เสียงแตรรถดังลากยาวจนคนที่กำลังก้าวลงจากฟุตบาทสะดุ้งสุดตัว
“ปี๊นนนน!”
“เฮ้ย!”
นนท์ะโถอยกลับแทบไม่ทัน รถกระบะคันหนึ่งพุ่งผ่านหน้าไปห่างจากปลายรองเท้าไม่ถึงคืบ ลมจากตัวรถปะทะชายเสื้อจนสะบัด เขายืนนิ่งอยู่สองวินาทีก่อนหันไปะโตามท้ายรถ
“รีบไปเกิดใหม่หรือไงวะ!”
แน่นอนว่าเ้าของรถไม่ได้ยิน หรือถึงได้ยินก็คงไม่คิดจะกลับมาขอโทษ นนท์จึงทำได้เพียงบ่นพึมพำแล้วก้มสำรวจถุงกระดาษในมือ
กาแฟยังอยู่ โทรศัพท์ยังอยู่ และสิ่งสำคัญที่สุดก็ยังอยู่
หนังสือเก่าเล่มหนาที่เขาเพิ่งเสียเงินเกือบครึ่งเดือนซื้อมา
นนท์ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ถ้ามึงโดนรถทับ กูร้องจริงนะ”
เขาพูดกับหนังสือราวกับมันมีชีวิต
ปกของมันเก่าจนสีเดิมแทบไม่เหลือ ขอบกระดาษเหลืองกรอบ หลายหน้ามีรอยแมลงกัดกิน แต่ตัวอักษรโบราณที่เขียนอยู่ด้านหน้ากลับยังพออ่านได้
ตำรารวมพระเวทและเพลงศาสตรา
สำหรับคนทั่วไป มันคงเป็เพียงหนังสือเก่าที่เต็มไปด้วยตัวหนังสืออ่านยาก
สำหรับนนท์ มันคือสมบัติ
ชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดปีไม่ได้เป็นักประวัติศาสตร์ ไม่ได้เป็อาจารย์มหาวิทยาลัย และยิ่งไม่ใช่หมอผี เขาเป็มนุษย์เงินเดือนธรรมดาที่มีงานอดิเรกค่อนข้างผิดมนุษย์มนาเท่านั้น
คนอื่นเลิกงานแล้วเล่นเกม
นนท์เลิกงานแล้วอ่านตำราดาบ
คนอื่นเปิดคลิปทำอาหาร
นนท์เปิดคลิปวิเคราะห์เพลงกระบี่โบราณ
คนอื่นซื้อรองเท้า นาฬิกา หรือโทรศัพท์ใหม่
นนท์เอาเงินไปสั่งช่างตีดาบจำลองเพราะอยากรู้ว่า “น้ำหนักจริงตามบันทึก” เวลาเหวี่ยงแล้วรู้สึกอย่างไร
เขาฝึกมาั้แ่วัยรุ่น ทั้งดาบ กระบี่ การก้าวเท้า การควบคุมลมหายใจ รวมถึงของที่ฟังดูไร้สาระยิ่งกว่าอย่างอักขระ คาถา และวิธีตั้งจิตตามตำราโบราณ
ปัญหามีเพียงอย่างเดียว
ไม่มีอะไรใช้ได้จริง
ครั้งหนึ่งนนท์เคยลองท่องคาถาคงกระพันแล้วให้เพื่อนชกท้อง ผลคือเขานอนตัวงออยู่เกือบนาที ส่วนเพื่อนหัวเราะจนร้องไห้
อีกครั้งเขาลองฝึกวิชาเดินลมหายใจตามตำรา ผลคือหลับคาเสื่อไปสามชั่วโมง
ั้แ่นั้นมาเขาจึงยอมรับความจริงว่า วิชาโบราณเหล่านี้น่าสนใจในฐานะประวัติศาสตร์ แต่ถ้าหวังว่าจะเสกคาถาหรือฟันดาบปล่อยคลื่นพลังได้จริง ก็คงต้องไปนอนฝันเอา
โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นขึ้น
นนท์หยิบออกมาดู กลุ่มแชตเพื่อนกำลังเด้งข้อความไม่หยุด
เอก: มึงซื้อหนังสือผีสิงเล่มนั้นจริงดิ
เบียร์: หกพันห้า เอาไปกินหมูกระทะได้กี่รอบวะ
เอก: อย่าเผลอท่องอะไรตอนกลางคืนนะมึง เดี๋ยวพรุ่งนี้พวกกูต้องไปงานศพ
นนท์หัวเราะแล้วพิมพ์ตอบ
นนท์: คนไม่มีรสนิยมทางประวัติศาสตร์ก็แบบนี้แหละ
ข้อความตอบกลับมาแทบจะทันที
เบียร์: มึงเคยเอาดาบไม้ชี้หน้ากูแล้วบอกว่าจะเปิดปราณ
เอก: แล้วมึงก็เหวี่ยงโดนพัดลมแตก
รอยยิ้มของนนท์แข็งค้าง
เขากดปิดหน้าจอทันที
“เื่ตั้งห้าปีแล้ว พวกเวรนี่ยังจำได้อีก”
นนท์เก็บโทรศัพท์ ก่อนจะเปิดตำราในมือดูอีกครั้ง
หน้ากระดาษพลิกไปตามแรงลม จนกระทั่งหยุดอยู่หน้าหนึ่ง
เขาขมวดคิ้ว
มีบางอย่างแปลกไป
กลางหน้ากระดาษปรากฏอักขระตัวหนึ่งที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยเห็นตอนตรวจหนังสือในร้าน
นนท์เพ่งมอง
“ตัวอะไรวะ...”
หมึกของมันดำสนิทผิดกับข้อความรอบข้างที่ซีดจางตามกาลเวลา ราวกับมีใครเพิ่งเขียนมันลงไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
ด้วยความเคยชิน เขาใช้นิ้วแตะลงบนตัวอักษร
ความเย็นแล่นจากปลายนิ้วขึ้นมาตามแขน
นนท์ชะงัก
“เดี๋ยว—”
โลกตรงหน้าพลันมืดวูบ
เสียงรถยนต์ เสียงผู้คน และเสียงเมืองทั้งหมดหายไปพร้อมกัน
ความรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าถูกดึงออก ร่างทั้งร่างตกลงสู่ความว่างเปล่าโดยไม่มีเวลาแม้แต่จะร้อง
จากนั้นทุกอย่างก็ดับสนิท
สิ่งแรกที่ปลุกนนท์ให้ตื่นไม่ใช่เสียงนาฬิกา
แต่เป็กลิ่น
กลิ่นที่รุนแรงเสียจนเขาขมวดคิ้วทั้งที่ยังไม่ลืมตา
“กลิ่นอะไรวะ...”
“เฮ้ย!”
เสียงชายแก่ดังขึ้นใกล้ ๆ
นนท์ขยับตัวเล็กน้อย
“ไอ้หนุ่ม!”
“ขออีกห้านาที...”
“ห้านาทีอันใดของเอ็ง ควายกูจะเหยียบหัวเอ็งแล้ว!”
นนท์ลืมตาพรวด
สิ่งแรกที่เห็นคือกีบเท้าขนาดใหญ่กำลังยกขึ้นเหนือใบหน้า
“เชี่ย!”
เขากลิ้งออกข้างตามสัญชาตญาณ
กีบควายกระแทกพื้นดังตุบตรงจุดที่ศีรษะของเขาเคยวางอยู่เมื่อครู่
นนท์รีบคลานหนี ก่อนลุกขึ้นตั้งหลักด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“เกือบไปแล้วไหมล่ะ!”
ควายตัวใหญ่ยืนเคี้ยวหญ้าหน้าตาเฉย
นนท์ชี้หน้ามัน
“มึงไม่ต้องทำหน้าไม่รู้เื่เลยนะ”
ชายแก่ที่ถือเชือกจูงควายมองเขาอย่างประหลาดใจ
“เอ็ง...พูดกับควายรึ”
“ก็มันเกือบเหยียบหัวข้า...”
นนท์หยุดกึก
เมื่อครู่เขากำลังจะพูดว่า ผม
แต่พอเห็นการแต่งกายของชายตรงหน้า คำพูดกลับเปลี่ยนเองอย่างไม่รู้ตัว
ชายแก่ไม่สวมเสื้อ มีเพียงผ้าพาดไหล่กับผ้านุ่งแบบโบราณ ผิวคล้ำแดด ร่างกายเต็มไปด้วยร่องรอยจากการทำงานหนัก
นนท์กวาดตามองไปรอบ ๆ
ไม่มีถนนลาดยาง
ไม่มีรถยนต์
ไม่มีเสาไฟฟ้า
พื้นใต้เท้าเป็ดิน ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างนุ่งผ้าแบบโบราณ หญิงสาวหาบของ ชายฉกรรจ์แบกกระสอบ เด็กตัวเล็กวิ่งเท้าเปล่าอยู่ข้างทาง
ไกลออกไปมีเรือนไม้เรียงรายอยู่ริมแม่น้ำ
เรือหลายลำแล่นผ่านไปมา
และเหนือหลังคาเ่าั้ ยอดปรางค์สูงตระหง่านขึ้นสู่ท้องฟ้า
นนท์ยืนนิ่ง
เสียงรอบตัวเหมือนค่อย ๆ เบาลง
เขาหันไปทางซ้าย
ช้างตัวหนึ่งกำลังเดินผ่าน
หันไปทางขวา
ชายสองคนสะพายดาบอยู่ข้างเอว
ก้มมองตัวเอง
เสื้อยืด กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ
“ไม่จริงมั้ง...”
นนท์รีบล้วงโทรศัพท์ออกมา
หน้าจอยังติด
แบตเตอรี่เหลือเจ็ดสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์
แต่ตรงมุมบนไม่มีสัญญาณแม้แต่ขีดเดียว
เขายกโทรศัพท์ขึ้นเหนือหัว
“สัญญาณไม่มี?”
ชายแก่เริ่มขยับถอย
นนท์เดินไปอีกสองก้าวแล้วยกโทรศัพท์สูงกว่าเดิม
“หรือเสามันไกล...”
เขาชะงัก
ก่อนค่อย ๆ ลดมือลง
เสา?
ที่นี่ไม่มีแม้แต่สายไฟ
นนท์หันกลับมาหาชายแก่
“ขอถามหน่อย ที่นี่ที่ใด?”
ชายแก่เลิกคิ้ว
“เอ็งถามจริงรึ?”
“จริง”
“กรุงศรี”
หัวใจนนท์เต้นแรงขึ้นทันที
“กรุงศรี...อยุธยา?”
“แล้วจะกรุงใดเล่า”
ชายแก่ตอบ ก่อนดึงเชือกพาควายเดินจากไปพลางพึมพำว่า
“แต่งกายก็ประหลาด สติก็ไม่ดี...”
นนท์ไม่ได้สนใจคำด่า
เขายังคงยืนอยู่ที่เดิม
สายตากวาดมองผู้คน เรือ บ้าน วัด และกำแพงเมืองอีกครั้ง
สมองซึ่งสะสมเื่ราวทางประวัติศาสตร์มาตลอดหลายปีพยายามหาคำอธิบาย
กองถ่ายละคร?
ไม่มีทาง
สถานที่ท่องเที่ยว?
ยิ่งเป็ไปไม่ได้
เขาไม่รู้จักสถานที่ใดในประเทศไทยที่สามารถซ่อนเสาไฟ รถยนต์ ตึกสมัยใหม่ และสร้างเมืองขนาดใหญ่แบบนี้ขึ้นมาได้
นนท์สูดลมหายใจลึก
“หรือกู...”
เขาก้มมองตำราเก่าที่ยังอยู่ในมือ
“ย้อนเวลามาจริง ๆ วะ”
แทนที่จะหวาดกลัว สิ่งแรกที่ปรากฏในดวงตาของชายหนุ่มกลับเป็ประกายบางอย่าง
อยุธยา
ของจริง
เมืองที่เขาเคยเห็นเพียงซากอิฐ
ผู้คนที่เคยอ่านเพียงชื่อในบันทึก
วิถีชีวิตที่เขาเคยจินตนาการผ่านตัวหนังสือ
ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ตรงหน้า
“เดี๋ยวนะ”
นนท์เริ่มคิด
หากนี่เป็เหตุการณ์แบบนิยายที่ตัวเอกหลุดมายังอีกโลก สิ่งแรกที่ควรทำคือรวบรวมข้อมูล จากนั้นหาเงิน หาอุปกรณ์ และเริ่มรับภารกิจ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็มองไปรอบตัวอย่างกระตือรือร้น
ชายร่างใหญ่คนหนึ่งกำลังแบกกระสอบเดินผ่านมาพอดี
นนท์รีบเข้าไปหา
“พี่ชาย!”
ชายคนนั้นหยุดเดิน
“มีอันใด?”
“ขอถามทางหน่อย”
“ว่ามา”
นนท์สูดหายใจเข้า ก่อนถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“กิลด์นักผจญภัยไปทางไหน?”
ชายร่างใหญ่เงียบ
“...”
นนท์รอ
อีกฝ่ายก็มองหน้าเขา
“กิล...อันใด?”
“กิลด์นักผจญภัย”
“มันคือสิ่งใด?”
“ที่รับงานน่ะ”
“งาน?”
“ใช่ พวกปราบโจร คุ้มกันขบวนสินค้า ตามหาคนหาย ล่าสัตว์ รับรางวัลอะไรทำนองนั้น”
ชายร่างใหญ่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า
“ไม่มีดอก”
“ไม่มี?”
“เออ”
แล้วเขาก็เดินจากไป
นนท์ยืนนิ่ง
อาจเป็เพราะถามผิดคน
เขาจึงลองถามแม่ค้าขายผลไม้
ไม่มี
ลองถามคนพายเรือ
ไม่มี
ลองถามชายที่สะพายดาบ
ก็ยังไม่มี
จนกระทั่งไปเจอทหารสองคนยืนอยู่ใกล้ทางเข้าเขตตลาด นนท์จึงคิดว่าคราวนี้ต้องใช่แน่
เขาเดินเข้าไปหาอย่างมั่นใจ
“พี่ทหาร”
ทหารคนหนึ่งหันมา
“มีอันใด?”
“แถวนี้มีที่รับเควสต์หรือไม่?”
“เควสต์?”
“งาน”
ทหารขมวดคิ้ว
“แล้วเหตุใดไม่พูดว่างาน?”
นนท์นิ่งไปครู่หนึ่ง
“มันไม่เท่”
ทหารทั้งสองมองหน้ากัน
คนหนึ่งขยับมือไปจับด้ามดาบอย่างระแวง
นนท์เห็นดังนั้นก็ยกมือขึ้นทันที
“ไม่มีอะไร ข้าไปแล้ว”
เขารีบเดินออกมา
หลังจากตามหาสิ่งที่เรียกว่ากิลด์อยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง นนท์ก็ต้องยอมรับความจริงอันโหดร้าย
อยุธยาไม่มีกิลด์นักผจญภัย
ไม่มีคนแจกภารกิจ
ไม่มีบัตรสมาชิก
ไม่มีแรงก์
ไม่มีเ้าหน้าที่สาวสวยยืนหลังเคาน์เตอร์
และที่สำคัญที่สุด—
ท้องของเขากำลังร้อง
“โครก...”
นนท์ก้มมองท้อง
“เออ รู้แล้วว่าหิว”
เขาค้นกระเป๋ากางเกง
ธนบัตรสามร้อยบาท
เหรียญสิบ
บัตรประชาชน
บัตรเครดิต
บัตรสะสมแต้มร้านกาแฟ
นนท์หยิบบัตรเครดิตขึ้นมามอง ก่อนเงยหน้ามองร้านขายอาหารตรงหน้า
“รูดได้ก็บ้าแล้ว”
เขาเก็บทุกอย่างกลับลงกระเป๋า
นี่ต่างหากคือปัญหาจริง
เขาไม่มีเงินของยุคนี้
ไม่มีบ้าน
ไม่มีญาติ
ไม่มีงาน
และไม่มีใครรู้จัก
ขณะที่กำลังคิดว่าจะเอาตัวรอดอย่างไร เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างกาย
“กะต๊าก”
นนท์หันไป
ไก่ตัวหนึ่งเดินคุ้ยดินอยู่ไม่ไกล
เขามองมัน
ไก่เงยหน้ามองกลับ
นนท์หรี่ตา
ความคิดจากเกม RPG นับสิบเกมแล่นผ่านสมองโดยอัตโนมัติ
ตัวละครเริ่มต้น
ไม่มีเงิน
ไม่มีอุปกรณ์
ไม่มีภารกิจ
ถ้าเป็เกมทั่วไป สิ่งที่อยู่รอบเมืองเริ่มต้นก็มักเป็มอนสเตอร์ระดับต่ำ
“ไก่...”
เขาพึมพำ
ไก่ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว
นนท์หยิบกิ่งไม้ขึ้นจากพื้น
“ถ้าไม่มีกิลด์ให้รับงาน...”
ชายหนุ่มยกกิ่งไม้ขึ้น
“ฟาร์มเองก็ได้วะ”
ไก่หันหลังวิ่ง
“เฮ้ย! อย่าหนี!”
นนท์วิ่งตาม
ไก่วิ่งลอดแผงขายของ
นนท์ะโข้ามตะกร้า
แม่ค้าร้องลั่น
“ไอ้หนุ่ม! ระวังของข้า!”
“ขอโทษป้า!”
ไก่เลี้ยวเข้าไปด้านหลังเรือนไม้
นนท์ตามไปติด ๆ
“หยุดก่อน! ขอแค่ตัวเดียว!”
เขาพุ่งคว้าตัวมันได้สำเร็จ
“กะต๊ากกกก!”
“จับได้แล้ว!”
นนท์ยกไก่ขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
แล้วเสียงเย็นเยียบก็ดังมาจากด้านหลัง
“เอ็งจับไก่ข้าทำไม”
รอยยิ้มของนนท์ค่อย ๆ หายไป
เขาหันกลับช้า ๆ
ชายร่างใหญ่ยืนอยู่ตรงทางเข้า ในมือมีไม้คานยาว
นนท์ก้มมองไก่
มองคอกไม้ด้านข้าง
แล้วมองชายคนนั้น
“ของพี่หรือ?”
“เออ”
“อ้าว”
“อ้าวอันใด!”
“ข้านึกว่าไก่ป่า”
“ไก่ป่าบ้านเอ็งอยู่ในเล้ารึ!”
นนท์ปล่อยไก่ทันที
“เื่นี้เราคุยกันได้”
ชายร่างใหญ่ยกไม้คาน
นนท์หันหลังวิ่ง
“ไอ้ขโมยไก่! หยุด!”
“ไม่ได้ขโมย! เข้าใจผิด!”
“หยุดให้ข้าตีก่อน!”
“ใครจะหยุดวะ!”
นนท์วิ่งพรวดออกจากหลังเรือน ผ่านกลางตลาดโดยมีเ้าของไก่วิ่งตามมาติด ๆ
ผู้คนหันมองกันทั้งทาง
เด็กบางคนถึงกับวิ่งตามเพราะคิดว่ามีเื่สนุก
นนท์หันกลับไปดูคนไล่หลังเพียงเสี้ยววินาที
โครม!
ร่างของเขาชนรั้วไม้เตี้ยจนพลิกตกเข้าไปอีกฝั่ง
“โอ๊ย...”
เสียงร้องบางอย่างดังขึ้นใกล้หู
“อู๊ด!”
นนท์เงยหน้า
หมูตัวใหญ่ยืนอยู่ตรงหน้า
“...”
หมูมองเขา
เขามองหมู
“อย่านะ”
หมูเริ่มวิ่ง
“เฮ้ย! เดี๋ยว!”
นนท์คว้าขาหลังมันไว้ตามสัญชาตญาณ
หมูร้องลั่นพร้อมลากเขาไปกับพื้น
“หยุดก่อนโว้ย! กูไม่ได้จะกินมึง!”
แล้วเสียงะโที่เต็มไปด้วยโทสะก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ไอ้ฉิบหาย!”
นนท์หันไป
ชายฉกรรจ์อีกคนกำลังยืนกำหมัด ตัวใหญ่กว่าเ้าของไก่เสียอีก
“นั่นหมูกู!”
นนท์มองมือที่กำขาหมูอยู่
“...”
เขาปล่อยทันที
“ถ้าข้าบอกว่ามันเป็อุบัติเหตุ—”
“จับมัน!”
“รู้แล้วว่าไม่เชื่อ!”
นนท์เผ่น
วันแรกในกรุงศรีอยุธยาของเขาจึงเริ่มต้นด้วยการถูกเ้าของไก่ เ้าของหมู แม่ค้าที่เขาเหยียบตะกร้าพัง และชาวบ้านอีกสองสามคนที่ไม่รู้เื่อะไรเลยวิ่งไล่ไปครึ่งตลาด
กว่าจะหนีออกมาได้ พระอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำ
นนท์นั่งพิงต้นไม้อยู่ริมทาง หอบจนแทบพูดไม่ออก เสื้อเต็มไปด้วยฝุ่น แขนมีรอยถลอก ส่วนกลางหลังยังปวดตุบจากไม้คานที่โดนไปหนึ่งที
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า
“ชีวิตใหม่ของกู...”
นนท์ถอนหายใจ
“เปิดตัวได้ยิ่งใหญ่มาก”
ความตื่นเต้นที่เคยมีตอนรู้ว่าตัวเองอยู่ในอยุธยาเริ่มถูกแทนที่ด้วยความจริง
ที่นี่ไม่ใช่เกม
หิวก็คือหิว
เจ็บก็คือเจ็บ
ขโมยของก็โดนไล่ตี
และถ้าโดนดาบฟันขึ้นมา เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตายจริงหรือฟื้นที่ไหน
นนท์หยิบตำราเก่าออกมาจากถุง
อย่างน้อยมันก็ยังอยู่
เขาพลิกไปทีละหน้า จนพบข้อความเกี่ยวกับการตั้งจิตที่คุ้นเคย
วิธีนี้เขาเคยฝึกมาก่อน
สูดลมหายใจให้ลึก
กดลิ้นแตะเพดานปาก
รวมจิตไว้เหนือสะดือ
ปล่อยลมหายใจช้า ๆ
นนท์หัวเราะในลำคอ
“ตอนอยู่บ้านทำทีไรหลับทุกที”
แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรให้ทำอยู่แล้ว
เขาวางตำราไว้บนตัก ก่อนหลับตา
ลมหายใจแรกผ่านไป
ลมหายใจที่สอง
ลมหายใจที่สาม
บางอย่างเปลี่ยนไป
นนท์ลืมตา
เขาไม่ได้ยินเสียงแมลง
ใบไม้เหนือศีรษะหยุดไหว
ความเย็นบางอย่างไหลจากกลางอกขึ้นมาถึงลำคอ ก่อนกระจายลงไปตามหัวไหล่และแขน
ชายหนุ่มก้มมองมือตัวเอง
“อะไร...”
เขาลองทำอีกครั้ง
สูดลมหายใจ
ตั้งจิต
คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม
ความรู้สึกบางอย่างไหลเวียนอยู่ภายในร่างราวกับกระแสน้ำอุ่น
ใบไม้แห้งบนพื้นสั่น
นนท์เบิกตากว้าง
เขาจ้องมือตัวเองอยู่นาน ก่อนรีบคว้าตำราขึ้นมาอ่านซ้ำ
ตัวหนังสือที่ครั้งหนึ่งเขาเคยมองเป็เพียงบันทึกความเชื่อของคนโบราณ ตอนนี้ทุกประโยคกลับมีความหมายต่างออกไป
มันไม่ได้ใช้ไม่ได้
เขาเพียงอยู่ผิดยุค
ความคิดนั้นทำให้นนท์เงียบไป
ถ้าเื่นี้เป็จริง—
ตำราดาบที่เขาเคยอ่าน
วิธีเดินลมหายใจที่เขาเคยฝึก
อักขระที่เขาเคยจำ
คาถาที่เคยท่องเล่นกับเพื่อน
ทุกอย่างอาจไม่ใช่เื่ไร้สาระอีกต่อไป
เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นจากด้านหลัง
กรอบ
นนท์หยุดความคิด
เขาหันไปตามเสียง
ชายสามคนกำลังยืนขวางทางอยู่ไม่ไกล
คนหนึ่งถือพลอง อีกคนมีดาบคาดเอว ส่วนชายตรงกลางมีผ้ายันต์สีแดงพันรอบต้นแขน
สายตาของทั้งสามไม่ได้มองใบหน้านนท์
พวกเขากำลังมองตำราในมือเขา
ชายตรงกลางเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้น
“เมื่อครู่เอ็งทำสิ่งใด”
นนท์มองรอบตัว ก่อนชี้ตัวเอง
“ถามข้ารึ?”
“ตรงนี้มีผู้อื่นหรือ”
“ก็จริง”
นนท์ก้มมองตำรา
“นั่งหายใจมั้ง”
ชายถือพลองหัวเราะออกมา
“นั่งหายใจ?”
ชายตรงกลางไม่หัวเราะด้วย
เขาก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว
“วิธีตั้งจิตเช่นนั้น ผู้ใดเป็คนสอนเอ็ง”
นนท์ชะงัก
สีหน้าของชายตรงหน้าจริงจังเกินกว่าจะเป็คำถามเล่น ๆ
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง
วิธีที่ใช้เมื่อครู่มาจากไหน?
บางส่วนจากหนังสือ
บางส่วนจากบทความ
บางส่วนจากคลิปที่เคยดู
ถ้าจะให้ตอบชื่ออาจารย์จริง ๆ ก็คงไม่มี
“เรียนเอง”
“โกหก”
“แล้วจะถามทำไม ถ้าตอบแล้วไม่เชื่อ”
ชายถือพลองก้าวออกมา
“ปากดีนักนะเอ็ง”
นนท์มองอีกฝ่าย
“ข้าตอบธรรมดาเอง”
“เอ็งรู้หรือไม่ว่ากำลังพูดกับผู้ใด”
นนท์ส่ายหน้า
“ไม่รู้”
อีกฝ่ายชะงัก
“แล้วไม่คิดจะกลัวบ้างรึ”
“ก็เพิ่งเจอกัน จะให้กลัวอะไร”
ชายถือพลองหน้าแดงขึ้นทันที
มือของเขากำพลองแน่น
“ไอ้นี่!”
“พอ”
ชายตรงกลางยกมือห้าม
จากนั้นจ้องนนท์อย่างพิจารณา
“เอ็งมิใช่คนแถวนี้”
นนท์ก้มมองเสื้อยืดตัวเอง
“ดูออกยากขนาดนั้นเลย?”
ชายถือดาบที่ยืนเงียบมาตลอดขยับมือจับด้ามอาวุธ
“ค้นตัวมัน”
นนท์หรี่ตาลง
“เดี๋ยวก่อน”
“หากบริสุทธิ์ใจ ก็จงส่งตำราเล่มนั้นมา”
สายตาของนนท์เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ไม่ได้”
“เหตุใด”
“ของข้า”
“ข้าจะดูเพียงครู่เดียว”
“ไม่ได้”
คำตอบสั้นกว่าเดิม
ชายถือพลองหัวเราะเยาะ
“เมื่อครู่ยังพูดพล่ามอยู่เลย เหตุใดตอนนี้เงียบเสียแล้ว”
นนท์ไม่ได้ตอบ
มือของเขาเลื่อนลงหยิบกิ่งไม้ยาวประมาณแขนที่ตกอยู่ข้างตัวขึ้นมา
ชายทั้งสามมองมัน
ก่อนคนถือพลองจะหลุดหัวเราะ
“เอ็งคิดจะใช้ไม้นั่นสู้รึ”
นนท์ทดลองน้ำหนักกิ่งไม้ในมือ
เบาเกินไป
สมดุลไม่ดี
ผิวไม่เรียบ
ถ้าเจอดาบจริงก็หักในครั้งเดียว
แต่พอจับมันด้วยสองมือ ความรู้สึกบางอย่างที่คุ้นเคยกลับมา
หลายปีที่เขาฝึกคนเดียวหลังเลิกงาน
ท่าที่เคยทำซ้ำจนเพื่อนหาว่าบ้า
จังหวะก้าวเท้าที่ไม่มีโอกาสได้ใช้จริง
ทั้งหมดผุดขึ้นในความทรงจำอย่างเป็ธรรมชาติ
นนท์ขยับเท้าซ้ายถอยหลังครึ่งก้าว
มือขวากำกิ่งไม้หลวมลง
ปลายไม้ชี้ต่ำ
หัวไหล่คลาย
ลมหายใจนิ่ง
รอยยิ้มกวน ๆ บนใบหน้าหายไปโดยไม่รู้ตัว
ชายตรงกลางขมวดคิ้วทันที
เพียงท่ายืนเดียว บรรยากาศรอบตัวชายประหลาดก็เปลี่ยนไป
เมื่อครู่ยังดูเหมือนคนเสียสติที่ไม่รู้จักแม้แต่กาลเทศะ
แต่ตอนนี้กลับไม่มีช่องว่างให้เข้าถึงตัวง่าย ๆ
ที่สำคัญ—
เขามองไม่ออกว่าเป็ท่าของสำนักใด
“เอ็งเรียนเพลงดาบมาจากที่ใด”
นนท์ไม่ตอบ
สายตาจับอยู่ที่ไหล่ ข้อมือ และเท้าของชายถือดาบ
เขาเคยเห็นวิธีจับแบบนั้น
ไม่ใช่จากคนจริง
แต่จากภาพวาดในตำรา
ตอนอยู่ในยุคของเขา นนท์เคยคิดเสมอว่าหากมีโอกาสเห็นคนใช้จริง เขาอยากรู้ว่ารายละเอียดในตำราถูกต้องแค่ไหน
ไม่คิดเลยว่าโอกาสนั้นจะมาถึงในสภาพที่อีกฝ่ายพร้อมฟันเขาจริง ๆ
ชายถือดาบชักอาวุธออกจากฝัก
เสียงโลหะเสียดสีกันดังแ่
คราวนี้นนท์ไม่เล่นมุก
เพราะประกายบนคมดาบทำให้เขาเข้าใจชัดเจนเสียที
นี่ไม่ใช่ดาบไม้ในห้อง
ไม่ใช่เพื่อนที่พร้อมหยุดมือทันทีเมื่อเขาร้องเจ็บ
หากพลาด—
คมเหล็กตรงหน้าสามารถเปิดเนื้อและเอาชีวิตเขาได้จริง
หัวใจนนท์เต้นแรง
มือเย็น
เขากลัว
แต่สิ่งประหลาดคือยิ่งกลัว สมองกลับยิ่งนิ่ง
สายตาเริ่มมองเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ
น้ำหนักตัวของคู่ต่อสู้ลงอยู่ที่เท้าหน้า
ข้อศอกเปิด
ด้ามดาบกำแน่นเกินไป
หัวไหล่ขวาสูงขึ้นเล็กน้อย
ถ้าตำราที่เขาเคยอ่านถูกต้อง การเปิดดาบครั้งแรกของอีกฝ่ายน่าจะ—
ชายคนนั้นพุ่งเข้ามา
นนท์ขยับทันที
คมดาบกวาดผ่านหน้าไปเพียงคืบ
เขาไม่ได้ถอย
แต่ก้าวเฉียงเข้าด้านใน
กิ่งไม้ในมือสะบัดขึ้น
เพียะ!
ปลายไม้ฟาดลงบนข้อมือของชายถือดาบอย่างแม่นยำ
“อึก!”
มืออีกฝ่ายกระตุก
ดาบเกือบหลุด
นนท์เองก็นิ่งไป
ชายสามคนนิ่ง
ทุกอย่างเงียบไปชั่วขณะ
นนท์ก้มมองกิ่งไม้ในมือ
แล้วเงยหน้ามองคนตรงหน้า
มันตรงกับในตำรา
ตำแหน่งเท้า
จังหวะเปิด
ช่องว่างของข้อมือ
ทุกอย่างตรงหมด
แต่สิ่งที่ทำให้เขาขนลุกยิ่งกว่าคือ—
ท่าที่เขาใช้แก้เมื่อครู่ ไม่ได้มาจากตำราเล่มเดียว
มันเป็วิธีแก้ที่นักดาบในยุคหลังบันทึกเพิ่มเติมจากข้อบกพร่องของกระบวนท่านี้
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ...
ชายตรงหน้ากำลังใช้วิชาในยุคของตน
ส่วนนนท์กำลังใช้วิธีแก้ที่ถูกคิดค้นขึ้นหลังจากนั้น
หลายสิบปี
หรืออาจเป็ร้อยปี
ชายถือดาบถอยกลับไปมองข้อมือตัวเองด้วยสีหน้าตกตะลึง
“เมื่อครู่...”
ชายตรงกลางจ้องนนท์ไม่กะพริบ
“กระบวนท่านั้นคือวิชาใด”
นนท์ไม่ได้ตอบทันที
เขาก้มมองกิ่งไม้ในมืออีกครั้ง
หัวใจยังเต้นแรง
แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะความกลัวเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่เขาเคยเรียนเล่น ๆ
สิ่งที่ไม่มีประโยชน์ในโลกของเขา
สิ่งที่เพื่อนเคยหัวเราะเยาะ
เมื่อมาอยู่ที่นี่—
มันกลับกลายเป็สิ่งที่คนในยุคนี้ยังไม่รู้จัก
นนท์เงยหน้าขึ้น
รอยยิ้มเล็ก ๆ กลับมาที่มุมปากอีกครั้ง
“ถ้าข้าบอก...”
เขาหมุนกิ่งไม้ในมือหนึ่งรอบ ก่อนตั้งปลายมันไปทางชายทั้งสาม
“พวกเอ็งก็คงไม่เชื่ออยู่ดี”
นี่เป็ครั้งแรกที่นนท์เริ่มเข้าใจว่า การย้อนมายังกรุงศรีอยุธยาครั้งนี้อาจไม่ได้มีเพียงความซวยรอเขาอยู่
เพราะตำราที่เขาเคยมองว่าเป็วิชาโบราณนั้น เมื่อย้อนกลับมายังยุคนี้ มันกลับกลายเป็ความรู้จากอนาคต
และคืนนี้ยังอีกยาวไกลนัก
ก่อนที่ชายผู้ตามหากิลด์นักผจญภัยจะได้รู้ว่า ในกรุงศรีแห่งนี้ แม้ไม่มีกิลด์ ไม่มีเลเวล และไม่มีหน้าต่างสถานะ แต่กลับมีบางสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดในเกมที่เขาเคยรู้จัก
มันถูกเรียกว่า— อาคม
สวัสดีนักอ่านทุกท่านครับ
ยินดีต้อนรับเข้าสู่กรุงศรีฉบับที่พระเอกคิดว่าตัวเองหลุดมาเกม
เื่นี้มีทั้งความบ้าความฮา เื่ของอาคม เพลงดาบ า และปริศนาให้ตามกันยาว ๆ ฝากติดตามการผจญภัยของ “นนท์” ไอ้บ้าผู้ตามหากิลด์ในอยุธยาด้วยนะครับ!
ฝากกดติดตามและคอมเมนต์เป็กำลังใจให้กันด้วยนะครับ