมาพร้อมกับกระเป๋าเป้สะพายของเขา เมื่อครั้งที่พบเจอกันครั้งแรกที่สะพานข้ามแม่น้ำลัวร์
คิมหันต์อดอมยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่ได้พบกันครั้งแรก รวมไปถึงวันที่เขารู้ว่าเซร่าคือเด็กนักเรียนอีกคนหนึ่งในห้องเรียนและนั่งติดกับเขา และหลายเหตุการณ์ที่เซร่ามักมีส่วนร่วมด้วยเสมอ
คิมหันต์รู้สึกลังเลอยู่ภายในใจไม่น้อยระหว่างความถูกต้องกับความรู้สึกส่วนตัว
“ฉันหวังว่า นายจะทำในสิ่งที่ถูกต้องนะ”
คำพูดของเหมันต์แทรกขึ้นมาภายในความคิดที่สับสนและลังเลของคิมหันต์
ชายหนุ่มตัดสินใจผูกริบบิ้นสีฟ้าน้ำทะเลไว้ที่เดิม พร้อมกับหยิบแผ่นกระดาษรายชื่อนักเรียนในชมรมเคนโด้ขึ้นมาดู
คิมหันต์เดินไปนั่งบนเตียงนอนของเขา และเริ่มต้นพิจารณาดูรายชื่อต่างๆ ที่อยู่ภายในแผ่นกระดาษอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อหาสิ่งที่เชื่อมโยงกันระหว่างแคลร์กับคนร้าย
ขณะที่คิมหันต์กำลังหาทางสืบตัวคนร้ายอย่างเคร่งเครียดนั้น เซร่ากลับนอนอยู่บนเตียงผ้าใบ และเหม่อมองดวงดาวบนท้องฟ้าตรงริมระเบียงของสถานทูต้าอย่างเลื่อนลอย ผมยาวสลวยของเซร่าบางส่วนที่หล่นลงระเรี่ยกับพื้นหินอ่อน
แต่เ้าตัวหาสนใจไม่ ภายในหัวของเซร่ากำลังครุ่นคิดถึงเื่ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายั้แ่เธอไปโรงเรียน รวมไปถึงความรู้สึกของฮิเดกิที่เธอเพิ่งรับรู้ในวันนี้
ตลอดเวลาที่ผ่านมาั้แ่เด็ก เซร่าไม่เคยมองฮิเดกิมากไปกว่าเพื่อนหรือพี่ชายเลยแม้แต่น้อย
เธอรู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่เขาคอยอยู่เคียงข้างเธอ ปกป้องเธอจากอันตราย และเป็คนที่เข้าใจเธอมากกว่าใครๆ
แต่วันนี้เมื่อเซร่ารับรู้ถึงความรู้สึกที่เขามีให้เธอมากกว่าคำว่าเพื่อน ทำให้เธอรู้สึกสับสนในใจมากยิ่งนัก
นอกจากเื่นี้แล้วเธอยังต้องเผชิญกับคำกล่าวหาว่าเป็คนทำร้ายแคลร์อีก
หญิงสาวรู้สึกเครียดที่เื่เลวร้ายหลายอย่างโถมเข้าใส่เธอโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
แต่เมื่อนึกถึงคิมหันต์ เซร่าก็รู้สึกอุ่นใจที่ชายหนุ่มเชื่อในตัวเธอ แต่การหาหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์มันช่างยากนัก
ในเมื่อหลักฐานที่อยู่ในมือผู้อำนวยการตอนนี้ก็ชี้ตัวเธออยู่แล้วว่า เป็คนที่ทำร้ายแคลร์อย่างแน่นอน
ยิ่งคิดเซร่ายิ่งรู้สึกกังวลใจว่าเธอจะผ่านเื่นี้ไปได้อย่างไร ในเมื่อเวลาที่ผู้อำนวยการให้ไว้นั้น เหลือเวลาเพียง 24 ชม. เท่านั้น
เซร่านอนครุ่นคิดเื่ต่างๆ ตรงระเบียงจนกระทั่งเผลอหลับไปอย่างเหนื่อยอ่อนโดยไม่รู้ตัว
จวบจนกระทั่งท่านทูตมิยาเกะมาพบ และต้องอุ้มร่างอันบอบบางของเซร่ากลับเข้าห้องนอน
ด้านแคลร์หญิงสาวซึ่งโดนทำร้ายและนอนสลบไม่ได้สติอยู่ภายในห้อง ICU มีเพียงลมหายใจแ่ๆ เท่านั้นที่บ่งบอกถึงการยังคงมีชีวิตอยู่
มิสเตอร์เบนสันยืนเฝ้ามองลูกสาวสุดที่รักของเขาเพียงคนเดียวอยู่ด้านหน้ากระจกของห้อง ICU ด้วยความรักและสงสาร ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล หากแววตามีแต่ความเคียดแค้นต่อคนที่กระทำสิ่งที่เลวร้ายกับลูกสาวของเขา
มิสเตอร์เบนสันจ้องมองร่างกายที่บอบช้ำของแคลร์นิ่ง พร้อมกับความคิดที่้าแก้แค้นระอุอยู่เต็มหัวใจ
“ใครที่ทำให้ลูกเป็แบบนี้ พ่อจะไม่ปล่อยมันไว้แน่”
มิสเตอร์เบนสันพึมพำออกมา ก่อนจะหันหลังและสั่งการให้ลูกน้องคนสนิทของเขาคอยเฝ้าดูแลแคลร์เอาไว้อย่าให้คลาดสายตา
คล้อยหลังที่มิสเตอร์เบนสันเดินไปไม่เท่าไหร่ แพทย์ที่ดูแลแคลร์ได้เข้ามาบอกกับลูกน้องคนสนิทให้ไปช่วยเอาเอกสารที่เค้าท์เตอร์พยาบาลด้านหน้า
ลูกน้องคนสนิทมีท่าทีลังเลใจ เพราะไม่อยากทิ้งคุณหนูของเขาเอาไว้ แต่แพทย์ยืนยันว่าต้องไปเอาเนื่องจากเป็เอกสารที่ใช้ยืนยันในการเข้ารักษาตัวของแคลร์
ลูกน้องคนสนิทจึงจำเป็ต้องตามแพทย์ไป คล้อยหลังเพียงเล็กน้อย ร่างของคนๆ หนึ่งก็มายืนจ้องมองแคลร์อยู่ด้านหน้ากระจกของห้อง ICU ด้วยแววตามุ่งร้าย
“อย่าสะเออะฟื้นขึ้นมาเด็ดขาดเลยนะ ไม่งั้นหล่อนตายแน่”
คนที่ยืนจ้องมองแคลร์อยู่พึมพำขู่ออกมาเสียงเข้ม แววตากร้าว ก่อนจะยิ้มเหยียดออกมาที่มุมปากและเดินจากไปภายใต้เงามืดของโรงพยาบาล