ลั่วอู่หลินไม่รอช้ารีบทำตามในทันที เขาหยุดเืลงไปยังหอคอยสีทองจนทำให้มันทอประกายแสงเรืองรองและพุ่งเข้าไปที่ในร่างกายของลั่วอู่หลินทันที บริเวณหลังมือซ้ายของเขาตอนนี้มีสัญลักษณ์หอคอยสีทองอร่ามดูโดดเด่นเสียจนทุกคนอาจจะสังเกตุเห็นได้
"เท่านี้ก็เสร็จสิ้นเรียบร้อย สิ่งที่ข้ายึดติดบนโลกใบนี้ก็ไม่มีอีกต่อไป เด็กน้อยขอให้โชคดีก็แล้วกัน แล้วก็อย่าใช้สมบัติในนั้นข้าจนหมดละเข้าใจไหม ฮ่าๆๆๆ"
"ดะ เดี๋ยว!!"ลั่วอู่หลินอุทานออกมา แต่ยังไม่ทันได้กล่าวอะไรไปมากกว่านั้นร่างิญญาของเทพแห่งโชคลาภก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องลอย
"ไปซะแล้ว ข้ายังมีอีกหลายเื่ที่จะถามแท้ๆ"ชายหนุ่มถอนหายใจเหยียดยาว
"น้องชายอย่ามัวเหม่อลอยตอนนี้เราเสียเวลามากเกินไปแล้ว ไม่เช่นนั้นเ้าจะกลับไปรับหน้าท่านตากับท่านยายของเ้าไม่ทัน"
"ข้าเข้าใจแล้ว"ลั่วอู่หลินกล่าว เขาพุ่งทะยานออกจากประตูมิติในทันทีแค่ไม่กี่ลมหายใจก็ออกมาจากด้านในได้สำเร็จแต่สิ่งที่รอเขาอยู่ก็คือเหล่าจักรพรรดิทั้งสี่คนที่ตอนนี้มีสีหน้าเคร่งขรึมและมองมาทางเขา
"เ้าเป็ใครกัน?"นี่คือคำถามแรกที่ถูกถามขึ้นโดยจักรพรรดิทุกคน
"เป็เพียงแค่ประมุขหอการค้าเฮยเสวียเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดให้จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เช่นพวกท่านต้องใส่ใจ"เขากล่าวตอบไปตามตรง นี่ก็เพื่อทำให้หอการค้าของเขาเป็ที่น่าหวั่นเกรงยิ่งขึ้น เพราะขุมกำลังที่มีระดับจักรพรรดิปกครองนั้นจะไม่ถูกใครหาเื่ได้โดยง่าย
"หอการค้าเฮยเสวีย ขุมกำลังที่พึ่งตั้งขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้"ไป่หนี่ครุ่นคิดอย่างจริงจัง มิน่าขุมกำลังปริศนาที่แท้ก็มีระดับจักรพรรดิปกครองอยู่นี่เอง
"ใช่ หากไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัว เพราะข้าเองก็ยังมีธุระต้องไปทำ"ลั่วอู่หลินหันหลังและทะยานไปโดยที่ไม่ได้รั้งรอให้อีกฝ่ายอนุญาติ เนื่องจากมั่นใจว่าเหล่าจักรพรรดิย่อมไม่ทำอะไรเขาที่ช่วยเหลือคนของตนเอาไว้อย่างแน่นอน หรือถ้าหากทำชายหนุ่มก็พร้อมจะสู้ด้วยเสมอ หากเหตุการณ์คับขันจริงๆเขาก็แค่เปิดเผยตัวเพียงเท่านี้ท่านตาของเขาก็จะมาช่วยสู้อย่างไม่ลังเล
"ช่างเป็เด็กที่แปลกคนยิ่งนัก ด้วยพลังรวมไปถึงอายุที่พวกเราทราบมาจากพวกเด็กๆชายคนนี้น่าจะมีภูมิหลังที่แข็งแกร่งเอามากๆ"ลั่วไห่เฟิงกล่าวหลังจากพิจารณามานาน
"อืม ไม่แน่อาจจะมาจากดินแดนที่สูงกว่า ช่างเถอะๆขอเพียงไม่สร้างปัญหาให้กับพวกเราก็เพียงพอ"จักรพรรดิเมิ่งกล่าว ทั้งเขาและจักรพรรดิอัสนีพากันแยกตัวออกไป
"หืม ลั่วไห่เฟิง? ข้าว่าจะถามนานแล้ว หลินอี้เฟยไปไหนซะละ ั้แ่เ้าจักรพรรดิน้อยนั่นเข้าไปยังมิติข้าก็ไม่เห็นทางอีกเลย"ไป่หนี่กล่าวถามด้วยความสงสัย
"ไม่รู้สิ อยู่ดีๆนางก็บอกว่าจะกลับวังแล้วก็กลับไปเลย ข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ พวกเราเองก็สมควรกลับแล้ว เอาไว้พบกันใหม่โอกาสหน้าก็แล้วกัน"
"อืม เช่นนั้นก็ขอให้โชคดีในการเดินทาง"ลั่วไห่เฟิงและไป่หนี่พากันแยกย้ายกันออกไป ต่อมาไม่นานเรือเหาะสี่ลำสุดท้ายก็พุ่งทะยานสู่ฟากฟ้าและแยกจากกันเป็สี่ทิศทาง เหนือ ใต้ ออก ตก
การแสวงหาโชคลาภในครานี้ในที่สุดก็เป็อันจบสิ้นแล้ว และจะไม่มีมิตินี้เกิดขึ้นมาอีกในอนาคตเนื่องจากมันได้ทำหน้าที่สืบทอดมรดกเสร็จสิ้นแล้วนั่นเอง
"นี่น้องชาย เ้ายังคิดไม่ตกเื่ที่เทพแห่งโชคลาภอะไรนั่นเล่าให้ฟังอีกหรือ เ้ากังวลมากเกินไปหรือเปล่า"ในขณะเดินทางไฉ่เยว่เอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะกล่าวถามน้องชายตัวน้อยของนางที่ทำสีหน้าเศร้าหมองมาตลอดทาง
"พี่สาวท่านรู้หรือไม่ ความปรารถนาของข้าั้แ่เกิดมามีเพียงความปรารถนาเดียวคืออยากจะอยู่ด้วยกันกับท่านพ่อท่านแม่ ั้แ่เด็กท่านยายบอกข้าเสมอว่าท่านแม่รักข้ามาก นางมีเหตุจำเป็ต้องทิ้งข้าเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้นอีกไม่นานนางก็จะมารับข้า"
"ในตอนนั้นข้าเชื่ออย่างสนิทใจ เฝ้ารอท่านแม่ทุกวี่วัน แต่พอโตขึ้นมากลับรู้ว่าสิ่งที่เฝ้ารอนั้นล้วนว่างเปล่าและมีแต่ความผิดหวัง จนข้าคิดไปว่าท่านแม่ได้ทอดทิ้งข้าแล้ว ทิ้งข้าเพราะตัวข้ามันไร้ประโยชน์และอ่อนแอเกินไป"
"แต่เมื่อข้าได้ฟังทุกอย่างที่เทพแห่งโชคลาภเล่าในตอนแรกที่ได้ยินข้าดีใจมากที่จะได้เบาะแสของทั้งสองคน แต่เมื่อได้ยินเื่ที่จิตอสูรเทวะของข้าที่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีฝาแฝดเท่านั้นทุกอย่างมันช่างเหมาะเจาะเสียเหลือเกิน ข้าถูกทอดทิ้งแล้วจริงๆไม่เช่นนั้นพวกเขาก็สมควรมาหาข้าบ้าง หรือไม่ก็ควรจะเหลือใครสักคนมาเลี้ยงดูข้าไม่ใช่หายไปกันหมดแล้วปล่อยให้ข้าอยู่กับท่านตาท่านยายเช่นนี้"
"พี่สาว ข้าคิดแบบนี้ข้าผิดหรือไม่ ข้าเป็คนเห็นแก่ตัวหรือเปล่า หากข้ามีฝาแฝดอย่างที่เทพแห่งโชคลาภเล่าให้ฟังแทนที่ข้าจะดีใจที่มีพี่น้อง เหตุใดในใจข้าถึงมีแต่ความอิจฉามากมายนัก อิจฉาที่พี่หรือน้องคนนั้นอาจจะได้อยู่กับทั้งท่านพ่อกับท่านแม่ ข้าควรจะยินดีที่ได้ข่าวคราวของพวกเขาไม่ใช่หรือเหตุใดในใจข้าถึงได้มีแต่ความเ็ปประดังเข้ามาเต็มไปหมด"ชายหนุ่มราวกับได้ระบายอารมณ์ความรู้สึกที่ถูกปิดกั้นมานาน น้ำตาของเขาไหลรินออกมาไม่ขาดสาย
ตอนนี้เขากลัวมาก กลัวว่าทุกอย่างที่คิดมานี้จะเป็ความจริง หากเลือกได้อีกครั้งเขาจะไม่ให้เทพแห่งโชคลาภเล่าให้ฟังอย่างเด็ดขาด เพราะมันทำให้เขาคิดมากเหลือเกิน
"เห้อ น้องชายอารมณ์ที่เ้าเผชิญนั้นทุกคนล้วนแต่มีมัน แล้วจะเรียกว่าเห็นแก่ตัวได้อย่างไร ตัวข้าเองแม้จะเคยอยู่ในแดน์แต่ก็แค่ชั้นนอกเท่านั้นไม่รู้เื่ราวอะไรพวกนี้หรอก ดังนั้นข้าเองก็ไม่อาจจะให้ความเห็นใดๆกับเ้าได้"
"สิ่งเดียวที่ข้าทำได้คือคอยอยู่เป็เพื่อนเ้าและฟังเ้าระบาย มาเถอะเด็กน้อยไม่ต้องสะกดกั้นอารมณ์ความรู้สึกของตนเองหรอก ข้ารู้ว่าเ้าเหนื่อยมากใช่หรือไม่ที่ต้องครุ่นคิดเื่แบบนี้ตลอดเวลา"ท่ามกลางนภากาศ ไฉ่เยว่เอ๋อร์ออกมาจากทะเลแห่งจิตใจของชายหนุ่มและโอบกอดเขาเอาไว้ราวกับกำลังปลอบประโลม ลั่วอู่หลินที่ได้รับอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นก็ตัวสั่นเทาและหลั่งน้ำตาออกมาไม่ขาดสาย
ต้องบอกก่อนว่าชายหนุ่มั้แ่เกิดมาแทบจะไม่เคยร้องไห้ออกมาเลย ดังนั้นการร้องไห้ครั้งหนึ่งของเขานั้นแสดงให้เห็นว่ามันคือเหตุการณ์ที่สุดจะทนแล้วจริงๆ
ลั่วอู่หลินและไฉ่เยว่เอ๋อร์ยืนกอดกันอยู่เช่นนั้นได้พักใหญ่ ในที่สุดชายหนุ่มก็ค่อยๆผละตัวออกจากร่างกายของหญิงงามกอดที่เขาจะปาดน้ำตาของตนเองที่ไหลรินออกมาไปจนหมดสิ้น
"ขอบคุณพี่สาวที่ปลอบประโลมและให้กำลังใจข้า เราเดินทางกันต่อเถอะขอรับ ข้าอยากจะกลับให้ถึงวังแล้ว"ไฉ่เยว่เอ๋อร์ยกยิ้มก่อนที่นางจะกลับเข้าไปด้านในตัวของลั่วอู่หลินตามเดิม ส่วนชายหนุ่มนั้นหลังจากที่เขาสงบสติอารมณ์ได้ก็สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่และบินทะยานต่อไปในทันที
ในระยะเวลาไปถึงสามวันเขาก็มาถึงยังเมืองหลวงของอาณาจักรสายลมและแอบเข้าตำหนักของตนเองโดยที่ใช้ทางเข้าออกเดิมที่เขาใช้เป็ประจำ
"เห้อ โชคดีไปดูเหมือนว่าจะไม่มีใครเข้ามาในตำหนักของข้าสินะ"ลั่วอู่หลินกล่าวเช่นนั้นพร้อมกับถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ทว่าทันใดนั้นเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังจนทำให้ชายหนุ่มต้องสะดุ้งเฮือก
"หลานไปไหนมา??"คำเพียงสี่คำแต่กลับทำให้ลั่วอู่หลินตัวแข็งทื่อและเสียวสันหลังวาบในทันที เมื่อหันไปสิ่งที่เขาเห็นคือหญิงสาวผู้งดงามกำลังยืนกอดอกพิงกำแพง สายตาที่นางมองชายหนุ่มนั้นเต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งสงสัย คาดโทษ รวมไปถึงจับผิด
เมื่อเห็นสายตาเช่นนี้ราวกับนางกำลังบอกเป็นัยๆว่าข้ารู้ทุกอย่างหมดแล้ว สารภาพมาซะดีๆอย่างไรอย่างนั้น ลั่วอู่หลินที่ได้เห็นหน้าค่าตาของหญิงงามก็พลันยกยิ้มเจื่อนก่อนจะกล่าวอย่างตะกุกตะกักว่า
"ทะ ท่านยาย"