บทที่ 1
ภายใต้จักรวาลดำมืดอันไพศาลไร้ที่สิ้นสุด ทับซ้อนไปด้วยมิติคู่ขนานมากมายเกินกว่าจะนับได้หมด ยังมีดวงดาวดวงหนึ่งที่หนาแน่นไปด้วยพลังงานลึกลับแห่งจักรวาล พลังงานเหล่านี้สร้างสรรค์ก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมามากมายหลายล้านสายพันธุ์ กาลเวลาอันเนิ่นนานผ่านพ้นไปตั้งแต่วันที่โลกนี้ได้ถือกำเนิดจากพลังอันยิ่งใหญ่ เหล่าสิ่งมีชีวิตต่อสู้แย่งชิงกันเพื่อความอยู่รอด จากเผ่าพันธุ์ยิ่งใหญ่กลับต้องดับสูญพ่ายแพ้ต่อเผ่าพันธุ์ใหม่ที่อ่อนแอ แต่มากด้วยจำนวน เผ่าพันธุ์โง่เขลาพ่ายแพ้แก่ผู้มีปัญญาเพียงหยิบมือ เผ่าพันธุ์ที่หลบซ่อนลี้ภัยกลับเหลือรอดจากมหาสงคราม เผ่าพันธุ์ไร้ค่ากลับได้รับวาสนาอันยิ่งใหญ่ เผ่าพันธุ์หยิ่งผยองพ่ายแพ้ต่อผู้มุมานะพยายาม จนถึงในปัจจุบันมนุษย์คือเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาที่เหลือรอดอยู่มากที่สุดในโลกใบนี้ แม้ว่าพวกเขาจะอ่อนแอ และเต็มไปด้วยความโลภก็ตาม เรื่องราวอันเป็นตำนานเล่าขาน และถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์มากมายของประเทศอันยิ่งใหญ่รุ่งโรจน์ ได้เกิดขึ้น ณ อาณาจักรโบราณซึ่งถูกเรียกขานกันว่า ดินแดนสายน้ำมรกต ที่แห่งนี้ได้ผ่านเรื่องราวมากมายนับไม่ถ้วนตั้งแต่การกำเนิดของโลก อาณาจักรต่างๆเกิดขึ้น และดับสูญไปตามกาลเวลาหมุนเวียนเป็นวัฏจักรไม่สิ้นสุด อยู่บนดินแดนแห่งนี้ แต่สิ่งที่ยังคงอยู่มิเปลี่ยนแปลงคงจะเป็นแม่น้ำมรกตเพียงหนึ่งเดียวที่ยังคงเปล่งประกายสีเขียวใส มอบพลังชีวิตแก่ผู้คน และสรรพชีวิต จนมาถึงในปัจจุบันที่ดินแดนถูกแบ่งแยกออกเป็น 9 แคว้น ศักราชเฟยซุ่ยปีที่ 3550 ก่อนวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ 3 วัน ณ เมืองหยุนไห่ แคว้นสุ่ย ดินแดนสายน้ำมรกตเมืองหยุนไห่เป็นเมืองเล็กๆในเขตชนบท ตั้งอยู่ในเขตที่ราบสูงติดกับภูเขาศักดิ์สิทธิ์ไป๋หลงซาน และอยู่ใกล้กับชายแดนตะวันตกของแคว้นสุ่ย เมืองแห่งนี้ไม่ได้อยู่บนเส้นทางหลักของการค้าขายจึงไม่ได้คึกคักมากนัก แต่อย่างไรก็ตามเมืองหยุนไห่ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่นิยมของคนบางกลุ่ม คนที่ว่าเหล่านั้นมีอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือผู้ฝึกตน ผู้ที่ฝึกฝนวิชาสายลมปราณ และจิตวิญญาณเพื่อบรรลุถึงการเป็นเทพเซียนที่ต้องการเดินทางขึ้นเขาไป๋หลงซาน ส่วนคนอีกประเภทหนึ่งที่นิยมเดินทางมาที่เมืองนี้ก็คือ เหล่าคนหนุ่ม ที่มุ่งหวังจะมาเล่าเรียนศึกษาเพื่อเข้ารับราชการในอนาคต เพียงแต่ว่าในปัจจุบันนั้น บัณฑิตในเมืองนี้มีจำนวนน้อยลงไปมาก ด้วยเพราะสำนักบัณฑิตเลื่องชื่ออย่างสำนักผิงจิ้งเต๋อได้ล่มสลายลงไปแล้ว เหลือแต่เพียงสำนักสอนหนังสือเล็กๆ 2-3 แห่งเท่านั้นที่ยังคงเปิดรับลูกหลานชาวบ้านเข้ามาเรียนหนังสืออยู่ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีสำนักการศึกษาขนาดเล็กแห่งหนึ่งเปิดใหม่ สวนกระแสแห่งยุคสมัยนี้อย่างเดียวดาย นั่นก็คือสำนักในอาคารไม้เก่าๆขนาดสองชั้นสองคูหาในย่านคนจน ที่มีป้ายไม้เล็กๆเขียนด้วยพู่กันลายมือ เอิ่ม....ห่วยแตกเขียนว่า หยุนหลง ติดอยู่เหนือประตู อาคารเก่าๆแบบที่สำนักแห่งนี้ตั้งอยู่นั้นโดยทั่วไปจะไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำไป เพียงแต่ว่าที่นี่มีจุดเด่นคือป้ายไม้สีอ่อนจำนวนมากที่ติดแขวนอยู่เต็มผนังอาคารด้านนอก พวกมันถูกเขียนด้วยหัวข้อทางการศึกษาต่างๆมากมาย ด้วยลายมือที่อ่านยาก เช่น ประวัติศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ดาราศาสตร์ ปรัชญา พิธีกรรม พิธีชงชา ดนตรี การเขียนอักษร การวาดภาพ ฯลฯ หัวข้อต่างๆมากมายที่จำเป็นต้องรู้ในฐานะบัณฑิต ถูกเขียนประกาศไว้อย่างชัดเจนว่าที่สำนักแห่งนี้สามารถให้การสั่งสอนแก่ผู้มาเล่าเรียนได้ เพียงแต่ว่าสำนักการศึกษาเปิดใหม่แห่งนี้ก็ยังคงเงียบเหงาอยู่เช่นเคย ประตูอาคารของสำนักหยุนหลงเป็นประตูเลื่อนทำจากโครงไม้ไผ่ ซึ่งตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงวันแล้ว ประตูนี้จึงเปิดอยู่เพื่อรอต้อนรับผู้คนต่างๆให้มาเยือน ด้านในโถงแรกนั้นเป็นโต๊ะไม้ยาวที่มีฉากไม้กั้นทึบด้านล่าง หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆว่าเคาน์เตอร์บาร์ ที่ตรงนั้นปรากฏชายหนุ่มหน้าตาดีวัย 20 ปีเกล้ามวยสูงปักปิ่นไม้ สวมชุดบัณฑิตสีขาวอย่างจีนโบราณ กำลังนั่งเท้าคางอยู่ด้วยความเบื่อหน่าย สายตาของเขามองทอดออกไปด้านนอกสำนัก ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านซาลาเปาเล็กๆแบบแผงลอยเจ้าหนึ่งที่ล้อมรอบไปด้วยผู้คนมากมาย ตอนนี้ท้องของชายหนุ่มกำลังร้องเสียงดังออกมาด้วยความหิว“โครก....” เสียงท้องร้องนั้นดังอย่างไม่น่าเชื่อ มันดังไปถึงด้านหลังตึกเลยทีเดียวทำให้คนที่ได้ยินต้องเดินออกมาถาม“จางซาน! ยังไม่เที่ยงเลยเจ้าหิวแล้วอย่างนั้นรึ? เป็นบัณฑิตต้องสำรวมหน่อยสิ ไม่เช่นนั้นคงเสียซึ่งความน่านับถือ” เสียงชายหนุ่มอีกคนเรียกบัณฑิตหนุ่ม ซึ่งเสียงเขาดังมาจากด้านหลังโถงรับแขก“หุบปากไปเลยหลี่ซื่อ เจ้าเป็นบ่าวรับใช้กล้าลามปามเจ้านายของเจ้ารึ! เดี๋ยวก็ลงโทษไม่ให้กินข้าวเป็นอย่างไร” บัณฑิตหนุ่มตะโกนสวนกลับไปด้วยอารมณ์โมโหหิว“เฮ้ยๆๆ! อย่ามาทำปากดี ทุกวันนี้ข้าเป็นคนหาเลี้ยงเจ้านะ ตั้งแต่เปิดร้านมาเดือนหนึ่งยังไม่มีลูกค้าสักคน ข้าว่าเจ้าไปหาคนมาเขียนป้ายพวกนั้นใหม่เถอะ แล้วก็ไม่ต้องประกาศรับสอนคัดลายมือเลยนะ เพราะฝีมือเจ้ามันห่วยแตก!” ชายหนุ่มผิวคล้ำหน้าตาคมเข้มผูกมวยผมไว้กลางศีรษะ ร่างกายแข็งแรงกำยำในชุดคนรับใช้สีเทาหม่น เดินเข้ามาหลังเคาน์เตอร์พร้อมกับชี้หน้าด่าบัณฑิตผู้หิวโหย“จะไปจ้างบัณฑิตสำนักอื่นมาเขียนหนังสือให้สำนักตัวเอง แล้วชื่อเสียงสำนักจะทำอย่างไรเล่า อีกอย่างค่าจ้างเขียนป้ายด้วยลายมือสวยๆน่าจะแพงเอาเรื่อง พวกเราไม่มีเงินมากมายเยี่ยงนั้น” จางซานเหลือบตามองบน พร้อมกับกล่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้“เฮ้อ! อย่างนั้นเราไม่ควรไปเปิดร้านน้ำชาริมทางเสียให้รู้แล้วรู้รอดหรือไง มาเสียค่าเช่าตึกโทรมๆนี่ให้เสียเปล่าไปเพื่ออะไรเล่า!” หลี่ซื่อกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด พร้อมกับเอามือก่ายหน้าผาก“พอเลยๆ นี่เจ้าบ่นเรื่องนี้ซ้ำเป็นรอบที่ร้อยได้แล้วมั้ง เจ้าเป็นคนสนับสนุนให้ข้าทำตามคำสั่งเสียของอาจารย์ทั้งที่ข้าก็ไม่ได้เห็นตามนั้นแต่ทีแรก มาถึงตอนนี้ก็สายเกินไปที่จะเลิกแล้ว เมื่อเราได้ประกาศความเป็นศิษย์ผู้สืบทอดแห่งสำนักผิงจิ้งเต๋อออกไปก็ไม่อาจถอนตัวกลับได้อีก มีเพียงต้องเดินหน้าต่อเท่านั้น เพื่อไม่ให้อาจารย์ต้องเสียชื่อ” จางซานกล่าวออกมายืดยาวจนถึงกับต้องหอบหายใจ ชายหนุ่มทั้งสองนั้นเถียงกันไปมาราวกับเป็นเพื่อนกันมากกว่าเป็นนายกับบ่าว ซึ่งเสียงดังเช่นนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำจนเป็นที่เอือมระอาของชาวบ้านในย่านนี้ พวกเขารู้สึกว่าสำนักหยุนหลงนั้นไม่เหมาะสมกับการเป็นสำนักวิชาที่บ่มเพาะบัณฑิตผู้คงแก่เรียนแม้แต่น้อย ทุกคนในเมืองหยุนไห่ต่างทราบกันดี ว่าสำนักการศึกษาอันเล็กจ้อยแห่งนี้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยบัณฑิตหนุ่มจางซานศิษย์คนหนึ่งของสำนักผิงจิ้งเต๋อเพียงเท่านั้น นอกจากนี้ก็ไม่มีใครรู้ความเป็นมาเบื้องหลังของเขาอีกเลย อาจเป็นเพราะว่าไม่มีแม้เศษเสี้ยวความดีงามอะไรให้รู้สึกสนใจเลยก็เป็นได้ ตอนนี้จางซานมีสีหน้าเคร่งเครียดเป็นอย่างยิ่ง ด้วยทั้งหิว ทั้งรำคาญใจกับคำพูดของหลี่ซื่อที่เป็นทั้งเพื่อน และก็ผู้ช่วยของเขา ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินออกจากสำนักเพื่อไปต่อแถว เพื่อรอซื้อซาลาเปาร้อนๆที่ร้านฝั่งตรงข้ามนั่นเอง ชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นต่างก็คุ้นเคยกับหน้าตาของชายหนุ่ม แต่พวกเขาก็แทบจะไม่ได้ทักทายหรือพูดคุยกับเขาเลย ด้วยชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีเท่าไรของบัณฑิตตกยากไร้ความสามารถที่บังอาจก่อตั้งสำนักเป็นของตัวเอง สำหรับชาวเมืองหยุนไห่ถือว่าจางซานเป็นบุคคลที่ไร้ยางอายเป็นที่สุด แต่ถึงอย่างไรโดยส่วนตัวพวกชาวบ้านก็ไม่ได้รู้สึกถึงขั้นที่เรียกว่ารังเกียจ ชายวัยกลางคนเถ้าแก่ร้านขายซาลาเปาจึงยังคงต้อนรับลูกค้าประจำ ที่เป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงเป็นอย่างดีตามประสาคนค้าขาย“สวัสดีท่านจาง วันนี้จะรับซาลาเปาไส้หมู หรือเนื้อดีขอรับ?”“ข้าเอาไส้หมู 1 ลูกก็พอ เถ้าแก่” จางซานล้วงเหรียญในถุงเงินออกมานับหน้าสลด“ที่ขอรับซาลาเปาไส้หมู ทานให้อร่อยนะขอรับ คนเราถ้าอิ่มท้องแล้วถึงจะมีแรง และถ้าท่านพยายามไม่ย่อท้อ สักวันหนึ่งต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน” ชายผู้กร้านโลกกล่าวปลอบใจบัณฑิตหนุ่ม“...ขอบคุณท่านมากเถ้าแก่...ข้าซาบซึ้งใจท่านยิ่งนัก...” จางซานกล่าวขอบคุณน้ำตาซึม ‘ฉันลู่จิ้นเหอ! จะต้องเป็นราชาโจรสล...! ไม่ใช่สิ ต้องเป็นสุดยอดเจ้าสำนักให้ได้!’ ชายหนุ่มสัญญากับตัวเองในใจ พร้อมกับเคี้ยวซาลาเปาไปด้วย