บทที่ 9 การยึดครอง (1)
ในปี 2028 ประธานาธิบดีของรัสเซีย อีวาน อีวานอฟ ผู้มีพลังสายป้องกันแรงก์ A ได้เสียชีวิตลง
สาเหตุของการเสียชีวิตคือการลอบสังหารโดยพวกอนาธิปไตย*[1]ที่วางกับดักในดันเจี้ยนระดับ A
นอกเหนือจากทฤษฎีสมคบคิดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการตายของเขาแล้ว ผลกระทบจากการตายของเขานั้นยังเหนือความคาดหมายอีกด้วย
ทันทีที่เขาเสียชีวิตลง ในรัสเซีย กลุ่มคอมมิวนิสต์ กลุ่มธุรกิจบริษัท และผู้สมรู้ร่วมคิดกับระบอบเก่าได้ลุกฮือขึ้นและแบ่งแยกทั้งประเทศออกจากกัน
ระบบการคุ้มกันประตูที่รัสเซียภาคภูมิใจก็ถูกพังทลายลง
ในไม่ช้าดันเจี้ยนที่อยู่ทั่วรัสเซียก็เกิดแตกขึ้นมา รัฐบาลรัสเซีย สมาคมผู้มีพลังพิเศษ และกิลด์ต่างล้มเหลวไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไป
ท้ายที่สุดเหล่าสัตว์ประหลาดที่หลบหนีออกจากดันเจี้ยนได้ก็เริ่มข้ามพรมแดนและแพร่กระจายไปยังยุโรป จีน และสหรัฐอเมริกา ทำให้ทั้งโลกตกอยู่ในความโกลาหล
ใน่เวลาแห่งความโกลาหลที่เรียกว่าการรุกรานของสัตว์ประหลาด สิ่งที่นักล่าจากแต่ละประเทศเลือกทำคือการนัดหยุดงาน
“ในขณะเดียวกัน เราได้รับการปฏิบัติอย่างน่าขันและสังเวยชีวิตในการบุกโจมตี แต่เราจะไม่ตกอยู่ในสภาพทาสอีกต่อไป เราจะต่อสู้เป็น้ำหนึ่งใจเดียวกันจนกว่าจะถึงวันปลดแอก!”
เมื่อนักล่าที่ควรจะจับสัตว์ประหลาดหยุดงานประท้วง พลเมืองของประเทศอื่น ๆ ที่หัวเราะเยาะการล่มสลายของรัฐรัสเซียย่อมหันไปสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลของตนเอง
เป็ผลให้ประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป และจีนประสบความสำเร็จในการหาทางลงอย่างนุ่มนวลโดยการรวมนักล่าเข้าเป็ส่วนหนึ่งของระบอบการปกครองของตนเอง
แต่เกาหลีกลับล้มเหลวในการทำแบบนั้น
รัฐบาลในสมัยนั้นซึ่งเคยถือว่านักล่าเป็ชนชั้นที่มีสิทธิพิเศษและดูถูกพวกมัน ปฏิเสธคำขอของนักล่า
นอกจากนี้ยังกดดันให้สมาคมผู้มีพลังพิเศษแห่งเกาหลีประกาศให้นักล่าที่เข้าร่วมการประท้วงหยุดงานให้เป็ผู้ร้าย และตอบโต้การประท้วงหยุดงานที่รุนแรงกว่าประเทศอื่นๆ
มิหนำซ้ำ ดันเจี้ยนก็เกิดแตกขึ้นที่ใจกลางกรุงโซล ในสถานการณ์ที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นมาก่อนระหว่างที่นักล่าและกลุ่มรัฐบาลกำลังต่อสู้กัน
ดันเจี้ยนที่พังทลายลงต่อมาคือระดับ B และสัตว์ประหลาดที่โผล่ออกมาคือกลุ่มของตั๊กแตนตำข้าวั์ที่ฉลาดล้ำไม่เหมือนกับสัตว์ประหลาดตัวอื่น ถึงขนาดที่ว่าแม้แต่บอสระดับต่ำในดันเจี้ยนก็ยังถูกพวกมันมองว่าเป็เหยื่อ
ตั๊กแตนั์ที่ฉลาดมากไม่ได้เข้าใกล้บริเวณที่นักล่าอยู่ด้วยซ้ำ และพวกมันก็มักสุ่มจับพลเรือน
ผู้คนมากมายถึงสองพันคนถูกพวกมันเคี้ยวและกินทั้งเป็ และมีมากถึงสามพันคนที่ต้องพิการ
ไม่เพียงแค่นั้น ตั๊กแตนตำข้าวั์ยังเข้ายึดศูนย์ราชการและศาลาว่าการกรุงโซล ทำให้การบริหารของรัฐบาลกลางและกรุงโซลหยุดชะงักไปชั่วคราว
ประชาชนและสื่อต่างวิพากษ์วิจารณ์นักล่าที่ไม่ยกเลิกการนัดหยุดงานแม้ในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ แต่นักล่าก็ไม่ยอมเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
ในท้ายที่สุด เมื่อดันเจี้ยนก็แตกเป็ครั้งที่สองเกิดขึ้นในอิลซานและมีผู้ได้รับาเ็อีกหลายพันคน ความคิดเห็นของสาธารณชนก็ล้มเลิกไป
สื่อและกลุ่มพลเมืองที่วิพากษ์วิจารณ์นักล่าหันศรของการวิพากษ์วิจารณ์ไปที่รัฐบาล
ในที่สุด เมื่อคะแนนความนิยมของประธานาธิบดีเหลือเพียง 1% รัฐบาลก็ยกธงขาวและยอมจำนนต่อนักล่า
ประธานาธิบดีต้องลงจากตำแหน่ง และสภาแห่งชาติถูกยุบ สมาชิกลาออกทั้งหมด
นักล่าที่ชนะการต่อสู้ได้สร้างองค์กรของตนเองที่เรียกว่า ‘สภาที่ปรึกษาแห่งชาติ’ และภายหลังจากการลาออกของประธานาธิบดีและการยุบสภา พวกเขาได้แต่งตั้งรวบรวมฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติขึ้นใหม่
ในสมาคมผู้มีพลังพิเศษซึ่งพยายามประกาศให้ผู้เข้าร่วมเป็ตัวร้ายในสายตาของรัฐบาล สมาชิกทุกคนในคณะกรรมการบริหารองค์กรที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด ต่างลาออก และที่นั่งก็เต็มไปด้วยบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อโดยสภาที่ปรึกษาแห่งชาติ
ทั้งประเทศถูกครอบงำโดยเหล่านักล่า
ั้แ่นั้นมา สภาที่ปรึกษารัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งได้รับอำนาจเบ็ดเสร็จ ได้สร้างและขายใบอนุญาตนักล่ากิตติมศักดิ์ภายใต้ข้ออ้าง
ใบอนุญาตนักล่ากิตติมศักดิ์พวกนี้ แท้จริงแล้วมันก็แทบไม่ต่างจากการขายใบไถ่บาปแม้แต่น้อย เพราะขอเพียงจ่ายเงินให้กับสภาที่ปรึกษาแห่งชาติ คนผู้นั้นก็จะได้รับใบรับรองนักล่ากิตติมศักดิ์
คิมยังกี ประธานของ YK Group เป็หัวหน้าของกลุ่มอาชญากรเกาหลี เขาได้ซื้อใบรับรองนักล่ากิตติมศักดิ์มูลค่า 1 หมื่นล้านวอน และต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็สมาชิกที่ปรึกษาของสภาที่ปรึกษาแห่งชาติ มีคุณสมบัติและความสัมพันธ์ในสมาคม รวมทั้งอำนาจทางการเงินที่ไร้ขีดจำกัด
เมื่อตอน่แรก ๆ ของชีกุกที่เปิดตัวเป็ผู้มีพลัง เขาก็ได้ถูกขอซื้อตัวโดยคิมยังกี แต่เนื่องจากชายหนุ่มเป็ตัวร้ายที่สมาคมผู้มีพลังพิเศษนานาชาติ้าตัว การซื้อตัวจึงเป็ไปไม่ได้
ถึงแม้ว่าสภาที่ปรึกษาแห่งชาติจะมีอำนาจเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถเอาชนะสมาคมผู้มีพลังพิเศษนานาชาติได้
ในท้ายที่สุดชีกุกก็สูญเสียเงินไปเปล่า ๆ ก่อนที่ภายหลังจะถูกจับกุมและถูกปะาชีวิตในญี่ปุ่น ส่วนคิมยังกีก็ยังคงรอดชีวิตมาได้ในฐานะชนชั้นสูงที่น่าภาคภูมิใจในเกาหลี
* * *
เพล้ง!
เสียงขวดฟาดเข้าที่หัวคิมยังกี จนแตก
แน่นอน คิมยังกีย่อมไม่สามารถหลบพ้นการโจมตีอย่างกะทันหันแบบนี้ได้ ฮันมยองโฮและลีจองฮุนก็กำลังใเช่นกัน
ชีกุกตรงเข้าคว้าผมของคิมยังกีทันที
‘ไม่ใช่ว่าฉันมีความแค้นกับแกโดยเฉพาะหรอกนะ’
ขวดที่แตกกลายเป็อาวุธที่แหลมคม
ฉึก!
“อ้ากกกกกกกก!”
‘...’
ในชั่วพริบตา ห้องวีวีไอพี ก็แดงฉานไปด้วยเื
‘อย่ารู้สึกว่านี่มันไม่ยุติธรรมเกินไปเลยนะ’
“อ๊อก…อ่อก….อึก….”
เมื่อคิมยังกีถูกสังหารโดยชีกุก ทุกคนที่อยู่ภายในห้องก็ปิดปากเงียบ
“……!”
“……”
“……”
ไม่มีคำพูดใด ๆ ออกมาจากปากของพวกเขา เนื่องจากมันเป็สถานการณ์ที่ทุกคนคาดไม่ถึงและนึกไม่ถึง
“พี่ใหญ่ของพวกแกตายแล้ว”
นั่นคือคำพูดแรกที่ชีกุกพูด
เมื่อพูดเช่นนั้น พวกเขาทั้งสามก็ได้แต่กลืนน้ำลายและไม่ตอบโต้ใด ๆ
“ดังนั้นฉันขอถาม มีใครอยากจะตายตามพี่แกไปด้วยไหม?”
เมื่อพูดเช่นนั้น ชีกุกก็มองไปที่ฮันมยองโฮ คังบงกิล และลีจองฮุนตามลำดับ
พวกเขาทั้งก้มหน้าหลบสายตา ไม่สามารถทนเห็นสายตาที่บ้าคลั่งของชีกุกที่มองมาที่ตนเองได้
“ถ้ามีล่ะก็ พูดออกมา อย่าไปทำเื่ไร้สาระในภายหลัง”
ดูเหมือนจะไม่มีใครยอมตายไปพร้อมกับเขา
“ฮันมยองโฮ”
ฮันมยองโฮเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเรียกของชีกุก
“แกจะไม่ซื่อสัตย์หน่อยเหรอ? มันเป็รุ่นพี่ของแกนี่นา”
คำพูดของชีกุก ทำให้มยองโฮส่ายหัว
“คังบงกิล”
คังบงกิลก็ได้แต่ส่ายหัวเช่นเดียวกันกับการเรียกชื่อของชีกุก
“ลีจองฮุน”
ในท้ายที่สุด ชีกุกก็มองไปที่ ลีจองฮุน ที่อยู่ทางด้านซ้าย
ดวงตาที่สั่นระริกภายใต้แว่นตากรอบทองของเขา ลีจองฮุนที่กำลังมองดูสถานการณ์
เขาก็ส่ายหัวเช่นกัน
“แกเป็ใคร”
และเขาก็ถามชีกุกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
[1] อนาธิปไตย คือสภาวะหรือสังคมที่มนุษย์ทั้งชายและหญิงนั้นเป็อิสระ และใช้ชีวิตอยู่อย่างมีระเบียบ มีความหมายอย่างเท่าเทียมกัน