รุ่งเช้าแสงแรกลูบขอบกำแพงดินเป็ริ้วสีอ่อนลมจากทิศใต้พาไอเย็นบาง ๆ มาปัดป้าย “บัญชีสาธารณะ” ให้ไหวเบาลู่หานนั่งหลังตรงที่โต๊ะเล็กกลางลาน พู่กันวางข้างแผ่นไม้ไผ่เหม่ยหลิงตรวจตารางเวรผลัดเช้า เสมียนกลางเตรียมครั่งในถ้วยเล็กชายชรากระดิ่งเดินปิดวงค่ายหนึ่งรอบแล้วสั่นสั้น 2 ครั้งเพื่อให้สัญญาณเริ่มวันคนเวรยามตอบ “รับคำ” พร้อมกันจนเสียงกระทบโล่ดังเป็จังหวะเดียว
หลี่เฟิงเดินเข้ามาตามนัดเสื้อหม่นของเขายังซักไม่ทันแห้งดี กลิ่นแดดยังอวล เขาคำนับสั้น
“ข้าพร้อมให้การต่อหน้า”
ลู่หานผายมือให้เขานั่งฝั่งซ้ายโต๊ะเล็กเหม่ยหลิงนั่งฝั่งขวา เสมียนกลางยืนพร้อมพู่กัน
“ขอให้เล่าตามลำดับ”ลู่หานกล่าวเรียบ “วัน เวลา ผู้เกี่ยวข้อง และเอกสารที่มีในมือ”
หลี่เฟิงสูดหายใจยาวเขาเอื้อมหยิบผ้าห่อเอกสารจากอกเสื้อ คลี่ออกเผยกระดาษสองแผ่น้าประทับตราเลอะหมึกคำว่า “รับเข้าคลัง” แต่ตัวสะกดชื่อเขาถูกบิด
“หนึ่งเดือนก่อน ข้าส่งเกลือและถั่วแห้งให้โรงครัวทหารเมืองตามสัญญา เขาออก‘ใบรับเข้าคลัง’ ให้ข้า และบอกว่าจะจ่ายเงินภายใน 7 วัน ข้ารอครบ กลับได้‘ใบยกหนี้’ อ้างว่า ของทั้งหมดถูกนับเป็ของหลวงแล้ว ข้าจึงไม่มีสิทธิ์ทวงค่า”
“ใครลงชื่อในใบยกหนี้”เหม่ยหลิงถาม
“คนเขียนระบุชื่อ‘ผู้ช่วยคลังหลวง’ ลงนิ้วครั่งไว้ แต่เมื่อข้าไปตาม เ้าหน้าที่ด่านบอกว่าตัวสะกดชื่อผิดจึงนับเป็เอกสารไม่สมบูรณ์และไม่ต้องรับผิดชอบ”
เสมียนกลางก้มดูแผ่นแรกลายมือหยาบ ตัวอักษรขาดเส้นหลายจุด เขาจดสำเนาบรรทัดหัว แปะลงบนแผ่นไม้ไผ่แล้วชี้คำที่เขียนชื่อหลี่เฟิง
“นี่สะกดชื่อเ้าผิดหนึ่งตัวและตำแหน่งผู้รับผิดชอบก็ซ้ำกันสองคำโดยไม่มีหมายเลขคำสั่ง”
หลี่เฟิงพยักหน้า“ข้าจึงมาหาใครก็ตามที่กล้าอ่านต่อหน้า”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจหลัก: เปิดโปงเส้นทาง “ใบยกหนี้”กลางตลาด โดยไม่ปะทะ]
[เงื่อนไข: (1)ขอสำเนาใบรับใบยกหนี้จากประตูเมือง มากกว่า 3 ชุด, (2) หาผู้ลงนิ้วครั่งตัวจริงมากกว่า 1 คนมาให้การต่อหน้า, (3) อ่านชื่อผู้ทำผิดต่อหน้าชาวเมือง มากกว่า 30 คน]
[รางวัล: “แบบตรวจเอกสารราชการปลอม” 1 ชุด+ สิทธิ์ตั้ง “กระดานชื่อกลางตลาด” 7 วัน]
[คำเตือน:คนของผู้ว่าการจะยั่วยุให้รุนแรงในยามเถลิง]
ลู่หานอ่านบรรทัดสั้นๆ ในใจ ดวงตาเขานิ่งเฉียบ เหม่ยหลิงหันไปทางเสมียนกลาง
“เตรียมสำเนา‘แบบตรวจเอกสาร’ ตามหัวข้อ เมื่อได้ฉบับจริงจากประตูเมืองให้จดบรรทัดหัวทันที”
เธอหันกลับมาหาหลี่เฟิง“เ้าพร้อมยืนข้างเราเมื่ออ่านชื่อหรือไม่”
“พร้อม”หลี่เฟิงตอบ “แม้เขาจะส่งคนมาไล่ ข้าก็จะไม่หนี”
ลู่หานพยักหน้าแล้วหันไปทางอาหยินที่ยืนคอยข้างแนวโล่
“ช่วยพาคณะเล็กไปประตูตะวันออกรับสำเนา ‘ใบรับคลังหลวง’ ทั้งหมดของเมื่อวานและเช้านี้มอบเงินตำลึงเงินตามอัตราค่าถ่ายสำเนาหน้าด่าน ขอให้เขาลงนิ้วครั่งผู้มอบด้วย”
อาหยินรับคำ“จะทำต่อหน้า” เธอหยิบถุงผ้าตำลึงเงิน ผูกเชือกแน่น แล้วออกไปพร้อมยามสองนาย
ลู่หานหันกลับมายังโต๊ะเล็ก
“ส่วนเราจะไปตลาดหน้าโรงชั่ง ลานกว้างพออ่านชื่อได้ ให้ยามจัดรูปโล่ไม่ปะทะ และเตรียม‘กระดานชื่อ’ ว่าง ๆ ไว้หนึ่งแผ่น”
เสมียนกลางยกมือ“ข้ามีไม้กระดานขัดเรียบหนึ่งแผ่น เขียนหัวว่า ‘คนทำผิดอ่านต่อหน้า’ ได้ทันที”
เหม่ยหลิงยิ้มบาง“ให้เว้นสามช่อง ชื่อ สังกัด และสิ่งที่ทำผิด”
แดดยามสายเริ่มแรงขึ้นเงากำแพงสั้นลง ลู่หานให้สัญญาณขบวนเล็กเคลื่อนคนเวรผลัดเช้าครึ่งหนึ่งอยู่เฝ้าค่าย อีกครึ่งหนึ่งตามไปคุมแนวตลาดเถ้าเรือกวงคุมเชือกพันรอบเกวียนคันนำเพื่อปัก “กระดานชื่อ” เสียบให้มั่นคงเด็กส่งสารวิ่งล่วงหน้าไปแจ้งโรงชั่งว่า จะมี “การอ่านต่อหน้า”ที่ไม่รบกวนการค้าขาย และเปิดให้คนยืนเป็พยานได้
ทางสู่ตลาดเป็ถนนหินเรียงข้างทางมีร้านขายผ้า ขายเกลือ ขายถั่วและธัญพืชกลิ่นขิงและต้นหอมจากรถเข็นเดิมเมื่อคืนลอยมาแตะจมูกพ่อค้าเ้ารถเข็นเห็นลู่หานก็ยกหม้อให้สูงขึ้นนิดเดียวเหมือนคนส่งแรงใจโดยไม่ต้องพูด
เมื่อถึงหน้าโรงชั่งลู่หานหยุดยืนกลางลาน ยามตั้งโล่โค้งครึ่งวง เว้นทางคนเดินเหม่ยหลิงยกมือขอความเงียบ เสมียนกลางยก “กระดานชื่อ” ว่างขึ้นเสียบกับเกวียนเด็กสามสี่คนวิ่งมาดู คนขายของหลายรายหยุดชั่งของครู่หนึ่ง เสียงซุบซิบดังขึ้น
“จะอ่านอะไร”
“อีกแล้วหรือ‘อ่านต่อหน้า’ ของตระกูลรอง”
“คราวนี้เกี่ยวกับคลังหลวง”
ลู่หานไม่รอให้เสียงมากไปเขาพูดชัดถ้อยชัดคำ
“วันนี้เราจะขอให้คลังหลวงชี้แจงเื่ ‘ใบยกหนี้’ ที่ออกโดยสะกดชื่อผิดและลงนิ้วครั่งไม่ครบ หากท่านใดเกี่ยวข้อง ขอให้ลงชื่อที่นี่ ต่อหน้า”
ไม่ทันจบประโยคเ้าหน้าที่คลังหลวงสองคนเดินเลี้ยวออกมาจากด้านข้างโรงชั่งคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสั้นสีหม่น ข้อมือเปื้อนหมึกเก่า อีกคนถือกระดาษหลายแผ่นหน้าตายียวน คนถือกระดาษยกคางขึ้น
“พวกเ้านี่ชอบทำอะไรให้วุ่นตลาดเขาทำมาหากินกันดี ๆ จะให้อ่านอะไร”
เหม่ยหลิงชี้สมุดบนโต๊ะเล็ก
“อ่านชื่อคนที่ออก‘ใบยกหนี้’ โดยสะกดชื่อผู้รับผิดชอบผิด และไม่ระบุหมายเลขคำสั่งลงนิ้วครั่งไม่ครบ”
คนถือกระดาษหัวเราะหยัน
“เอกสารมากมายพลาดกันบ้าง ไม่ใช่เื่ใหญ่”
“ถ้าไม่ใหญ่ขอให้ลงชื่อตนเองในฐานะคนรับผิดชอบ ต่อหน้า” เหม่ยหลิงว่า“และให้ชี้ต่อหน้าประชาชนว่า ‘ข้อใดในกฎเมือง’อนุญาตให้สะกดชื่อผิดแล้วไม่ต้องจ่ายหนี้”
คำว่าต่อหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้คนมายืนมากขึ้นเ้าหน้าที่ที่ยียวนชะงัก เขาหันไปมองเพื่อนร่วมงาน ขณะนั้นเองอาหยินกลับมาจากประตูเมือง เธอถือถุงผ้าแน่น ใบหน้ามีเหงื่อบางเธอส่งสำเนาให้เหม่ยหลิง
“ได้สำเนา‘ใบรับคลังหลวง’ เช้าสามฉบับ และ ‘ใบยกหนี้’ อีกหนึ่งฉบับผู้มอบยอมลงนิ้วครั่งต่อหน้าแล้ว”
เหม่ยหลิงคลี่ออกเห็นชื่อผู้ลงนิ้วครั่งคนละคนกับคนตรงหน้าทันที เธอยกแผ่นหนึ่งโชว์ให้คนดูเห็นชัดว่าตัวอักษรชื่อหลี่เฟิงถูกบิด และหมายเลขคำสั่งว่างเปล่า
เสมียนกลางยกพู่กันขึ้นเขียนหัว “คนทำผิดอ่านต่อหน้า” ลงบนกระดาน แล้วเว้นช่องสามช่องเหม่ยหลิงเอ่ยเสียงนิ่ง
“ขอเรียกผู้ลงนิ้วครั่งในเอกสารฉบับนี้ต่อหน้าหากอยู่ที่นี่ ขอให้ก้าวออกมา”
คนคลังหลวงทั้งสองนิ่งเงียบงันปะทะกับเสียงฮือของตลาด พ่อค้าหลายคนยกต้นคอ มองอย่างคาดหวังหลี่เฟิงยืดหลังขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากเขาแน่น แต่แววตาไม่ถอย
ขณะความเงียบตึงขึ้นเสียงรองเท้าหนังครูดหินก็ดังมาจากฝูงชน ชายวัยกลางคนร่างสูง เดินแหวกผู้คนออกมาเขาสวมผ้าพันแขนสีครามขอบเงินแบบเ้าหน้าที่ แต่สีซีดกว่าของทหารเขาหยุดห่างจากโต๊ะเล็กสองก้าว
“ข้าเป็เสมียนผลัดเวรของคลังหลวงฉบับนั้น…ข้าลงนิ้วครั่งเอง”
เสียงฮือดังขึ้นรอบลานชายอีกสองคนจากคลังหลวงหันขวับไปมอง ดวงตาขุ่นเคือง ชายร่างสูงไม่สนเขามองเหม่ยหลิงตรง ๆ
“ยามนั้นหัวหน้าข้าบอกให้รีบสะสางเอกสารข้าจึงลงนิ้วโดยไม่ได้ตรวจหมายเลขคำสั่ง และไม่ตรวจชื่อผู้รับจริง”
เหม่ยหลิงถาม“หัวหน้าชื่อใคร”
ชายร่างสูงกลืนน้ำลาย“รองหัวหน้าคลัง หลิวเหยียน”
เสมียนกลางขีดพู่กันลงกระดานชื่อบรรทัดแรก “เสมียนผลัดเวรคลังหลวง” บรรทัดสอง “ลงนิ้วครั่งโดยไม่ตรวจ” บรรทัดสาม“ชี้ชื่อ ‘หลิวเหยียน’ สั่งการ” เขาหันกระดานออกให้ผู้คนเห็น แล้วเอ่ย
“โปรดลงนิ้วครั่งยืนยันคำให้การของท่านต่อหน้า”
ชายร่างสูงมองรอบลานเห็นทั้งคนซื้อคนขาย คนหาบของ และยามในรูปโล่โค้งเขายื่นนิ้วแตะครั่งแล้วกดลงบนกระดานชื่อ ฝูงชนเงียบไปหนึ่งหายใจแล้วพลังบางอย่างก็ซึมผ่านลาน ใบหน้าเริ่มผ่อนคลายเหมือนเห็นทาง
เ้าหน้าที่คลังหลวงอีกสองคนสีหน้าเสียพวกเขากระซิบกัน แล้วคนหนึ่งะโ
“คำให้การของเสมียนผลัดเวรไม่ผูกมัดคลังหลวง!”
ลู่หานตอบเรียบ
“แต่ผูกมัดความจริงต่อหน้าประชาชนและเป็ทางให้เราขอเรียกหัวหน้าท่านมาตอบต่อหน้าได้”
เขาหันไปทางหลี่เฟิง“เ้ามีสัญญาขายของฉบับแรกหรือไม่”
“มี”หลี่เฟิงยื่นแผ่นไม้ไผ่ที่จารลายมือไว้ เสมียนกลางวางคู่กับสำเนาใบรับคลังหลวงและใบยกหนี้ เขาเขียนเส้นประเชื่อม “ผู้รับวันยามหมายเลขคำสั่งว่าง”ให้เห็นเป็สายเดียวกลางโต๊ะเล็ก
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก: ได้สำเนาเอกสารครบ มากกว่า 3ฉบับ, พบผู้ลงนิ้วครั่งตัวจริง, ระบุผู้ออกคำสั่ง]
[รางวัล: “แบบตรวจเอกสารราชการปลอม”และสิทธิ์ตั้ง “กระดานชื่อกลางตลาด” 7 วัน]
[คำแนะนำ:อ่านชื่อผู้ทำผิดระดับแรกต่อหน้าแต่เว้นพื้นที่ให้หัวหน้าคลังก้าวออกมาเองในเวลาเหมาะสม]
เหม่ยหลิงอ่านช้าๆ ให้ได้ยินทั่ว
“ต่อหน้าประชาชนที่นี่เราจะอ่านชื่อผู้ทำผิดระดับแรก คือ ‘เสมียนผลัดเวร’ที่ลงนิ้วครั่งโดยไม่ตรวจหมายเลขคำสั่ง และจะอ่านต่อว่า เขาชี้ว่ามีผู้สั่งชื่อ‘หลิวเหยียน’ รองหัวหน้าคลัง”
เธอหันไปทางชายร่างสูง“ท่านยืนยันหรือไม่”
เขาพยักหน้า“ยืนยัน”
เสมียนกลางยกพู่กันขึ้นเขียนชื่อเสมียนผลัดเวรลงกระดาน จากนั้นเขียนบรรทัดเล็กไว้ล่างสุด“เรียกผู้เกี่ยวข้องระดับถัดไปรองหัวหน้าคลัง ‘หลิวเหยียน’ให้มาชี้แจงต่อหน้าภายใน 1 วัน” แล้วชูให้ทุกคนเห็นชัด คนในตลาดหลายคนโห่รับเบา ๆ บางคนปรบมือดับ ๆติด ๆ อย่างไม่ถนัดกับการแสดงออก แต่แววตากลับชัดเจนว่าคล้อยตาม
เสียงฝีเท้าหนักดังมาจากปลายตรอกทหารเวรชุดหนึ่งโผล่เข้าลานหัวหน้าชุดคือชายผิวคล้ำผ้าพันแขนครามขอบเงินคนเดิมจากเมื่อวานเขากวาดตามองกระดานชื่อแล้วะโ
“ห้ามติดกระดานชื่อกลางตลาดโดยไม่ได้รับอนุญาต!”
ลู่หานยกใบสิทธิ์จากระบบที่ตอนนี้ถูกเขียนลงแผ่นไม้ไผ่เป็บรรทัดสั้นๆยื่นให้ดู “สิทธิ์ตั้งกระดานชื่อกลางตลาด 7 วัน ได้รับต่อหน้า มีพยาน”เสมียนกลางชูแผ่นพยานนิ้วครั่งของเสมียนผลัดเวรให้ทหารเห็นพร้อมกัน ทหารหยุดกึกเพราะรู้ว่าถ้าฉกแผ่นไม้พยานต่อหน้า จะกลายเป็ “ทำผิดต่อหน้า” ในทันที
หัวหน้าชุดเปลี่ยนท่าทีจากแข็งเป็เฉือนคำ
“ถ้าเกิดความวุ่นวายเราจะสลาย”
ลู่หานตอบสั้น
“ถ้าท่านเห็นความวุ่นวายโปรดชี้ชื่อคนก่อต่อหน้า และลงนิ้วครั่งกำกับ”
คนรอบลานหัวเราะหึๆ เพราะรู้กันว่าคำนี้ตีกลับดาบอย่างพอดี ทหารชุดนั้นจึงถอยไปครึ่งก้าวแต่ยังยืนคุมเชิง
เหม่ยหลิงหันกลับมาทางหลี่เฟิง“เราจะไปขอพบรองหัวหน้าคลังที่ศาลว่าการทันที เ้าไปกับเราหรือจะคอยอยู่ที่นี่”
“ข้าไป”หลี่เฟิงตอบ “เื่นี้ของข้า หากปล่อยจะไม่มีใครกล้าออกปากอีก”
ขบวนเล็กจัดรูปแบบใหม่เหม่ยหลิงนำลู่หาน หลี่เฟิง และเสมียนกลาง มุ่งหน้าไปศาลว่าการเมืองกำแพงศาลว่าการสูงทึบ ประตูไม้หนาทึบปักตราเมืองอย่างตั้งใจจะทำให้คนรู้สึกเล็กลานด้านหน้าเงียบกว่าตลาด แต่สายตาสอดส่องมีอยู่ที่ช่องหน้าต่างทุกบาน
เ้าหน้าที่หน้าประตูรับคำขอเข้าพบเห็น “กระดานชื่อ” ที่เสมียนกลางหอบตามมาด้วยก็หน้าเสียเขาวิ่งเข้าไปด้านในครู่หนึ่งแล้ววิ่งกลับมา
“รองหัวหน้าคลังยุ่งไม่สะดวกพบ”
เหม่ยหลิงยิ้มบาง“ถ้าไม่สะดวก พบบนลานด้านหน้าก็พอ ต่อหน้าประชาชน”
นางชี้ไปยังพื้นที่โล่งกลางลานศาลว่าการเ้าหน้าที่อ้าปากค้าง เสียงกระซิบจากช่องหน้าต่างสูงขึ้นหนึ่งชั้นเหมือนนกที่ถูกปลุกจากกิ่ง
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจย่อย: บีบให้ผู้มีตำแหน่งเลือก‘โต้แย้งต่อหน้า’ หรือ ‘เงียบต่อหน้า’]
[คำแนะนำ: ถ้าอีกฝ่ายไม่ออกพบ ให้ตั้ง“กระดานชื่อ” ที่หน้าศาล และอ่านบันทึกต่อหน้า]
ลู่หานพยักหน้าให้เสมียนกลางตั้งกระดานชื่อที่หน้าบันไดศาลว่าการเขาก้าวขึ้นบันไดสองขั้นแล้วหันหลังกลับสู่ผู้คนที่ตามมาหาระยะไม่ให้ล้ำเส้นเ้าหน้าที่ เหม่ยหลิงยืนข้างซ้าย หลี่เฟิงยืนข้างขวาชายชรากระดิ่งยืนใต้บันได เงยหน้ามองอย่างสงบ
“วันนี้เราอ่านชื่อ ‘เสมียนผลัดเวร’ ที่ลงนิ้วครั่งโดยไม่ตรวจหมายเลขคำสั่ง และเรียกชื่อ‘หลิวเหยียน’ รองหัวหน้าคลัง ให้มาชี้แจงต่อหน้าว่า เหตุใดจึงมี ‘ใบยกหนี้’สะกดชื่อผู้รับผิดชอบผิด และไม่ระบุคำสั่ง”
ลู่หานเว้นก้าวหายใจ“หากไม่ออกมาภายใน 1 ชั่วยาม เราจะถือว่า ‘เงียบต่อหน้า’ และติดชื่อไว้ที่กระดาน 7วัน จนกว่าจะชี้แจง”
เสียงฮือวิ่งไปตามกำแพงหน้าต่างหนึ่งบานผลักเปิดเล็กน้อย เงาคนขยับเหมือนลังเล หลายลมหายใจถัดมาประตูด้านข้างจึงเปิดออก ชายวัยกลางคนรูปร่างสมส่วน แต่งกายเรียบร้อย เดินออกมาช้าๆ เขาหยุดตรงเงาร่มฉาบหน้าประตู ดวงตาสำรวจฝูงชนอย่างเร็วแล้วหยุดที่กระดานชื่อ
“ข้าคือหลิวเหยียนรองหัวหน้าคลัง” เขาพูดชัด “เื่เอกสารทุกฉบับ ทำตามขั้นตอน”
เหม่ยหลิงก้าวหนึ่งก้าว“ขั้นตอนใดอนุญาตให้ลงนิ้วครั่งโดยไม่ระบุหมายเลขคำสั่งและสะกดชื่อผู้รับผิดชอบผิด”
หลิวเหยียนเลิกคิ้ว“ความผิดของเสมียนผลัดเวรไม่เกี่ยวกับหัวหน้า”
“แต่ผู้ใต้บังคับบัญชาชี้ชื่อท่านว่าเป็ผู้เร่งให้‘สะสาง’ ไม่ตรวจ” ลู่หานกล่าว “ถ้าท่านไม่เกี่ยว โปรดลงนิ้วครั่งชี้ว่า‘ไม่เกี่ยว’ ต่อหน้า และระบุขั้นตอนที่ถูกต้องให้คนทั้งเมืองฟัง”
สายตาหลายสิบคู่จับที่ปลายนิ้วของหลิวเหยียนเขาชะงักเพียงเสี้ยวหายใจ แต่เพียงพอให้เสียงซุบซิบวิ่งขึ้นกำแพงเหม่ยหลิงไม่ปล่อยเวลาว่าง เธอชี้เอกสารบนโต๊ะเล็ก
“นี่คือสัญญาขายของฉบับแรกของหลี่เฟิงนี่คือใบรับคลังหลวง นี่คือใบยกหนี้ที่ไม่ระบุคำสั่ง”
เธอพลิกเอกสารอีกแผ่น“นี่คือสำเนาใบรับอีกสองฉบับของพ่อค้าอื่นเมื่อเช้าตัวสะกดชื่อผู้รับผิดชอบถูกต้องและมีหมายเลขคำสั่งครบ แปลว่า ‘ทำได้เมื่ออยากทำและทำไม่ได้เมื่อไม่อยากทำ’ ใช่หรือไม่”
หลิวเหยียนเม้มปากชายเสมียนผลัดเวรที่ให้การก่อนหน้านี้ยืนอยู่ปลายแถว เขาก้มหน้าแน่นหลิวเหยียนมองเห็นเองว่า “ความเงียบต่อหน้า”กำลังกลายเป็ตราบนกระดานชื่อทันทีหากเขาไม่ขยับ เขาจึงเอ่ยช้า ๆ
“ข้าจะตั้งคณะเล็กตรวจสอบเอกสารชุดนี้”
เหม่ยหลิงส่ายหน้า“ไม่ใช่หลังฉาก ให้ตรวจต่อหน้า”
นางชี้โรงชั่ง“เราจะกลับไปหน้าโรงชั่งตอนยามเถลิง เปิด ‘โต๊ะเล็ก’ให้ท่านอ่านขั้นตอนให้ชัดต่อหน้าพ่อค้าและชาวเมือง หากท่านไม่มา เราจะอ่านชื่อ‘เงียบต่อหน้า’ ของท่านแทน”
หลิวเหยียนขบกรามเขาเป็คนที่ชินกับคำสั่ง ไม่ชินกับการถูกเรียกต่อหน้า แต่ภาพฝูงชนรอบลานและกระดานชื่อที่เขียนเว้นบรรทัดไว้ให้ใครสักคนลงนิ้วครั่ง กดเขาให้ต้องเลือกสุดท้าย เขาพยักหน้าอย่างฝืนตน
“ยามเถลิงข้าจะไปที่โรงชั่ง”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[บันทึก: บีบให้ผู้มีตำแหน่งเลือก‘โต้แย้งต่อหน้า’ ได้สำเร็จ]
[รางวัล:“สิทธิ์ตั้งโต๊ะเล็กชั่วคราวหน้าโรงชั่ง” 1 วัน และ“แบบขั้นตอนตรวจเอกสารต่อหน้า”]
[คำเตือน: ก่อนยามเถลิงคนของผู้ว่าการจะปล่อยคนก่อกวนในตลาด ให้เตรียมเวรไฟสามวงและเชือกกำกับทางเดิน]
ขบวนเล็กถอยจากศาลว่าการกลับไปยังโรงชั่ง เหม่ยหลิงสั่งให้วาดเส้นเชือกแบ่งช่องยืน“ผู้ให้การผู้สังเกตยาม” ชัดเจน เพื่อไม่ให้คนเบียดมุมหนึ่งตั้งหม้อน้ำร้อนให้ผู้สูงวัยจิบแก้คอแห้ง เสมียนกลางเขียนหัว“ขั้นตอนตรวจเอกสารต่อหน้า” เป็บรรทัดสั้น ๆ ว่า “ตรวจชื่อตำแหน่งหมายเลขคำสั่งวันยามผู้ลงนิ้วครั่งพยาน”
ยามสายสู่ยามเที่ยงลื่นไหลเหมือนน้ำผ่านลำธารข่าวว่ารองหัวหน้าคลังจะมาชี้แจงต่อหน้าวิ่งไปไกลกว่าที่ใครคาดคนจากตรอกลึกและตลาดย่อยมาออกันรอบโรงชั่ง แต่เส้นเชือกทำให้ทุกอย่างเป็ระเบียบเด็กคนเดิมจากรถเข็นซุปขยับรถเข้าใกล้ ให้ยามผลัดเที่ยงได้ซดน้ำอุ่นก่อนเวลาเถ้าเรือกวงคอยขึงเชือกเพิ่มทีละ่พอดีจังหวะคนมากขึ้น
ยามเถลิงเงาของเสาศาลเ้าสั้นลง ท้องฟ้าใสจาง หลิวเหยียนปรากฏตัวเขามากับเสมียนสองคนด้านหลัง สีหน้าขึง แต่เดินตรงมายัง “โต๊ะเล็ก”อย่างยอมรับกติกาในเช้าวันนี้ เหม่ยหลิงก้าวหลบให้เขายืนกลางวง
“ข้าจะอธิบายขั้นตอน”หลิวเหยียนว่า เสียงไม่ดังไม่เบา “ตามระเบียบ ใบยกหนี้ต้องมีหมายเลขคำสั่งและลงนิ้วครั่งผู้รับผิดชอบสองตำแหน่งขึ้นไปจากนั้นต้องประกาศรายชื่อผู้ถูกยกหนี้ที่บอร์ดคลังให้ประชาชนตรวจสอบได้หากขาดข้อใด ถือว่าเอกสารไม่สมบูรณ์”
เสียงฮือดังยาวหลายคนหัวเราะอย่างไม่เชื่อหูตนเอง เพราะไม่เคยเห็นบอร์ดรายชื่อที่ว่าเหม่ยหลิงแทงคำถามทันที
“แล้วเหตุใดใบของหลี่เฟิงจึงขาดทั้งหมายเลขคำสั่งและสะกดชื่อผู้รับผิดชอบผิด”
หลิวเหยียนชะงักหนึ่งจังหวะก่อนตอบ “เพราะ…มีการเร่งสะสาง และใช่ ข้าสั่งให้เร่งเอง บกพร่องคือความผิดของข้า”
เสียงในลานสงบนิ่งเป็ความเงียบที่กดคลื่นอารมณ์ลง ไม่ใช่ความว่างเปล่าหลี่เฟิงก้าวออกมาข้างโต๊ะเล็ก ตรงไปตรงมา
“แล้วค่าของข้าจะได้รับคืนเมื่อใด”
“ภายใน3 วัน” หลิวเหยียนตอบ “ข้าจะออกใบคำสั่งใหม่ตามขั้นตอนและติดรายชื่อที่บอร์ดคลังให้ตรวจสอบ”
เขาหันไปทางเสมียนผลัดเวร“ส่วนเ้าจะถูกลงโทษตามระเบียบ”
เสมียนผลัดเวรคุกเข่าลงพลางเอ่ย “ข้ายอมรับผิดต่อหน้า”
ลู่หานพยักหน้าเล็กน้อยดวงตาไม่ได้มีแววสะใจ แต่เหมือนคนที่เห็นหินก้อนแรกกลิ้งตามทางที่ควรเหม่ยหลิงหันไปทางเสมียนกลาง
“จด‘คำมั่นต่อหน้า’ ของรองหัวหน้าคลัง ลงใน ‘บัญชีสาธารณะ’ และใน ‘กระดานชื่อ’บรรทัดล่าง ให้ครบ วัน ยาม และพยาน 3 คน”
เสมียนกลางจดเร็วและชัดชายชรากระดิ่งแตะนิ้วครั่งเป็พยาน คนขายซุปแตะนิ้วเป็พยานอีกคนและอาหยินแตะนิ้วในฐานะพยานฝ่ายค่าย เสียงคนในลานคลายลงเหมือนเส้นเชือกที่ขึงตึงถูกผ่อนสักครึ่งคืบ
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[สรุปภารกิจ: เปิดโปงเส้นทาง “ใบยกหนี้”กลางตลาดสำเร็จ โดยไม่ปะทะ]
[รางวัล: “แบบตรวจกระดาษปลอม”พร้อมตัวอย่างลายมือ 3 แบบ และ “สิทธิ์ขยายกระดานชื่อ” เพิ่มอีก 1 แผ่น]
[คำเตือน:คนของผู้ว่าการจะเปลี่ยนกลยุทธ์จากเอกสารปลอมเป็ก่อกวนด้วยคนปากพล่อยในยามหัวค่ำ]
คนเริ่มทยอยกลับแผงของตนแต่หลายคนยังยืนอ่าน “ขั้นตอนตรวจเอกสารต่อหน้า” ที่เหม่ยหลิงเขียนไว้ บางคนถามเสมียนกลางตอบให้อย่างใจเย็น หลี่เฟิงหันมาคำนับลู่หาน
“ข้าคิดว่าต้องพังอยู่คนเดียวแต่ดูเหมือน ‘ต่อหน้า’ มีจริง”
“ต่อหน้าไม่ใช่อาวุธของตระกูลรอง”ลู่หานกล่าว “มันคือเกราะของคนทั้งเมือง หากทุกคนกล้าใช้”
ใบหน้าหลี่เฟิงเปลี่ยนแววเขาโค้งอีกครั้ง “ข้าจะส่งข่าวไปยังพ่อค้าคนอื่น ให้เตรียมเอกสารมาทบทวนที่‘โต๊ะเล็ก’ พรุ่งนี้”
“ดี”เหม่ยหลิงตอบ “แต่บอกเขาด้วยว่า เราไม่รับเื่ที่โกหกต่อหน้าใครขอแทรกคิวโดยไม่ถึงคราว จะถูกอ่านชื่อเช่นกัน”
แสงบ่ายเอียงลงลมจากกำแพงเมืองพัดให้ธงขาวดำบนเกวียนสั่นระริก ขณะขบวนเล็กเคลื่อนกลับค่ายลานใต้เสียงกลองเมืองดังหนึ่งครั้ง ท่ามกลางเสียงรองเท้าคนเดินกลับเร็วคล้ายเมืองทั้งเมืองเริ่มรู้จังหวะใหม่ทีละน้อย
ค่ายลานใต้สว่างด้วยตะเกียงวงแรกก่อนตะวันลับเถ้าเรือกวงผูกเชือกเพิ่มตรงช่องกำแพงแหว่ง อาหยินแจกยาให้คนเวรผลัดค่ำเด็กส่งสารเอาถังน้ำมาเติมหม้อใหญ่ เหม่ยหลิงเช็ดปลายพู่กัน แล้ววาง“แบบตรวจกระดาษปลอม” ที่ระบบมอบให้ไว้บนโต๊ะเล็ก คำสำคัญอยู่ที่ “ลายมือสะกดชื่อการกดนิ้วครั่งความหนาของครั่งหมายเลขคำสั่งต่อเนื่อง”
ลู่หานเขียนบันทึกสั้นบนแผ่นไม้ไผ่
“ตลาดหน้าโรงชั่งอ่านชื่อเสมียนผลัดเวรลงนิ้วต่อหน้า
รองหัวหน้าคลังรับผิดชอบต่อหน้าให้คำมั่นออกคำสั่งใหม่3 วัน
ตั้ง ‘กระดานชื่อ’ 7 วัน
สิทธิ์ตั้งโต๊ะเล็กได้ 1 วัน”
เขาวางพู่กันสูดลมหายใจลึก มองไปที่ทิศประตูเมืองที่แสงสุดท้ายหายไป แล้วหันมาที่ค่ายเสียงคนในตรอกเริ่มดังขึ้นตามธรรมดาของเมือง ห่างออกไปมีเสียงหัวเราะเย้ยหยันแทรกมาเป็สะเก็ด เหมือนกลุ่มคนเล็ก ๆแค่้าทำให้ใครสักคนหันมามอง
ชายชรากระดิ่งสั่นเบาๆ “ยามหัวค่ำแล้ว”
ยามผลัดค่ำเปลี่ยนตำแหน่งไฟวงที่สองลุกพรึ่บ เสียงกระดิ่งของชายชราดังกริ่งใสหนึ่งครั้ง แล้วสงบลู่หานหันไปสั่ง
“คืนนี้จะมีคนปากพล่อยมาแหย่ อย่าตอบด้วยอารมณ์ ให้พาเขาไปที่ป้าย ‘วิธีอ่านชื่อคนทำผิด’ถ้าจะพูด ให้ลงชื่อก่อน ต่อหน้า”
ยามรับคำเหม่ยหลิงยิ้มบาง “อาวุธของเขาคือปาก อาวุธของเราคือป้าย”
ไม่นานคนสามสี่คนเดินโซซัดโซเซมาหน้าค่าย คนหนึ่งะโใส่ลม “ตระกูลรองอยากเป็ผู้ว่าฯหรือไร จึงทำให้ตลาดวุ่น” อีกคนหัวเราะสำทับเหมือนโยนก้อนหินลงน้ำแล้วหวังฟังเสียงกระเพื่อม
เสมียนกลางไม่เสียจังหวะเขาชี้ป้าย “วิธีอ่านชื่อคนทำผิด” แล้ววางไม้เตี้ยหน้าเส้นเชือก
“ถ้าอยากพูดต่อหน้า เชิญลงชื่อ ระบุสังกัด และสิ่งที่ท่านจะกล่าวหาเราจะอ่านชื่อท่านต่อหน้าคนทั้งลานด้วย แล้วพรุ่งนี้ไปศาลเมืองพร้อมกัน”
เสียงหัวเราะค่อยๆ แ่ คนหนึ่งทำท่าจะเขียนชื่อ แต่พอเห็นถ้วยครั่งก็หดมือกลับหญิงสูงวัยที่ขายฟางเมื่อวานยืนมองอยู่ เธอส่ายหน้าเบา ๆ แล้วหันหลังกลับไปคนปากพล่อยทั้งสี่ค่อย ๆ ถอยเหมือนน้ำลด หลบเข้าเงากำแพงแล้วเงียบไป
ลมค่ำพัดธงขาวดำให้โค้งต่ำแล้วคืนรูปเหมือนคนค้อมเพื่อยืดหลังยามผลัดดึกเดินซ้อนก้าวเป็เงาสองชั้นบนดินแน่น ป้าย “บัญชีสาธารณะ”มีลายมือเพิ่มอีกสองบรรทัดจากชาวเมืองที่มาขอบคุณน้ำร้อนและบันทึกว่าตน“เห็นต่อหน้า” ทุกอย่างในวันนี้ ลู่หานยืนฟังเสียงอ่อนของเมืองที่เริ่มขยับจังหวะใหม่เขาหลับตาเพียงชั่วลมหายใจ แล้วลืมตามองไฟสามวงที่สม่ำเสมอ
คืนแล่นไปด้วยก้าวยามที่เท่ากันและชื่อที่ถูกอ่านต่อหน้าก็ยังติดอยู่บนกระดาน ไม่ใช่เพื่อประจานแต่เพื่อให้เมืองนี้จำว่า ความจริงต้องยืนอยู่กลางลานเสมอ…