“พี่เชน ตื่นเร็ว”
เสียงเรียกข้างหูทำให้ชายหนุ่มลืมตาขึ้น
“มีอะไร”
สารถีร่างท้วมชำเลืองมองกระจก กุมพวงมาลัยแน่น
“พอออกจากร้านข้าวต้มผมเห็นรถเก๋งสีดำตามหลังมา ตอนแรกนึกว่าคิดมากไปเอง แต่ขับมาหลายสิบกิโลแล้วมันตามหลังรถเรามาตลอด เอาไงดีทีนี้”
“หักออกซ้าย” ชายหนุ่มออกคำสั่งมือขวาแตะเอวด้านขวาของตัวเองเหลือบมองกระจกข้างเห็นรถเก๋งสีดำหักเลี้ยวตามมาอย่างช้าๆครั้นรถวิ่งถึงทางตรงได้ราวสามร้อยเมตร เป็เส้นทางไม่มีรถวิ่งไปมามีความมืดโรยตัวทั่วบริเวณ
“เหยียบให้มิดพอถึงทางโค้งข้างหน้าให้หักเลี้ยวซ้ายเลย”
คนขับรีบทำตามคำบอกนั้นในทันทีเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดขึ้นในจังหวะเลี้ยวอย่างกระทันหันยังผลให้รถเก๋งญี่ปุ่นสีดำซึ่งพุ่งทะยานตามมาหักพวงมาลัยตามแทบจะในทันทีและเกิดอาการเสียหลักจนรถหมุนคว้าง ได้ยินเสียงเบรกจนตัวโก่ง
เชนกุมปืนพกเบเร็ตต้าสีดำไว้ในอุ้งมือมันเป็ปืนระบบกึ่งอัตโนมัติ ขนาดจิ๋ว สามารถพกซ่อนได้ง่ายเขาหาซื้อไว้ตอนก่อนออกจากเรือนจำในราคาไม่แพงนัก ใช้งานสะดวก มีกลไกง่ายๆไม่ซับซ้อน แต่อานุภาพของมันรุนแรง ทรงประสิทธิภาพขัดแย้งกับรูปทรงโดยสิ้นเชิง
เมื่อรถแล่นพ้นโค้ง เขายื่นหน้าออกจากหน้าต่างลั่นไกส่งะุพุ่งออกไป เป็เวลาเดียวกันกับขบวนรถไฟทางด้านหลังวิ่งผ่านมาเสียงคำรามของเครื่องจักรกลบเสียงปืนเสียสนิท
“ขับออกไปทางสมุทรสาคร”
คนขับพารถทะยานข้ามทางรถไฟตามคำสั่ง
“เราจะไปไหนกันพี่ไอ้พวกนั้นจะตามมาอีกหรือเปล่า แล้วพี่มีญาติแถวนั้นหรือไง”
“พอมีคนรู้จักอยู่แถวนั้นคงจะกบดานที่นั่นสักพัก”
ชิตพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหักพวงมาลัยเลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกเบื้องหน้า
“ไม่รู้ว่าพี่มีญาติอยู่ด้วย”
“ไม่เชิงญาติหรอกเป็เพื่อนเก่ากับเตี่ย เป็คนเก่าแก่ กว้างขวางพอตัวคงไม่มีใครมากวนอีกสักพักนั่นแหละ”
“อย่างนั้นหรือ” ชิตถามเสียงเบา“แต่ว่า ไม่ใช่ญาติ แล้วเขาจะรับคนอย่างพวกเราไว้หรือ”
เขาเอนร่างพิงกับเบาะ แหงนมองท้องฟ้ามืดมิดมีแสงกะพริบของดาวส่องประกาย
…………………………….
เกือบห้าทุ่มแล้วแต่เกดยังไม่นอน
หญิงสาวมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นกิ่งก้านต้นไม้ดูเหมือนแขนของั์ตัวโตแกว่งไกวไปมาตามแรงลม บางครั้งส่งเสียงกรูเกรียวราวกับจะทักทายมนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่งซึ่งนั่งดูอยู่นานแล้ว
เกดไม่รู้ว่าทำไม เมื่อฤดูร้อนมาถึงได้เห็นดอกไม้ชูช่ออยู่บนกระถาง ริมกำแพง หรือวางเรียงรายตามถนนใหญ่ความสุขเหมือนจะหลั่งท้นอยู่ภายใน
ยิ่งหลังฝนในฤดูร้อนซาลงแล้วได้เห็นน้ำค้างเกาะพราวปนอยู่บนใบไม้ สูดกลิ่นระรวยของดอกไม้ ทำให้หัวใจตื้นตัน
แต่บางครั้ง บรรยากาศรายล้อมอย่างในขณะนี้ก่อให้เกิดความเหงาอย่างสุดบรรยาย ว้าเหว่จนอยากหาใครสักคนพูดคุยด้วยรู้สึกได้ถึงความหม่นหมองในหัวใจ
หญิงสาวค่อยๆ ดึงลิ้นชักทางขวามือหยิบบันทึกเล่มหนึ่งออกมา เป็สมุดปกสีเืหมู นอกจากจะเป็ไดอารี่บันทึกเื่ราวเกี่ยวกับผู้คนสถานที่แห่งความทรงจำไว้มากมายแล้วบันทึกเล่มนี้ยังซุกซ่อนความรู้สึกอันไม่อาจเปิดเผยไว้ด้วย
มือของหญิงสาวสั่นเมื่อพลิกหน้าสมุดบันทึกทีละหน้า ก่อนมาหยุดชะงักกับภาพหนึ่งตรงท้ายเล่ม
นั่นคือภาพงานเลี้ยงฉลองจัดขึ้นในลานกว้างของโบสถ์มีผู้คนมากมายมาร่วมงาน จับสลากของขวัญ มีธงสีสันแปลกตาโบกสะบัดไปมาเป็งานเลี้ยงมากสีสัน มีชีวิตชีวา
มุมหนึ่งมองไกลๆคือเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังเผยอยิ้ม ดวงตาสุกใส
มองอดีตอันผ่านเลยเพียงภาพเดียวแต่กลับหนาวสะท้าน
จิตกระหวัดไปถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเย็นใบหน้าเข้ม หนวดเรียวยาว มีไรเคราอ่อนๆ ใต้ปลายคางในรถคันนั้น แต่คงเป็ไปไม่ได้
เกดเรียกชื่อหนึ่งด้วยเสียงแ่เบาจนตัวเองไม่ได้ยิน
……………………………………………………
“เชน”
คนพูดเป็ชายหนุ่มเชื้อสายจีน ร่างท้วมกำลังยืนอยู่หน้าประตูของบ้านเดี่ยวสีขาว ครึ่งตึกครึ่งไม้ ทั่วบริเวณเปิดไฟสว่างไสว
“ใช่ผมชื่อเชน มาพบอาแปะ”
“นัดไว้หรือเปล่านี่ก็ดึกแล้ว มาพรุ่งนี้ไม่ดีกว่าหรือ” คนในบ้านถามเสียงห้วน
“ผมมาจากกรุงเทพฯตั้งใจมาที่นี่โดยเฉพาะ ผมรู้จักอาแปะดี”
หนุ่มจีนร่างท้วมหรี่ตามองชายแปลกหน้าสองคนแล้วเหลียวไปทางด้านหลัง
“คนกรุงเทพฯมาหาอาแปะเยอะแยะ ไม่ใช่ว่ามาแล้วจะได้เข้าทุกคน แล้วมีธุระสำคัญอะไร”
“ฟังชัดๆนะ ฉันชื่อเชน แซ่จาง” เสียงของชายหนุ่มเรียบ “อาแปะเป็เพื่อนกับพ่อฉันแกบอกว่าออกจากคุกเมื่อไหร่ให้มาหา”
“ถ้างั้นผมต้องขอโทษผมเพิ่งมาอยู่ไม่นาน แกกำชับเสมออย่าให้ใครเข้าบ้านง่ายๆ ต้องถามให้ละเอียดเสียก่อน” หนุ่มเชื้อสายจีนพูดเสียงค่อย
แล้วประตูบ้านก็เปิดออก
หนุ่มจีนร่างท้วมเดินตัดสนามหญ้าเลี้ยวเข้าประตูกระจกสู่ห้องรับแขกให้ทั้งสองคนนั่งลงเรียบร้อยแล้วเดินหายไปทางหลังบ้าน
“บ้านเพื่อนพ่อพี่ใหญ่โตกว้างขวางดีจังแฮะ ฐานะคงไม่เบา”
เชนไม่ได้ตอบคำถามของรุ่นน้องเมื่อมองผ่านประตูกระจกห้องรับแขกออกไปเห็นเรือนสีขาวชั้นเดียวตั้งตระหง่าน
“อ้าวอาเชน”
เชนยิ้มให้กับชายร่างผอมบางผมสีดอกเลาในเสื้อแขนยาวสีดำ กางเกงแพรสีน้ำเงินก้าวลงจากบันไดโดยมีชายร่างท้วมเดินตามมาอย่างเงียบๆ
“ขอโทษทีเว้ยไอ้เหลียงมันเพิ่งมาใหม่ ไม่รู้จักหรอกใครเป็ใคร”
“ไม่เป็ไรครับแปะผมเข้าใจ”
“คนนี้ชื่อชิตรุ่นน้องผมเอง ไว้ใจได้ครับ” ชายหนุ่มว่าพลางสะกิดให้เพื่อนรุ่นน้องยกมือไหว้เ้าของบ้าน
“เออท่าทางทะมัดทะแมงดี คงจะ…”
“ครับอาแปะ”
“ออกมานานเท่าไหร่แล้ว”
“สามเดือนแล้วครับ”
“อ้าวแล้วไปหลบอยู่ไหน บอกแล้วไงออกมาเมื่อไหร่ให้มาหาอาแปะ อย่าไปยึดติดกับอดีตเว้ย”
เชนก้มหน้านิ่งไม่ตอบคำเขาใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำเกือบห้าปี จมอยู่ในฝันร้ายอันไม่สิ้นสุดตกอยู่ในความกลัว เต็มไปด้วยความระแวงระยะแรกของการเป็นักโทษโดนซ้อมจากขาใหญ่ในเรือนจำ บางครั้งก็โดนลงโทษจากผู้คุมเจ็บตัว สิ้นหวัง แต่หลังจากโดนเคราะห์กรรมสาดซัดจนชินชาชายหนุ่มก็ลุกขึ้นมาได้ในที่สุด
“เื่ทั้งหมดมันไม่เกี่ยวกับลื้อเลยแม้แต่น้อยเอ็งเป็แพะรับบาป เพราะเป็ลูกของ…”
เชนสบตามองเพื่อนเตี่ยแล้วนิ่งเงียบ
“อยู่ที่นี่แหละกบดานสักพัก”
“ขอบคุณอาแปะมาก” ชายหนุ่มยกมือไหว้พร้อมกับความรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองคงจะไม่ถึงกับแล้งไร้เสียทีเดียวนัก
………………………………….
ห้องพักที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ กว้างขวางพอจะนอนพักได้สองคนอย่างไม่อึดอัดหลังจากวางกระเป๋าเสื้อผ้าลงข้างเตียง เชนเดินไปตรงหน้าต่าง รูดม่านออก มองไม่เห็นอะไรนอกจากเงาดำปกคลุมดวงจันทร์จนเว้าแหว่งมองดูเหมือนั์ปากกว้างกำลังดูดกลืนแสงจันทร์ช้าๆ
ฟ้าคำรามเสียงดัง ตามมาด้วยแสงแปลบปลาบ
“ฝนตกแน่คืนนี้ฤดูร้อนปีนี้แปลกจังเลยพี่เชน ฝนตกเกือบทุกวัน” ชิตบ่นในขณะยุ่งอยู่กับการจัดเรียงเสื้อผ้ามากองไว้บนเตียง
“แต่พี่ชอบผมรู้ดี” ชิตยังพูดต่อไป
“ฝนตกหน้าร้อนชอบมองแม่น้ำ แล้วอะไรอีก อ้อ แล้วก็ผูกพันกับโบสถ์ฝรั่งในซอยแคบๆ นั่นด้วยอีก”
“อาบน้ำเตรียมนอนได้แล้ว อย่าเพ้อเจ้อให้มาก” เขาพูดตัดบท