กู้ชิงเฉิงได้ทำเลที่เหมาะสมสำหรับเปิดอันหยวนถังป้ายชื่อนั้นเหมือนกับที่เมืองอี๋สุ่ยทุกประการการเปิดทำการครั้งนี้ไม่มีการเอิกเกริก หรือประโคมกลองจุดประทัดแต่อย่างใดกล่าวได้ว่าเรียบง่ายอย่างยิ่ง
ทว่าในวันแรกที่เปิดทำการผู้คนกลับต่อแถวยาวเหยียดกู้จิ่งเซวียนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะตรวจถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเอ่ยว่า“ท่านแม่ เหตุใดท่านไม่เปลี่ยนป้ายชื่อขอรับ”
คำพูดนั้นเรียกสายตาค้อนขวับจากกู้ชิงเฉิงได้ทันทีความจริงนางเองก็ไม่คาดคิดว่าจะมีผู้คนมากมายเช่นนี้
เดิมทีกู้จิ่งเซวียนไม่อยากจะนั่งอยู่หลังโต๊ะตรวจเช่นนี้เท่าใดนักเขานั่งอยู่ด้านในทำให้คนภายนอกมองไม่เห็นทว่าตัวเขากลับมองเห็นทุกสิ่งภายนอกอย่างชัดเจน
ทว่าหลังมายังเมืองหลวงชีวิตของเขากลับรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดหากไม่นับการที่เขาต้องรับมือกับกู้ตงหลิงอย่างเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายและคัดลอกบทกลอนตำรับยาเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้วในยามว่างเขาก็เพียงแค่ออกไปดูไก่ต่อสู้กันอย่างสบายใจยิ่งนัก
จู่ๆวันหนึ่งกลับต้องมานั่งตรวจชีพจรให้ผู้คนทั้งวัน เขาย่อมไม่ยินยอมเป็นธรรมดาทว่าเมื่อเห็นดวงตาของกู้ชิงเฉิงที่จ้องมองมา เขาก็จำต้องยอมจำนน“ท่านแม่ คิดเสียว่าข้าไม่ได้เอ่ยสิ่งใดก็แล้วกันนะขอรับ”
โม่อวี้เฉินไม่ได้ไปร่วมเข้าเฝ้าที่วังในยามเช้าแต่กลับตรงมายังอันหยวนถังทันทีเขารู้ดีว่าพระชายาของตนชอบลงมือกระทำการบางสิ่งอย่างไม่หยุดหย่อนในตำหนักบูรพาก็ยังมีพื้นที่หลายส่วนที่ถูกใช้ปลูกสมุนไพรอีกด้วย นอกจากนี้กู้ชิงเฉิงยังเป็นที่รักใคร่ของผู้คนยิ่งนักคนในตำหนักบูรพาจึงให้การสนับสนุนนางอย่างเต็มที่
เหตุผลหลักก็คือตำหนักบูรพาขาดนายหญิงมานานผู้คนต่างรอคอยมานานหลายปีแล้ว ย่อมต้องให้ความเคารพยกย่องนางเป็นธรรมดาอีกประการหนึ่งคือองค์รัชทายาทเองก็ยังคงเอาใจใส่และตามใจนางทุกประการคนรับใช้จึงไม่กล้าที่จะขัดขืน
ยามนี้โม่อวี้เฉินยืนอยู่ด้านนอกร้านปล่อยให้เฟิงเจ๋อและเฟิงฮ่วนเข้าไปช่วยงานหากในแต่ละวันมีผู้คนมาขอรับการรักษามากมายถึงเพียงนี้คงต้องจ้างคนมาช่วยเพิ่มอีกเป็นแน่
ขณะนั้นเองเสียงตะโกนก้องที่เต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยวก็ดังขึ้นจากด้านหน้า“พวกเจ้าบอกว่าที่นี่คืออันหยวนถัง เช่นนั้นจะพิสูจน์ได้อย่างไรผู้ใดก็กล้าแอบอ้างทั้งนั้น ไสหัวออกไปให้พ้นมิเช่นนั้นข้าจะเผาร้านของพวกเจ้าเสีย!”
เดิมทีกู้จิ่งเซวียนกำลังตรวจชีพจรให้ชายชราผู้หนึ่งเมื่อได้ยินเสียงนั้น ดวงตาของเขาก็พลันสว่างวาบ “ท่านแม่มีคนกล้ากล่าววาจาเช่นนี้กับเราหรือ ข้าจะไปสั่งสอนมันเสียเอง!”
กู้จิ่งเซวียนรู้สึกว่าคนผู้นี้สมควรตายนักและที่สำคัญคือมันมาได้ถูกจังหวะเวลาพอดีเขารู้สึกว่ามือของตนคันยุบยิบอยากจะลงไม้ลงมือยิ่งนักกู้ตงหลิงนิ่งเงียบเกินไปในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทำให้เขาไม่มีเรื่องให้ทำเลย
“นั่งลงเสีย แล้วเขียนใบสั่งยา” กู้ชิงเฉิงเหลือบมองเขาอีกครั้ง“ดูเหมือนเมืองหลวงจะไม่เหมาะกับเจ้าพรุ่งนี้กลับไปเมืองอี๋สุ่ยเถิด อันอี้ฝานเองก็ยุ่งไม่ต่างกัน”
“ไม่ ข้าไม่ไป” กู้จิ่งเซวียนไม่เต็มใจนักทว่าก็จำต้องนั่งลงที่เดิม “ท่านอาอันมีคนช่วยมากมายแล้วไม่จำเป็นต้องให้เด็กตัวเล็กๆ อย่างข้าไปช่วยอะไรหรอกขอรับ” เขาไม่กล้าพูดจาขัดขืนอีกทว่าใจกลับลอยออกไปข้างนอกเสียแล้ว
ยามนี้ชายร่างกำยำผู้หนึ่งที่ดูมอมแมมยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนตะโกนก่นด่าไม่หยุดยั้ง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจและด่าทอไม่หยุดปาก
โม่อวี้เฉินที่ซ่อนตัวอยู่มุมหนึ่งขมวดคิ้วแน่นเขาสั่งให้เฟิงเจ๋อไปจัดการ ส่วนหูเอ้อร์ก็เดินเข้ามาเช่นกัน
“เจ้าเป็นคนไข้หรือ” หูเอ้อร์สำรวจชายร่างกำยำผู้นั้นขึ้นลงก่อนจะเอ่ยถามอย่างเย็นชาว่า“เจ้ารู้จักอันหยวนถังงั้นรึ?”
“บนโลกนี้ผู้ใดเล่าจะไม่รู้จักอันหยวนถังเล่า!” ชายร่างกำยำเอ่ยอย่างดูถูกฃ“ทว่าทุกคนก็รู้ว่าอันหยวนถังอยู่ที่เมืองอี๋สุ่ยและมีท่านอันอี้ฝานเป็นผู้ตรวจรักษา”
“เช่นนั้นเจ้ายังรู้อีกหรือไม่ว่าอันหยวนถังมีการตรวจรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายทุกเดือน?”หูเอ้อร์ไม่ได้โกรธเคืองแม้แต่น้อย เขากล่าวว่า “เมื่อเผชิญหน้ากับคนไข้ เราต้องใจเย็นทว่าสำหรับคนไข้เช่นเจ้านั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
ชายร่างกำยำพยักหน้า“คนโง่ก็ยังรู้เลย เจ้าถามคำถามที่เปล่าประโยชน์ทำไม?”
“แล้วในวันตรวจรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายผู้ใดเป็นผู้ตรวจรักษาเล่า?”หูเอ้อร์ถามอีกครั้ง
“ท่านหมอเทวดากู้” ชายร่างกำยำรู้เรื่องราวมากมายจึงตอบได้ฉะฉาน
หูเอ้อร์จึงชี้ไปที่โต๊ะตรวจ“ใช่แล้ว ท่านหมอเทวดากู้”
ในชั่วพริบตาผู้ป่วยที่ต่อแถวอยู่ต่างก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันทีการได้ท่านหมอเทวดากู้มาตรวจรักษาด้วยตนเองนับเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งพวกเขาย่อมไม่อาจพลาดได้โดยเด็ดขาด
ทว่าชายร่างกำยำผู้นั้นกลับไม่เชื่อ“พวกเจ้าบอกว่านางเป็นท่านหมอเทวดากู้ นางก็เป็นแล้วอย่างนั้นหรือเช่นนั้นนางรักษาข้าได้หรือไม่?” พูดจบ เขากระชากคอเสื้อออกเผยให้เห็นผิวหนังที่คล้ำเสียจนดำด่าง
ฝูงชนแตกฮือถอยห่างจากชายร่างกำยำไปโดยพลัน
“นี่… นี่มันโรคอะไรกัน? น่ากลัวเกินไปแล้ว”
“โรคร้ายนี่ติดต่อได้นะ พวกเราถอยห่างจากเขาเร็วเข้า”
“ก่อนหน้านี้มีคนในหมู่บ้านติดโรคนี้ ทุกคนตายกันอย่างอนาถ…”
เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงอาการป่วยของชายร่างกำยำรอยสีดำที่คอของเขาสร้างความหวาดกลัวให้กับทุกคนต่างพากันลือกันว่าผู้ใดติดโรคนี้ย่อมไม่มีทางรอด
เมื่อผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำนั่นหมายความว่าความตายกำลังคืบคลานเข้ามาแม้ผู้คนจะเลื่อมใสในชื่อเสียงของหมอเทวดากู้ และปรารถนาจะมาชมปาฏิหาริย์แต่ก็ไม่มีใครอยากเอาชีวิตไปเสี่ยง
“ท่านแม่ เกิดเรื่องขึ้นแล้วจริงๆ ขอรับ” ใบหน้าเล็กๆของกู้จิ่งเซวียนยู่เข้าหากันเหมือนซาลาเปา ดวงตากลมโตกะพริบปริบๆ “ผู้คนพากันหนีไปหมดแล้วขอรับ”
กู้ชิงเฉิงเองก็เห็นเช่นกันนางยังคงเขียนใบสั่งยาเสร็จสิ้น แล้วยื่นให้ผู้ป่วยที่อยู่ด้านนอกโต๊ะตรวจ
ที่นี่นางยังไม่มีห้องยาและห้องพักสำหรับคนไข้ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างก่อนจะมาที่นี่นางเป็นยอดฝีมือทางการแพทย์ที่มีฝีมือเป็นเลิศและใส่ใจในความปลอดภัยของคนไข้ทุกคน
ดังนั้นเมื่อมาถึงที่นี่นางจึงสร้างอันหยวนถังขึ้นมาอีกทั้งยังจัดตรวจรักษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเดือนละครั้งเพื่อช่วยเหลือสามัญชนผู้ยากไร้ให้ได้รับการรักษา แม้จะมาถึงเมืองหลวงแล้วนางก็ไม่อาจลืมจุดยืนเดิมของตน
“ไปดูกันเถอะ!” กู้ชิงเฉิงลุกขึ้นยืนพลางกดกู้จิ่งเซวียนให้นั่งลง“เจ้าเฝ้าอยู่ที่นี่”
“ท่านแม่ ไม่ยุติธรรมเลย” กู้จิ่งเซวียนร้องลั่นด้วยความไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าออกไป
จินเถียวพลันกระโดดขึ้นมาบนตัวเขาพลางแลบลิ้นและยกอุ้งเท้าขึ้นคล้ายกำลังปลอบประโลมทำให้กู้จิ่งเซวียนสงบลงได้ในที่สุด เขากอดจินเถียวพลางขมวดคิ้ว“จินเถียว เจ้าว่าท่านแม่เปลี่ยนไปแล้วหรือ? นางกลับไม่จัดการสตรีผู้นั้นทั้งที่ผ่านมาเดือนกว่าแล้ว อีกทั้งสตรีผู้นั้นก็เคยคิดจะฆ่าข้า”
สุดท้ายนางเกือบตายด้วยน้ำมือของเขาต่างหากจินเถียวเพียงแค่ส่งเสียงเบาๆ สองครั้ง
กู้จิ่งเซวียนมองออกไปที่โต๊ะตรวจซึ่งไม่มีผู้ใดแล้วก็ยิ้มออกมา“เจ้าว่าคนผู้นั้นเป็นคนของโรงหมอข้างๆ หรือไม่? เจ้าว่า…” เขาพูด สายตาก็เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
ณริมหน้าต่างชั้นสองของโรงน้ำชาฝั่งตรงข้าม “ท่านพี่ตงหลิงท่านว่าวิธีนี้ได้ผลหรือไม่?”
“วางใจเถอะ ได้ผลแน่นอน” กู้ตงหลิงกำถ้วยชาแน่นนางเกลียดกู้ชิงเฉิงมาโดยตลอด ทว่าไม่เคยมีโอกาสลงมือดังนั้นในวันนี้อันหยวนถังเปิดทำการ นางจึงย่อมต้องมานางต้องการให้ชื่อเสียงของอันหยวนถังเสื่อมเสีย และให้กู้ชิงเฉิงตายอย่างไร้ที่ฝัง
“คนผู้นี้เป็นคนของหมู่บ้านนั้นจริงหรือ? ไม่ใช่ว่าคนทั้งหมู่บ้านล้วน…”ผู้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามคือท่านหญิงหลิงหยาง
ท่านหญิงหลิงหยางเกลียดกู้ชิงเฉิงยิ่งนักปรารถนาจะพุ่งเข้าไปฆ่ากู้ชิงเฉิง เพราะยามนี้นางอยู่ในวังไม่อาจเงยหน้าขึ้นได้เลย นางขายหน้าครั้งแล้วครั้งเล่าแม้จะหน้าหนาเพียงใดก็ทนรับไม่ไหวแล้ว
กู้ตงหลิงไม่ได้ตอบคำถามนางเพียงจ้องมองไปยังร่างของกู้ชิงเฉิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างไม่ปิดบัง
สตรีชั่วช้าผู้นี้ที่ควรจะหลบซ่อนอยู่ในเงามืดเพื่อเอาชีวิตรอดกลับมีชีวิตที่รุ่งเรืองโด่งดังไปทั่วหล้า กระทั่งนางเองก็ยังถูกปิดบังได้ช่างสมควรตายนัก นางย่อมไม่อนุญาตให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นนางจะต้องทำลายชื่อเสียงของกู้ชิงเฉิง ทำให้นางตายอย่างไร้ที่ฝังให้จงได้
ยามนี้กู้ชิงเฉิงเดินมาถึงหน้าชายร่างกำยำแล้วนางสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
ชายร่างกำยำเองก็สำรวจกู้ชิงเฉิง“เจ้าคือท่านหมอกู้งั้นรึ? เช่นนั้นก็ย่อมรักษาข้าให้หายได้สินะ”
กู้ชิงเฉิงมองรอยสีดำบนลำคอของชายร่างกำยำแล้วพลันยิ้มออกมา“เจ้ามาเพื่อรักษาโรคหรือ? เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเจ้ามาสร้างความวุ่นวายกันแน่!”คำพูดนั้นได้ผลดีทีเดียวเพราะการกระทำของเขาทำให้ผู้คนพากันแตกฮือไปหมด
“สร้างความวุ่นวายแล้วอย่างไร? หากเจ้าไม่สามารถรักษาข้าได้ข้าจะทำลายที่นี่เสีย!” ชายร่างกำยำกล่าวอย่างเย่อหยิ่งและกร่างนัก