“ยิง!”
ตูม!
ลำแสงสีน้ำตาลถูกยิงออกจากปากกระบอกปืนใหญ่ที่อยู่บนกำแพงป้อมปราการ แต่สิ่งที่ถูกยิงออกไปไม่ใช่ลูกปืนใหญ่ทั่วไป มันเป็ประจุพลังเวทมนตร์เข้มข้นที่ถูกยิงออกไป
เป้าหมายของลำแสงที่น่ากลัวคือกลุ่มศัตรูที่ยืนอยู่ฝั่งข้ามของกำแพง หากใครมาเห็นฉากนี้ย่อมมั่นใจว่าฝ่ายที่ถูกยิงใส่คงราบเป็หน้ากลอง
แต่เมื่อลำแสงปืนใหญ่เดินทางถึงเป้าหมาย แทนทหารฝ่ายศัตรูจะร่นถอยนี้ พวกเขากลับยืนนิ่งเฉยราวกับมองอากาศธาตุที่ว่างเปล่า ลำแสงที่น่ากลัวกลับไม่ได้ชนปะทะกับกองกำลังของศัตรู แต่มันกลับสลายหายไปราวกับชนกำแพงที่มองไม่เห็นไปในทันที
“สถานการณ์เป็ยังไงบ้าง” ผู้กองเกรียงเดชยืนอยู่บนกำแพงมองไปทางลำแสงที่เพิ่งจะสลายหายไป เขากำลังสอบถามลูกน้องของเขาที่ยืนคอยสั่งการแทนเขาอยู่
“จากที่รับรายงานมา ข้าศึกน่าจะมากันแค่หนึ่งกองร้อยครับ นอกจากพวกนภาแล้วยังมีพวกศิขาปะปนมาด้วยครับ ประเมินดูแล้วข้าศึกน่าจะมารวมกันราวร้อยยี่สิบคนครับ” ทหารกล่าวรายงานสถานการณ์ต่อผู้บังคับบัญชา
เมื่อได้ฟังลูกน้องรายงานถึงสถานการณ์ของข้าศึก ผู้กองเกรียงเดชขมวดคิ้วทันทีและกล่าวว่า “พวกมันมากันแค่นี้จริงเหรอ? แล้วพวกรถถังเวทมนตร์ของพวกเขาล่ะ?”
“ไม่มีเลยครับผู้กอง ดูเหมือนแค่ทหารราบกับทหารขี่มาร์จาแค่ไม่กี่นายเท่านั้นครับ” ลูกน้องกล่าวเสริม “อาจเป็แผนทำให้พวกเราตรวจจับพวกเขาไม่เจอ เพื่อที่จะได้บุกพวกเราแบบไม่ทันตั้งตัวก็ได้ครับ”
เมื่อฟังสิ่งที่ลูกน้องพูดจบ ผู้กองเกรียงเดชคิด ‘มันจะเป็อย่างนั้นจริง ๆ เหรอ?’
ทันใดนั้นเองมีทหารอีกคนวิ่งหน้าตั้งมาทางพวกเขา เขาหยุดเพื่อทำความเคารพด้วยความเร่งรีบก่อนจะพยายามพูดพร้อมท่าทางชี้โบ๊ชี้เบ๊ “ผู้กอง แฮ่ก แฮ่ก ตอนนี้ แฮ่ก แฮ่ก”
“อะไร พูดให้มันรู้เื่หน่อย” ทหารอีกคนโวยวายใส่ทหารคนนั้น แต่ผู้กองเกรียงเดชปรามเอาไว้ เขาเอ่ย “สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อยพูดออกมา”
ทหารคนนั้นทำตาม หลังความเหนื่อยหอบคลายลงไปบ้าง เขาพูดใหม่อีกครั้ง “ที่ประตูสาม มีพวกนภาลอบเข้ามาได้ราวสิบกว่าคน ตอนนี้จ่าพารากับทีมกำลังปะทะกับข้าศึกอยู่ครับผู้กอง”
เมื่อได้ยินรายงาน ความคิดแล่นเข้าสู่สมองผู้กองเกรียงเดชทันที เขาพึมพำออกมา “เครื่องต่อต้านการบิน พวกมันคิดจะทำลายเครื่องต่อต้านการบิน”
“ฉิบหายแล้วผู้กอง ตรงนั้นมีแค่จ่าพารากับพวก ถ้าพวกมันทำลายเครื่องต่อต้านการบินสำเร็จ พวกกองทหารบินได้ของพวกมันได้ออกมาถล่มพวกเราอย่างสบายใจแน่” ทหารอีกคนพูดออกมาอย่างตื่นตระหนก
ผู้กองเกรียงเดชไม่สนใจการโวยวายของลูกน้อง เขาหันไปออกคำสั่งทหารที่มาแจ้งข่าว “นายไปตามพวกธาราที่อยู่ห้องรับรองสิบด้วย ถ้าพวกเขาไม่อยู่ก็ไปตามใครก็ได้ที่เป็พวกธารา รีบไปเร็ว”
หลังออกคำสั่งเสร็จเขาก็ออกตัวจากไปด้วยเช่นกัน ปล่อยให้ทหารอีกคนยืนสับสนทำตัวไม่ถูกว่าจะควรตามหัวหน้าของเขาไปหรือไม่
ณ ลานกว้างประตูสาม
“มนตร์แห่งดิน จงออกมา กำแพงศิลา” หลังเสียงะโอย่างเร่งรีบ มีพื้นดินแผ่นใหญ่ยกตัวขึ้นมันทั้งก้อนราวกับมีมือั์ดึงมันขึ้นมาจากพื้นดิน มันทำหน้าที่เป็กำแพงป้องกันคนกลุ่มหนึ่งเอาไว้
“มนตร์แห่งลม จงออกมา ะุวายุ” เกิดเสียงดังสนั่นพร้อมกับกำแพงหินที่ขวางกั้นพังทลายแตกกระจายทันที
“กระจอกสิ้นดี ลำพังแค่เพียงเวทมนตร์ขั้นพื้นฐานยังป้องกันไม่ได้เลย” ชายในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวอ่อนะโออกมาอย่างอวดดี
“หน็อย แค่ได้เปรียบเื่ธาตุนิดหน่อยทำเป็ปากดี” ชายในชุดทหารสีน้ำตาลกัดฟัน
“แล้วใครใช้ให้แกไปเกิดเป็ไอ้เศษดินกระจอกกันเล่า ฮ่าฮ่าฮ่า” อีกฝ่ายเย้ยหยัน
“อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไอ้ลมเน่าที่ยอมไปเป็ขี้ข้าคนอื่นแบบพวกแก” ขิงก็ราข่าก็แรงไม่มีใครยอมใคร
เมื่อทหารชุดสีเขียวอ่อนคู่กรณี ได้ยินแบบนั้น มันทำให้เขาโกรธจนหน้าแดง เขายกมือขึ้นทำท่าทางแปลกประหลาดเหมือนกับคนที่สามารถปล่อยพลังออกมาจากมือได้
ทันใดนั้นมีแสงรัศมีสีเขียวอ่อนก่อขึ้นรอบตัวเขาขณะตะเบ็งเสียงออกมา “มนตร์แห่งลม จงออกมา ะุวายุ”
หลังสิ้นเสียงร่ายคาถา เกิดลูกบอลอัดอากาศออกมาจากมือของทหารชุดสีเขียวอ่อน ในวินาทีต่อมามันถูกส่งพุ่งโจมตีใส่กลุ่มศัตรูของเขาทันที ทหารชุดน้ำตาลรีบเรียกใช้มนตร์กำแพงศิลาออกมาเช่นกัน
ผลไม่ต่างกับครั้งที่แล้ว กำแพงดินที่ถูกเรียกออกมาแตกกระจายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างรวดเร็ว แม้ลูกบอลอัดอากาศจะหายไป แต่ถึงกระนั้นทหารวสุธาก็ยังได้รับาเ็จากเศษปลิวกระเด็นของกำแพงดินอยู่ดี
“ช่างอึดถึกสมเป็พวกก้อนดินกันจริงๆ” ทหารนภาคนเดิมเย้ยหยัน “ดูสิว่าพวกแกจะอึดไปได้อีกสักกี่ลมหายใจ” แล้วเขาก็ยกมือขึ้นมาแล้วท่องคาถาเดิมซ้ำใส่ศัตรูทันที
ฝั่งทหารของวสุธาทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างช่วยกันร่ายเวทมนตร์ธาตุดินที่ดูเหมือนกำแพงต่าง ๆ นานาออกมาช่วยกันป้องกัน แต่ผลไม่ได้ต่างจากเดิม
กำแพงแล้วกำแพงเล่าถูกทำลายไม่เหลือซาก เกิดภาพวนซ้ำแบบเดิมอยู่หลายครั้ง ยิ่งนานเท่าไรทหารฝั่งวสุธาก็ยิ่งได้รับาแมากยิ่งขึ้นเท่านั้น แม้แต่หน่วยพยาบาลของฝั่งวสุธาก็ยังฟื้นฟูพวกเดียวกันไม่ทันกาล