เสิ่นโม่เหิงยังยืนอยู่ด้านหน้าเธอริมฝีปากของเขาขยับต่อจากประโยคเมื่อครู่ แต่แม่มณีจับคำไม่ได้ทั้งหมด
เพราะตัวหนังสือจากนิยายซึ่งเคยอ่านฆ่าเวลากำลังเบียดเข้ามาปะปนกับภาพที่ฝังอยู่ในร่างนี้
เสิ่นโม่จิ่นเป็นางร้ายตัวเล็ก ๆซึ่งปรากฏตัวอยู่ไม่กี่่ ผลักเพื่อนสนิทไปให้ผีทำร้ายเพื่อเอาตัวรอด
ถูกครอบครัวตัดหาง เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยเกลียดและมีชื่อโผล่ขึ้นมาเป็ครั้งคราวเพียงเพื่อยืนยันว่าชีวิตของตัวละครนี้พังลงไป
หลังจากนั้นชื่อของเสิ่นโม่จิ่นก็ค่อย ๆหายออกจากหน้ากระดาษ และไม่มีฉากใดบอกด้วยซ้ำว่าเธอตายเมื่อไร
แต่ความทรงจำร่างนี้กลับจำได้อีกแบบหนึ่ง
ภาพนั้นมือของเสิ่นโม่จิ่นเย็นจนเซี่ยอวี้ถงต้องใช้สองมือกุมเอาไว้รวมถึงตรงจุดที่เซี่ยอวี้ถงถูกผลักไปนั้น มีเงาอีกก้อนหนึ่งแนบอยู่กับผนัง
แม่มณีกะพริบตาช้ากว่าปกติ
ภาพดวงไฟในดันเจี้ยนวาบทับลงบนโคมระย้าเหนือศีรษะก่อนพื้นพรมใต้เท้าจะกลับมาอยู่ในสายตาอีกครั้ง
“โม่จิ่น”
แม่เสิ่นเรียกชื่อร่างนี้น้ำเสียงเบาจนเกือบถูกเสียงเครื่องปรับอากาศตัดผ่าน “ได้ยินแม่หรือเปล่า”
แม่มณีเลื่อนนิ้วออกจากเบาะแล้วเงยหน้าขึ้น“ได้ยิน”
ผู้เป็แม่มองใบหน้าของบุตรสาวอยู่ครู่หนึ่งมือข้างหนึ่งวางอยู่ใกล้กล่องกระดาษทิชชูทว่านางกลับใช้นิ้วลูบขอบกล่องไปมาแทนการหยิบมันขึ้นใช้
“ถ้าลูกจำจืออี้ได้ลูกก็น่าจะจำอวี้ถงได้เหมือนกัน”
แม่มณีไม่ตอบรับหรือปฏิเสธความทรงจำของนิยายบอกว่าสวี่จืออี้เป็นางเอกซึ่งอ่อนโยนและน่าเชื่อถือ
แต่สิ่งที่เธอเห็นด้วยตาตัวเองหลังออกจากดันเจี้ยนคือหญิงสาวหน้าซีดซึ่งถอยหลังครึ่งก้าวทันทีที่สบตากัน
“สวี่จืออี้ยืนอยู่ตรงไหนตอนเกิดเื่”แม่มณีถาม
เสิ่นโม่เหิงขยับคิ้วเพียงเล็กน้อย “เธอถามทำไม”
“คนเห็นเหตุการณ์ ยืนตรงไหนก็สำคัญ”
“จืออี้อยู่ด้านหลังพวกเธอไม่ไกล”แม่เสิ่นรีบตอบก่อนบุตรชาย “เธอเห็นตอนอวี้ถงยื่นมือไปหา แล้วลูกผลักอวี้ถงออกไปให้ผีต่อหน้าต่อตา”
“ด้านหลังฝั่งไหน” คำถามที่ตามมาทำให้มือซึ่งลูบขอบกล่องทิชชูหยุดลง
แม่เสิ่นหันไปมองเสิ่นโม่เหิงราวกับหวังให้เขาตอบแทน
ชายหนุ่มจึงเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋ากางเกงก่อนเดินอ้อมโต๊ะเตี้ยกลับไปยืนข้างหน้าต่างตามเดิม
“มันเปลี่ยนอะไรไม่ได้” เขาพูด “ไม่ว่าจืออี้จะยืนตรงไหนอวี้ถงก็าเ็หลังจากถูกเธอผลัก”
“ฉันบอกว่ามันเปลี่ยนเหรอ”
ปลายเสียงของแม่มณีครูดผ่านลำคอที่บวมจนแหบพร่าแม้จะไม่ได้ขึ้นเสียง แต่แม่เสิ่นกลับกำกล่องทิชชูแน่นขึ้นส่วนพ่อเสิ่นวางโทรศัพท์คว่ำลงบนโต๊ะและมองมาเต็มตา
“พอได้แล้ว” เขาเอ่ย“อย่าพยายามเบี่ยงประเด็นไปที่จืออี้ ครอบครัวสวี่ติดต่อมาแล้วเธอยินดีให้ข้อมูลทุกอย่าง ต่างจากลูกที่ตอบเพียงว่าจำไม่ได้”
แม่มณีใช้นิ้วโป้งปาดเืซึ่งซึมออกจากแผลตรงมุมปากเนื้อด้านในคงปริอีกครั้งตอนพูด กลิ่นคาวจาง ๆ แตะจมูก
แต่ไม่มีใครมองตามมือของเธอนอกจากแม่เสิ่นที่ชะงักสายตาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้มลงจัดชายกระโปรงตรงหัวเข่าให้เรียบดังเดิม
พ่อเสิ่นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งหน้าจอเต็มไปด้วยข้อความซึ่งมีชื่อสกุลเซี่ยอยู่หลายบรรทัด
นิ้วของเขาเลื่อนอ่านข้อความอย่างรวดเร็วแล้วเปิดไฟล์เอกสารข้อมูล
แม้แต่ตอนกำลังพูดถึงเด็กสาวที่ยังนอนอยู่บนโต๊ะผ่าตัดสิ่งซึ่งอยู่ในมือของเขากลับเป็รายงานความเสียหายกับข้อความจากอีกฝั่ง
เสิ่นโม่เหิงยิ่งไม่ต่างกันเขามองเธอด้วยสายตาของผู้เฝ้าดูคนทำผิดซึ่งยังไม่ยอมสารภาพมากกว่าจะมองน้องสาวที่เพิ่งถูกผีบีบคอจนรอยนิ้วยังฝังอยู่รอบผิว
แม่มณีเลื่อนลิ้นแตะแผลในปากก่อนยกแก้วน้ำอุ่นขึ้นจิบอีกครั้งเพื่อดับอารมณ์
ความร้อนผ่านลงไปได้เพียงน้อยนิดลำคอก็หดเกร็งจนต้องหยุดกลืนเธอรอให้กล้ามเนื้อคลายตัวแล้ววางแก้วกลับโดยไม่แสดงอาการมากกว่านั้น
คนพวกนี้ตัดสินเื่ราวจากภาพซึ่งเห็นไปเรียบร้อยแล้วต่อให้เธอล้วงคำแก้ตัวออกมาวางเต็มโต๊ะ ก็คงไม่มีใครยื่นมือมาหยิบไปอ่าน
'จะเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ช่างกูยังไม่รู้เลยว่ากูมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง'
ความคิดนั้นทำให้แม่มณีเลิกมองสีหน้าของทุกคนเพื่อหาว่าใครจะยอมฟัง
เธอจึงเปลี่ยนไปจดจำคำพูด ตำแหน่งและสิ่งซึ่งแต่ละคนเลือกมองแทน
“มีภาพย้อนหลังไหม” เธอถาม
“อะไรนะ” แม่เสิ่นเงยหน้า
“สตรีมในดันเจี้ยน มีภาพั้แ่ก่อนผลักจนถึงตอนออกหรือเปล่า”
เสิ่นโม่เหิงตอบโดยไม่ต้องใช้เวลาคิด
“ไม่มีระบบปิดการถ่ายทอดพร้อมดันเจี้ยนและไม่เปิดให้ดูย้อนหลัง ไม่สามารถบันทึกคลิปได้แต่ตอนเธอผลักอวี้ถง คนดูเห็นพร้อมกันทั้งหมด”
“แล้วหลังจากผลักล่ะ”
ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งนิ้วซึ่งอยู่ข้างลำตัวงอเข้าหาฝ่ามือ “อยู่ๆภาพก็กระตุกและดับไป่หนึ่ง”
“แปลว่ามองไม่เห็น”
“แต่สิ่งที่เกิดก่อนหน้านั้นชัดพอแล้ว” คำตอบดังขึ้นทันทีราวกับเขารอพูดประโยคนี้อยู่ก่อนแล้ว
แม่มณีกวาดลิ้นผ่านฟันด้านในช้า ๆก่อนพยักหน้าเพียงครั้งเดียว
เสิ่นโม่จิ่นผลักจริง เซี่ยอวี้ถงถูกกรงเล็บแทงก็จริงแต่ช่องว่างระหว่างสองเหตุการณ์นั้นไม่มีใครมองเห็นครบ หรืออาจมีแต่ใครจะออกมาพูด
“พรุ่งนี้ลูกต้องไปโรงพยาบาล” แม่เสิ่นพูด“อย่างน้อยไปขอโทษพ่อแม่อวี้ถงก่อน ส่วนเื่อื่นค่อยว่ากันหลังเธอฟื้น”
“ถ้าเธอฟื้น” เสิ่นโม่เหิงเน้นเสริมน้ำเสียงของเขายังคงเรียบ แต่ปลายนิ้วกลับจิกเข้าไปในฝ่ามือจนข้อนิ้วซีด
“หมอบอกว่าิญญาเธอเสียหายมากอาจไม่ตื่นขึ้นมาเร็ว ๆ นี้”
แม่เสิ่นหลับตาลงเมื่อได้ยินประโยคนั้นไหล่ทั้งสองข้างยุบลงเล็กน้อย ก่อนนางจะรีบยกมือปิดริมฝีปากไว้
พ่อเสิ่นหันไปมองภรรยาแล้ววางโทรศัพท์ลง
“เพราะอย่างนั้นยิ่งต้องจัดการเื่นี้ก่อนครอบครัวเซี่ยมาหาเื่หากพรุ่งนี้โม่จิ่นไปขอโทษด้วยตัวเองอย่างน้อยพวกเขาอาจยอมให้เรารับผิดชอบค่ารักษาและชดเชย”
ค่ารักษา การชดเชยและชื่อเสียงตระกูลถูกจัดเรียงออกมาทีละอย่างแต่ไม่มีคำถามถึงเหตุการณ์ในมุมของเสิ่นโม่จิ่นแทรกอยู่ในนั้น
แม่มณีใช้เล็บสะกิดคราบสีเทาตรงข้อนิ้วเศษปูนติดอยู่ลึกกว่าจุดอื่นจนดึงไม่ออกง่าย ๆ
คราวนี้ความปวดเริ่มแทรกเข้ามาจากขมับ ความเย็นพุ่งเข้ามาจากปลายนิ้วลามผ่านข้อมือขึ้นไปจนถึงหัวไหล่
ภาพห้องรับแขกดับลงพร้อมแสงโคมระย้า
ทั้งหมด ถูกแทนที่ด้วยภาพความทรงจำในดันเจี้ยนที่เพิ่งเกิดขึ้นทางเดินซีเมนต์เปียกชื้น และควันจากสายไฟซึ่งไหม้อยู่เหนือศีรษะ
แม่มณีปัจจุบันยังนั่งอยู่บนเก้าอี้
แต่ร่างกายกลับรับรู้ถึงความทรงจำของมืออีกคู่หนึ่งซึ่งกำลังสั่น
มือของเสิ่นโม่จิ่นเย็นจัดจนปลายนิ้วแทบไร้สีเซี่ยอวี้ถงจึงใช้สองมือกุมมันไว้ แล้วดึงหญิงสาวให้เดินชิดเข้าหาตัวเอง
หลอดไฟทรงยาวเหนือศีรษะกะพริบถี่ เศษปูนจากกำแพงร่วงลงบนเส้นผมของคนทั้งคู่
ด้านหลังมีเสียงร้องของคนอื่นดังขึ้นแล้วหยุดกะทันหันตามด้วยเสียงอะไรบางอย่างถูกลากผ่านแอ่งน้ำ
ภาพนั้นเสิ่นโม่จิ่นหายใจเร็วเสียจนหน้าอกกระตุก
ริมฝีปากซีดขยับไม่เป็คำขาทั้งสองพยายามก้าวตามเพื่อน แต่หัวเข่าไม่ยอมเหยียดตรง
“อย่ากลัว” เซี่ยอวี้ถงกระชับมือแน่นขึ้น ดวงตากลมเหลือบมองทางเดินข้างหน้า“จับมือฉันไว้ เราจะออกไปด้วยกัน”
ความกลัวของเ้าของร่างไหลเข้ามาจนแม่มณียังรู้สึกได้
เสิ่นโม่จิ่นคนเดิมไม่ใช่คนกล้าหาญ กลับเป็คนขี้กลัวมากกระทั่งเงาของตัวเองซึ่งสั่นอยู่บนผนังก็ทำให้ไหล่สะดุ้ง
ทว่ามือของเธอยังจับตอบมือเพื่อนเอาไว้
หลอดไฟเหนือป้ายเหล็กติดสว่างขึ้นชั่วขณะเงาดำทางซ้ายจึงแยกตัวออกจากมุมมืด ปลายแขนยาวเกือบถึงพื้น ข้อต่อบิดกลับทางและมีกรงเล็บสี่นิ้วกางออกตรงระดับศีรษะของเซี่ยอวี้ถง
เสิ่นโม่จิ่นเป็คนเห็นมันก่อน
ริมฝีปากของเธออ้าออกแต่ลมซึ่งถูกอัดอยู่ในอกไม่ยอมกลายเป็เสียง
เซี่ยอวี้ถงหันหน้าไปอีกทางไม่เห็นกรงเล็บซึ่งตวัดเข้าหาขมับของตนเอง
มือเย็นเฉียบของเสิ่นโม่จิ่นจึงปล่อยออกจากมือเพื่อนก่อนผลักลงบนหัวไหล่เต็มแรง
ร่างของเซี่ยอวี้ถงเซพ้นแนวกรงเล็บ เส้นสีดำเฉือนผ่านปลายผมแทนเนื้อศีรษะเส้นผมหลายเส้นขาดปลิวและติดอยู่บนเล็บของผีตัวนั้น
แรงผลักช่วยให้เธอพ้นจากสิ่งซึ่งพุ่งมาทางซ้าย
แต่...ทางขวาไม่ได้ว่างเปล่า เงาใต้ป้ายเหล็กอีกก้อนหนึ่งขยับช้ากว่ามันแนบอยู่บนผนังจนดูคล้ายคราบน้ำเก่า
กระทั่งแผ่นหลังของเซี่ยอวี้ถงกระแทกเข้าไปปากสีดำซึ่งซ่อนอยู่กลางลำตัวจึงฉีกเปิดแขนข้างหนึ่งพุ่งออกจากพื้นผิวปูนพร้อมกรงเล็บซึ่งมีเศษดินติดอยู่ตามข้อ
ปลายเล็บจ้วงผ่านเสื้อสีอ่อนและจมหายเข้าไปในหน้าท้อง
เซี่ยอวี้ถงอ้าปากค้างเืสีแดงเข้มซึมรอบข้อมือของผี ก่อนมันจะกระชากแขนกลับจนเนื้อผ้าขาดตาม
เืพุ่งกระทบแก้มของเสิ่นโม่จิ่น
“อวี้ถง!” เสียงกรีดร้องเรียกชื่อเพื่อนฉีกออกมาจากลำคอซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ยอมเปล่งเสียง
เซี่ยอวี้ถงพยายามหายใจ เืไหลออกจากมุมปากขณะที่ผีตัวที่สองซึ่งซ่อนอยู่ในผนังคลานตัวออกมาทีละส่วน ข้อศอกกระแทกพื้นดังกรอบจากนั้นปากบนกลางลำตัวก็อ้าเข้าหาศีรษะของคนเจ็บ
เสิ่นโม่จิ่นมองมันดวงตาเบิกกว้างจนเส้นเืแดงแตกอยู่ตรงหางตา แต่เธอที่ขี้กลัวสุด ๆ กลับดึงสติตัวเองขึ้นมา
ทั้งที่ขาอ่อนจนเกือบทรุดในก้าวแรก
ถึงอย่างนั้นเธอก็ถอยออกจากเซี่ยอวี้ถงแล้วยกมือเปื้อนเืขึ้นตบลงบนป้ายเหล็กข้างผนัง
เสียงโลหะดังสนั่นไปทั่วทางเดิน
ผีซึ่งกำลังโน้มลงหาเซี่ยอวี้ถงหยุด ปากสีดำค่อยๆ บิดกลับมาทางต้นเสียง
เสิ่นโม่จิ่นถอยอีกก้าวส้นรองเท้าเหยียบแอ่งน้ำจนลื่น ร่างเกือบล้ม แต่ยังใช้ฝ่ามือฟาดป้ายซ้ำอีกครั้ง
เืจากมือทิ้งรอยแดงไว้บนตัวอักษรสีขาว
“มาทางนี้สิ!” เสียงของเธอสั่นแหบพร่า น้ำตาไหลอาบหน้าผีตนนั้นได้ยิน แขนยาวลากไปบนพื้นซีเมนต์ ข้อต่อครูดผ่านเศษปูน
มันหมุนตัวออกจากเซี่ยอวี้ถงแล้วคลานเข้าหาเสิ่นโม่จิ่นปากกลางลำตัวขยายกว้างขึ้นทุกครั้งที่ได้กลิ่นเืบนมือ
เสิ่นโม่จิ่นถอยต่อ ทั้งที่น้ำตาไหลจนมองทางไม่เห็นริมฝีปากขยับเรียกชื่อเพื่อนซ้ำอยู่ในลำคอ แต่ไม่เคยหันหลังวิ่ง
เธอดึงผีออกมาได้สามก้าว ก่อนมืออีกคู่จะโผล่ผ่านความมืดด้านหลัง
นิ้วเย็นจัดห้านิ้วครอบลงรอบลำคอนิ้วโป้งกดข้างขวา ส่วนเล็บอีกสี่นิ้วจิกผ่านผิวด้านซ้ายแรงกระชากยกร่างของเสิ่นโม่จิ่นจนปลายรองเท้าหลุดจากพื้น
ผีตนแรกซึ่งพลาดเซี่ยอวี้ถงบิดคอเข้ามาใกล้ใบหูของมันแนบอยู่กับหัวไหล่ ปากฉีกยาวถึงแก้มและมีเศษเนื้อติดอยู่ระหว่างฟัน
เสิ่นโม่จิ่นยกมือขึ้นแกะนิ้วรอบคอเล็บของเธอครูดผ่านผิวซีดบวมโดยไม่อาจขยับมันออกได้ ขาเตะถูกผนังสองครั้งเศษปูนจึงฝังเข้าไปตามซอกเล็บ
ขณะที่ผีอีกตนคลานอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว
ปลายรองเท้าของเซี่ยอวี้ถงยังขยับ
เสิ่นโม่จิ่นเห็นเพื่อนพยายามหายใจ เห็นเืไหลลงเต็มพื้นและเห็นผีซึ่งถูกล่อออกมาหันกลับไปมองเหยื่อเดิมอีกครั้ง
มือที่กำลังแกะนิ้วผีจึงหยุดแล้วเปลี่ยนไปตะกุยผนังด้านข้างจนเกิดเสียงดัง
ผีบนพื้นหันกลับมาทางเธอ
แรงบีบรอบลำคอเพิ่มขึ้นพร้อมกันกระดูกอ่อนส่งเสียงเบา ลมหายใจซึ่งติดอยู่ในอกถูกบังคับให้ออกทางปากจนหมดดวงตาพร่ามัว
แต่เสิ่นโม่จิ่นยังลากเล็บผ่านปูนซ้ำๆเพื่อไม่ให้ผีตนนั้นกลับไปหาเซี่ยอวี้ถง
ความกลัวซึ่งติดอยู่ในร่างไม่ได้ลดลงเลยมันบีบหัวใจจนเต้นผิดจังหวะ มือเย็นยิ่งกว่าตอนจับมือเพื่อนกล้ามเนื้อทุกส่วนพยายามดิ้นรนตามสัญชาตญาณ
ทว่าสายตาของเสิ่นโม่จิ่นยังคงมองผ่านไหล่ผีไปยังร่างซึ่งนอนอยู่บนพื้น
เซี่ยอวี้ถงยังหายใจ
แต่...จังหวะหัวใจของเสิ่นโม่จิ่นกลับช้าลง
หนึ่งครั้ง
เว้น่ยาวจนหน้าอกไม่ขยับ จากนั้นหัวใจก็กระตุกเป็ครั้งสุดท้ายก่อนหยุดนิ่งอยู่ใต้แรงบีบของมือเย็นจัด
ภาพตรงหน้าดับลงพร้อมเสียงเล็บซึ่งหลุดจากผนัง
แม่มณีลืมตาขึ้นอีกครั้งในห้องรับแขก
นิ้วของเธอยังกดอยู่บนรอยถลอกตรงข้อนิ้วเล็บจิกแผลเดิมจนเืสดซึมออกมาเป็เม็ดเล็ก ๆเสียงหายใจหลุดผ่านลำคอแ่กว่าปกติ
เธอไม่ได้ทรุดลงจากเก้าอี้มีเพียงหัวไหล่ที่เคยตั้งตรงลดลงเล็กน้อยก่อนฝ่ามืออีกข้างจะจับขอบที่เท้าแขนไว้จนเส้นเอ็นชัดขึ้น
เ้าของร่างนี้ตายแล้ว
หัวใจของเสิ่นโม่จิ่นหยุดเต้นไปก่อนที่แม่มณีจะลืมตาขึ้นมา
ในนิยายเขียนเพียงว่าเสิ่นโม่จิ่นผลักเพื่อนเพื่อเอาตัวรอดกลับเป็เพียงมุมมองด้านเดียว
เสิ่นโม่จิ่นผลักจริง แต่ผลักให้พ้นกรงเล็บผีตัวแรกและเธอไม่เคยรู้ว่าผีอีกตนซ่อนอยู่ในตำแหน่งที่เพื่อนล้มลง
หลังจากเห็นเซี่ยอวี้ถงาเ็ เ้าของร่างก็ไม่ได้วิ่งหนีกลับใช้ตัวเองเป็เหยื่อลากผีทั้งสองตนออกจากเพื่อนจนถูกบีบคอตาย
แม่มณีหันมองคนในห้องทีละคน
คำพูดของพ่อเสิ่นยังอยู่ที่เื่การชดเชยแม่เสิ่นกำลังบอกว่าควรนำของเยี่ยมอะไรไปโรงพยาบาล
ส่วนเสิ่นโม่เหิงยืนฟังโดยไม่แทรก..
คนเหล่านี้เห็นเพียงภาพสตรีมขาดๆและคำพูดจากปากนางเอก..
คนดูในสตรีมก็เห็นแค่นั้นต่อให้แม่มณีลุกขึ้นเล่าเหตุการณ์ซึ่งเพิ่งไหลเข้ามา ใครจะเชื่อคำของคนที่ถูกตราหน้าไปแล้ว
หลักฐานไม่มีคนซึ่งรู้ความจริงอีกคนยังนอนอยู่ในห้องผ่าตัด ส่วนสวี่จืออี้ซึ่งทุกคนเชื่อกลับไม่รู้เห็นจากจุดไหนและพูดสิ่งที่สอดคล้องกับภาพในสตรีมทุกอย่าง
พอดีกันเสียจนไม่เหลือช่องให้เสิ่นโม่จิ่นพูด
แม่มณีคลายนิ้วออกจากที่เท้าแขนเืเม็ดเล็กตรงข้อนิ้วไหลผ่านรอยถลอกลงมาถึงหลังมือ เธอใช้หัวแม่มือปาดมันออกช้าๆ ก่อนวางมือกลับลงบนหน้าตัก
เธอรู้ความจริงแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอรับร่างมาและจะต้องรับภาระทุกอย่างของคนตายมาแบกไว้
เสิ่นโม่จิ่นช่วยเพื่อนและตายเพราะการช่วยนั้นส่วนครอบครัวของร่างนี้เลือกเชื่อภาพซึ่งเห็นไม่ครบไปแล้ว
หากพวกเขาไม่คิดฟังแม่มณีก็ไม่มีเหตุผลต้องเอาหัวตัวเองไปโขกกำแพงจนเืออกเพื่อพิสูจน์ว่ากำแพงมันแข็งเพียงใด
คำขอโทษควรเป็ของคนทำผิด
ส่วนเื่นี้เ้าของร่างไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเซี่ยอวี้ถง แถมยังช่วยไม่ให้ผีตัวนั้นซ้ำคาที่ และแม่มณียิ่งไม่ใช่คนลงมือ
เธอจึงไม่คิดก้มหน้าขอโทษ
ไม่มีใครสังเกตว่าดวงตาของหญิงสาวบนเก้าอี้เปลี่ยนจากความไม่เข้าใจไปเป็การมองคนแปลกหน้าอย่างสมบูรณ์แล้ว
แม่มณีก้มลงมองเืแห้งบนมือของเสิ่นโม่จิ่นก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังเงาซึ่งทอดอยู่บนพื้นพรมใต้เก้าอี้
เงานั้นมีเส้นผมยาว มีแผ่นประคบพันรอบคอและมีรูปร่างของเด็กสาวอายุสิบเก้าปีซึ่งไม่เหลือชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้
เธอมองมันอยู่ชั่วอึดใจแล้วปลายนิ้วก็ขยับเช็ดเืกับขอบป้ายข้อมือสีส้มอย่างไม่รีบร้อน