เสียงแตรรถยนต์ดังลั่นถนนกลางกรุงเทพฯ อากาศปนกับกลิ่นควันไอเสียและเหงืุ่์ ปะทะจมูกคินทาโร่ วัชรพงศ์ หรือที่ใครๆ เรียกสั้นๆ ว่า “คิน” จนเขามึนงงไปหมด
เขายืนอึ้งอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัย เป้เก่าๆ ในมือถูกกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด มันดูไม่เข้ากับชุดนักศึกษาสีขาวสะอาดเลยสักนิด ใบหน้าซีดเซียวซ่อนดวงตาสีแดงไว้ใต้คอนแทคเลนส์สีน้ำตาล ผมดำยุ่งเหยิงเหมือนเพิ่งตื่นนอน
คินมองไปรอบตัว เหมือนสัตว์ป่าที่หลงเข้ามาในเมืองใหญ่
“คนเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?”
เขาบ่นกับตัวเองเบาๆ
ยังไม่ทันตั้งสติดี นักศึกษาคนหนึ่งก็เดินชนไหล่เขาแล้ววิ่งผ่านไปโดยไม่สนใจ
คินสะดุ้ง รีบจับไหล่ตัวเอง เช็กว่าทุกอย่างยังอยู่ดี
กลิ่นของมนุษย์รอบตัวมันยั่วใจเกินไป
สำหรับแวมไพร์มือใหม่ที่เพิ่งมาถึงโลกนี้ได้ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง ภารกิจของเขาชัดเจน
ต้องดูดเืมนุษย์ให้ได้ภายในเจ็ดวัน
ถ้าไม่สำเร็จ จะถูกเรียกกลับไปยังโลกแวมไพร์
และหมดโอกาสเป็แวมไพร์เต็มตัวไปตลอดชีวิต
คินสูดหายใจลึก พยายามควบคุมสัญชาตญาณที่เริ่มตื่นตัวจากกลิ่นเืในฝูงชน
เขาเดินตามแผนที่ในมือ กระดาษยับยู่ยี่ที่ได้มาจาก “เส้น” ของแวมไพร์าุโที่ช่วยให้เขาเข้าเรียนที่นี่
ตั้งใจจะไปตึกเรียน
แต่เดินไปเดินมาก็หลงทาง
แผนที่ในมือเหมือนเขียนด้วยภาษาที่อ่านไม่ออก
ถนนในมหาวิทยาลัยก็วกวนจนงงไปหมด
สุดท้าย คินยืนเกาหัวอยู่หน้าตึกที่ไม่แน่ใจว่าใช่ตึกเรียนหรือเปล่า
“น้อง หลงทางเหรอ?”
เสียงใสๆ ดังขึ้นจากข้างหลัง
คินหันไปเจอผู้ชายในชุดนักศึกษา ผมสั้น กอดสมุดสเก็ตช์บุ๊กไว้แน่น
เขายิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสะอาด ติดเข็มกลัดคณะเหมือนของคิน
“เราชื่อปั้นชา ปีหนึ่งเหมือนกัน คณะเดียวกันเลย ไปตึกไหนอ่ะ?”
คินมองด้วยความระแวง
มนุษย์คนนี้ดูเป็มิตรเกินไป
“เอ่อ... เราชื่อคิน จะไปตึก A ครับ”
เขาก้มลงดูแผนที่ในมือ
“ตึก A? น้องอยู่ตรงนี้มันตึก C นะ!”
ปั้นชาหัวเราะ แล้วคว้าแขนคินลากไปทันที
โดยไม่รอให้ปฏิเสธ
“ไปๆ เดี๋ยวพี่พาไปเอง น้องน่ารักจัง หน้าใสเหมือนหลุดมาจากอนิเมะเลย มาจากเื่ไหนเนี่ย?”
คินหน้าแดง ไม่รู้จะตอบอะไร
ไม่เข้าใจคำว่าอนิเมะด้วยซ้ำ
แต่รู้สึกว่าปั้นชาพูดเก่งมาก
เธอเดินนำไปพร้อมกับเม้าท์เื่ชมรมในมหาวิทยาลัยไม่หยุด
คินพยายามฟัง
แต่สมาธิกลับไปอยู่ที่กลิ่นหอมๆ จากกลุ่มนักศึกษาที่เดินผ่าน
กลิ่นเืมนุษย์ยั่วใจจนเขาต้องกำมือแน่น
สุดท้าย ปั้นชาก็พาคินมาถึงตึกเรียน
ก่อนที่เขาจะได้ขอบคุณ ยื่นกระดาษฉีกสีชมพูให้
“นี่เบอร์พี่นะ หลงอีกโทรมาได้เลย”
ปั้นชายิ้มเ้าเล่ห์แล้ววิ่งจากไป
คินยืนงงกับกระดาษในมือ
บ่ายวันนั้น หลังจากรอดจากการหลงทางรอบสอง
คินตัดสินใจไปดูชมรมตามที่ปั้นชาแนะนำ
เขาเดินไปถึงสนามกีฬาในร่มที่ชมรมคาราเต้กำลังซ้อมกัน
เสียงะโดังลั่น
คินแอบมองอยู่หน้าประตู
กลิ่นเหงื่อและพลังงานของมนุษย์ตีขึ้นจมูกจนเขี้ยวเริ่มงอก
แล้วเขาก็เห็นพายุ
รุ่นพี่ปีสาม ผมดำรองทรง เปียกเหงื่อ
ผิวแทน กล้ามแขนและอกชัดเจนใต้ชุดคาราเต้
พายุกำลังซ้อมกับรุ่นน้อง
ท่าทางของพายุแข็งแรงเหมือนนักล่า
คินกลืนน้ำลาย
กลิ่นเืจากพายุดึงดูดใจเหมือนน้ำผึ้งผสมกลิ่นดอกไม้ป่า
เขาอยากเข้าไปใกล้กว่านี้
“น้อง มาดูคาราเต้เหรอ?”
เสียงทุ้มของพายุดังขึ้น
คินสะดุ้งสุดตัว
รุ่นพี่หันมามอง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจ้องมาพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์
“เข้ามาดูข้างในสิ อย่ายืนแอบแบบนั้น ดูเหมือนผีเลยนะ”
คินหน้าแดง ก้าวเข้าไปในยิมอย่างเก้ๆ กังๆ
“ผม... แค่มาดูเฉยๆ ครับ”
เขาพูดเสียงสั่น
พยายามไม่มองกล้ามเนื้อใต้ชุดคาราเต้ หรือกลิ่นเืที่ยั่วใจจนหัวใจเต้นแรง
“ชื่ออะไร?”
พายุถามตอนที่เช็ดเหงื่อ
คินรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุนเมื่อรุ่นพี่เดินเข้ามาใกล้
กลิ่นเืยิ่งชัดจนต้องกำมือแน่น
“คิน... คินทาโร่ครับ”
เขาตอบเสียงเบา
พายุยกคิ้ว มองเหมือนจะมองทะลุคอนแทคเลนส์
“น่ารักดีนะ มาลองฝึกคาราเต้กับพี่มั้ย?”
พายุยิ้มกว้าง
คินแทบล้ม
ไม่รู้ว่าการฝึกของมนุษย์คืออะไร
แต่ที่แน่ๆ สัญชาตญาณแวมไพร์ในตัวเขากำลังกรีดร้อง
ให้เข้าไปใกล้พายุมากกว่านี้
ใกล้จนถึงคอเลยทีเดียว